SCG ชูนวัตกรรมก้าวข้ามขีดจำกัด “Living Beyond Building Materials” จัดเต็มสินค้า บริการ และโปรโมชันสุดคุ้มในงานสถาปนิก '69 กลับมาอีกครั้งอย่างยิ่งใหญ่กับ งานสถาปนิก '69 (Architect Expo 2026, ASA) งานแสดงเทคโนโลยีสถาปัตยกรรมและผลิตภัณฑ์ก่อสร้างที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน ในปีนี้ SCG (เอสซีจี) พร้อมพาทุกคนก้าวข้ามขีดจำกัดของการอยู่อาศัย ภายใต้แนวคิด "Living Beyond Building Materials: ออกแบบการอยู่อาศัยให้เป็นคุณ" ที่ไม่ได้มีดีแค่วัสดุก่อสร้าง แต่ผสานดีไซน์ เทคโนโลยี นวัตกรรม และความยั่งยืนเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างพื้นที่ที่สะท้อนตัวตนและตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ SCG Pavilion: สถาปัตยกรรม Thematic 'Beyond Material into Life' ไฮไลต์ของบูธ SCG ในปีนี้คือการออกแบบ Pavilion สุดตระการตาในรูปแบบโครงสร้างสามเหลี่ยมซ้อนชั้น (Delta Stack) โดยการตีความย้อนกลับไปสู่ทฤษฎีรากของสถาปัตยกรรมตาม Quatremere de Quincy (1823) ซึ่งแบ่งที่อยู่อาศัยดั้งเดิมเป็น 3 รูปแบบ คือ ถ้ำ กระโจม และกระท่อม จากนั้นเลือก "Cave (ถ้ำ)" เป็นไอเดียหลัก ซึ่งเป็นการนำวัสดุก่อสร้างมานำเสนอในมิติที่ลึกซึ้งและใกล้ชิดกับชีวิตผู้คนมากยิ่งขึ้น เพราะเป็นรูปแบบที่มนุษย์เข้าไปอยู่ภายในวัสดุ กิน นอน และใช้ชีวิตในนั้น โดยการนำคุณสมบัติการติดตั้งจริงของวัสดุ SCG (หลังคาเอียง 45° และวัสดุตกแต่ง/ฝ้าในแนวตั้ง-นอน) มาพัฒนาเป็นโมดูลาร์สามเหลี่ยมที่เรียงซ้อนกัน (Delta Stack) โดยโครงสร้างใช้ระบบ interlocking ระหว่างเสาหลัก 4 ต้นกับโมดูลาร์ปริซึมสามเหลี่ยม ซึ่งแต่ละโมดูลสามารถจัดแสดงวัสดุได้พร้อมกันถึง 3 ชิ้น พร้อมถอดประกอบได้ทั้งหมดโดยไม่เสียหาย สะท้อนแนวคิดด้านความยั่งยืน และวางตัวอยู่บนปรัชญาของ SaTa Na ที่เชื่อว่าสถาปัตยกรรมที่ดีคือการสร้าง "ความสุข ณ ที่ตั้ง" ผู้เข้าชมงานจะได้สัมผัสประสบการณ์การใช้งานวัสดุที่แปลกใหม่และแรงบันดาลใจในการตกแต่งบ้านแบบครบวงจร ไฮไลต์สินค้าและโซลูชันเพื่อการอยู่อาศัยจาก SCG ภายในงาน SCG ได้ขนทัพสินค้านวัตกรรมและบริการที่ครอบคลุมทุกความต้องการของคนทำบ้าน ได้แก่: 1. โซลูชันหลังคาครบวงจร (SCG Roof Expert): บริการแบบจบในที่เดียวตั้งแต่ออกแบบ ผลิต และติดตั้ง ควบคุมงบประมาณได้แม่นยำ นำทัพโดย หลังคาเซรามิก รุ่น Excella Cresta ที่ใช้เทคโนโลยี Digital Printing ให้สีสวยทนทาน, นวัตกรรมหลังคาเมทัล รุ่น LumaX รองรับความลาดเอียงต่ำสุดเพียง 0.3 องศา และ แผ่นโปร่งแสง Decorlite และ ลอน Lumi ที่ช่วยดึงแสงธรรมชาติมาสร้างบรรยากาศในบ้าน 2. นวัตกรรมเพื่อบ้านเย็นและประหยัดพลังงาน (ONNEX by SCG): ตอบโจทย์หน้าร้อนด้วย SCG Solar Roof ระบบหลังคาโซลาร์ที่ไม่ต้องเจาะหลังคา (Solar FIX) รับประกันสูงสุด 30 ปี และ ฉนวนกันความร้อน STAY COOL ที่ผลิตจากแก้วรีไซเคิล ช่วยลดอุณหภูมิในบ้าน 1-4 องศาเซลเซียส ประหยัดไฟได้ถึง 47% 3. ระบบจัดการคุณภาพอากาศ (SCG Active AIR Quality): เครื่องเติมอากาศดีที่ช่วยกรองฝุ่น PM 2.5 และไวรัส สร้างแรงดันบวก (Positive Pressure) ดันฝุ่นและอากาศเสียออกนอกบ้าน เหมาะอย่างยิ่งสำหรับสถานการณ์ฝุ่นควันในปัจจุบัน 4. วัสดุตกแต่งเพื่อสุนทรียภาพ: พบกับ SCG DECAAR วัสดุตกแต่งฝ้า ผนัง และพื้น ลายไม้ธรรมชาติ, สมาร์ทบอร์ด ซูเปอร์ ซิลา ผนังตกแต่งลายหินธรรมชาติ และการยกระดับพื้นที่ภายนอกด้วย SCG Landscape กระเบื้องปูพื้นรุ่นลดอุณหภูมิความร้อน 5. SCG Acoustic Pod (ตู้เก็บเสียงสำเร็จรูป): นวัตกรรมห้องกันเสียงดีไซน์ลายไม้ ลดเสียงรบกวนได้ถึง 30 dB เหมาะสำหรับไลฟ์สไตล์การทำงานแบบ Work from Home หรือออฟฟิศที่ต้องการความสงบ โปรโมชันสุดเอ็กซ์คลูซีฟ เฉพาะช่วงงานสถาปนิก '69 (28 เม.ย. – 3 พ.ค. 2569) SCG จัดเต็มโปรโมชัน LIVING BEYOND Building Materials สำหรับคนรักบ้านที่ต้องการสร้าง ซ่อมแซม หรือต่อเติมบ้าน ดังนี้: บริการติดตั้งหลังคาโซลาร์ SCG: ราคาแพ็กเกจพิเศษเริ่มต้น 130,000 บาท ผ่อน 0% นาน 6 เดือน และสามารถออกใบกำกับภาษี (E-Tax) เพื่อลดหย่อนภาษีได้สูงสุดถึง 200,000 บาท SCG Solar Roof ระบบหลังคาโซลาร์ สนใจโปรโมชัน SCG Solar Roof ระบบหลังคาโซลาร์\ สร้างบ้านใหม่ / เปลี่ยนหลังคา: รับส่วนลดสูงสุด 100,000 บาท สำหรับกระเบื้องหลังคา บริการมุงหลังคาบ้านใหม่รับฟรีค่าบริการถอดแบบ ส่วนบริการซ่อมรั่วหลังคาและ Re-Roof ค่าสำรวจหน้างานลดเหลือเพียง 899 บาท (จาก 2,000 บาท) พร้อมสิทธิ์ผ่อน 0% นาน 4 เดือน โซลูชันหลังคาครบวงจร (SCG Roof Expert) สนใจโปรโมชันโซลูชันหลังคาครบวงจร\ ลดอุณหภูมิบ้าน: บริการติดตั้งฉนวนกันความร้อน STAY COOL ค่าสำรวจเหลือเพียง 499 บาท (จาก 1,000 บาท) บริการติดตั้งฉนวนกันความร้อน STAY COOL สนใจโปรโมชันบริการติดตั้งฉนวนกันความร้อน\ เครื่องเติมอากาศดี Active Air Quality: ซื้อสินค้ารุ่นติดผนัง 3-4 เครื่อง รับส่วนลดสูงสุด 15% ระบบจัดการคุณภาพอากาศ (SCG Active AIR Quality) สนใจโปรโมชันเครื่องเติมอากาศดี\ วัสดุตกแต่งและภายนอก: สินค้าสมาร์ทบอร์ดและบล็อกปูพื้น รับส่วนลดสูงสุด 10,000 บาท และไม้ตกแต่งผนัง/พื้น SCG DECAAR ค่าสำรวจเหลือ 499 บาท SCG DECAAR วัสดุตกแต่งฝ้า ผนัง และพื้น สนใจโปรโมชัน SCG DECAAR วัสดุตกแต่งฝ้า ผนัง และพื้น\ Acoustic Pod: ห้องเก็บเสียงพร้อมติดตั้ง ราคาพิเศษเริ่มต้นเพียง 91,000 บาท (จากปกติ 99,000 บาท) SCG Acoustic Pod (ตู้เก็บเสียงสำเร็จรูป) สนใจโปรโมชันห้องเก็บเสียงพร้อมติดตั้ง\ พิเศษ! สมาชิก SCG Family Plus มียอดซื้อ 2,000 บาทขึ้นไปรับกระเป๋า Handy Cooling Bag และยอดซื้อ 100,000 บาท รับคะแนนพิเศษ 50,000 คะแนน สนใจโปรโมชันงาน ASA สถาปนิก'69\ พลาดไม่ได้! สัมผัสขีดสุดแห่งนวัตกรรมและการออกแบบที่พร้อมเปลี่ยนทุกจินตนาการของคุณให้กลายเป็นจริง งานสถาปนิก'69 (ASA) ในปีนี้ SCG จัดเต็มทั้งสินค้านวัตกรรมที่ยกระดับการอยู่อาศัยให้ดียิ่งขึ้น ตอบโจทย์ทั้งเรื่องบ้านร้อน หลังคารั่ว ฝุ่น PM 2.5 และการประหยัดพลังงาน ผู้ที่สนใจสามารถไปเดินชมของจริงเพื่อหาแรงบันดาลใจได้ที่ บูธ SCG (Hall 2) ในงาน สถาปนิกสยาม 2026 (Architect Expo 2026) ระหว่างวันที่ 28 เมษายน - 3 พฤษภาคม 2569 ณ ชาเลนเจอร์ฮอลล์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี เวลา 10.00 - 20.00 น. หรือหากต้องการความสะดวกสบายสามารถช้อปและดูรายละเอียดโปรโมชันผ่านราคาพิเศษผ่านช่องทางออนไลน์ได้ที่เว็บไซต์ SCG HOME Online วิธีสั่งซื้อกับ SCG Home ง่ายๆ เพียง 3 ขั้นตอน สะดวกและรวดเร็ว กดเลือกสินค้าและจำนวนที่ต้องการสั่งซื้อสินค้าผ่านเว็บไซต์ SCGHOME.COM ชำระเงินตามยอดในรายการสั่งซื้อ เพื่อยืนยันการจัดส่งสินค้า ติดตามสถานะการจัดส่ง สอบถามข้อมูลสินค้าหรือต้องการความช่วยเหลือสั่งสินค้าได้ผ่านทาง: SCGHOME Contact Center: 02-586-1222 หรือ แอดไลน์ @scghome
การติดตั้งหลังคาโซลาร์เซลล์ เป็นอีกหนึ่งวิธีประหยัดค่าไฟที่เจ้าของบ้านหลายสนใจ แต่ก็ต้องใช้งบประมาณในการลงทุนติดตั้งระบบ ดังนั้น เราจึงควรทำความเข้าใจรายละเอียดเพื่อประกอบการพิจารณา ตั้งแต่ส่วนประกอบและประเภทของหลังคาโซลาร์เซลล์ ค่าไฟที่ประหยัดได้และการคืนทุน โดยประมาณ รวมถึงปัจจัยในการเลือกผู้ให้บริการที่มีคุณภาพมาตรฐาน ทั้งงานติดตั้งและอุปกรณ์ที่ใช้ ไปจนถึงการดูแลรักษา สารบัญบทความ >เรื่องที่ 1: หลังคาโซลาร์เซลล์คืออะไร? ทำความรู้จักระบบ Solar Rooftop และส่วนประกอบสำคัญ >เรื่องที่ 2: หลังคาโซล่าเซลล์มีกี่แบบ เลือกแบบไหนดี? >เรื่องที่ 3: ติดแผงโซล่าเซลล์บนหลังคา คุ้มไหม ราคาเท่าไหร่ กี่ปีคืนทุน (อัปเดต พ.ศ. 2569) >เรื่องที่ 4: แผงโซลาร์เซลล์บนหลังคา ใช้ไฟฟ้าได้ขนาดไหน ประหยัดค่าไฟได้เท่าไหร่ >เรื่องที่ 5: 4 เช็กลิสต์ก่อนติดตั้งโซล่าเซลล์บนหลังคาบ้าน >เรื่องที่ 6: ทำไมถึงต้องขออนุญาตติดตั้งโซลาร์รูฟ (Solar Roof) >เรื่องที่ 7: ไขข้อข้องใจ ติดตั้งหลังคาโซลาร์เซลล์แล้ว หลังคารั่วไหม? เสี่ยงไฟไหม้หรือเปล่า? >เรื่องที่ 8: เลือกบริษัทติดตั้ง Solar Roof ให้ได้คุณภาพ มาตรฐาน ปลอดภัย >เรื่องที่ 9: ติดหลังคาโซล่าเซลล์ไปแล้ว ต้องดูแลรักษาอย่างไร เรื่องที่ 1: หลังคาโซลาร์เซลล์คืออะไร? ทำความรู้จักระบบ Solar Rooftop และส่วนประกอบสำคัญ หลังคาโซลาร์เซลล์ (Solar Rooftop) คือ หลังคาโซลาร์เซลล์ หรือ หลังคา Solar Roof หรือที่หลายคนคุ้นหูกันในชื่อ “โซลาร์รูฟท็อป” (Solar Rooftop) คือการเปลี่ยนพื้นที่บนหลังคาบ้านให้กลายเป็นแหล่งผลิตพลังงาน โดยใช้แผงโซลาร์เซลล์ทำหน้าที่รับแสงอาทิตย์แล้วเปลี่ยนเป็นกระแสไฟฟ้าเพื่อใช้ในครัวเรือน การทำงานของระบบเริ่มจากแผงโซลาร์เซลล์ดูดซับแสงแดดและผลิตเป็นไฟฟ้ากระแสตรง (DC) ออกมา จากนั้นจะส่งกระแสไฟผ่านไปยังอินเวอร์เตอร์ เพื่อแปลงให้เป็นกระแสสลับ (AC) ก่อนจะจ่ายเข้าสู่ตู้เบรกเกอร์ เพื่อกระจายกระแสไฟไปหล่อเลี้ยงเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ ภายในบ้านต่อไป อ่านเพิ่มเติม: ศัพท์เรื่องบ้าน: หลังคาโซลาร์เซลล์ (Solar Roof)\ หลังคาโซลาร์เซลล์ SCG Solar Roof Solutions พร้อมบริการติดตั้งครบวงจร คลิก\ ส่วนประกอบสำคัญของระบบโซลาร์เซลล์บนหลังคา (Solar Roof) โดยหลักแล้วการติดตั้งหลังคาโซลาร์เซลล์ จะต้องมีส่วนประกอบสำคัญ ได้แก่ 1) แผงโซลาร์เซลล์ 2) อินเวอร์เตอร์ 3) กล่องควบคุมระบบไฟฟ้า และ 4) ระบบโครงสร้างติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์และสายไฟ 1) แผงโซลาร์เซลล์ ทำหน้าที่รับแสงอาทิตย์และแปลงเป็นพลังงานไฟฟ้ากระแสตรง (DC) มี 3 ประเภทหลักที่นิยมใช้กัน ได้แก่ โมโนคริสตัลไลน์ (Monocrystalline): ทำจากผลึกซิลิคอนบริสุทธิ์สูง แต่ละเซลล์มีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยมตัดทั้ง 4 มุม แผ่นมักมีสีดำคือสีจะเข้มกว่าแผงโซลาร์ประเภทอื่นๆ มีประสิทธิภาพการผลิตไฟสูงสุด ทนความร้อนได้ดี เป็นที่นิยม เพราะใช้พื้นที่ติดตั้งน้อยสุด และอายุการใช้งานนานที่สุด โพลีคริสตัลไลน์ (Polycrystalline): ทำจากผลึกซิลิคอนที่นำมาหลอมรวมกัน แต่ละเซลล์เป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสไม่ตัดมุม แผ่นมักมีสีน้ำเงิน ประสิทธิภาพจะรองลงมาจากแบบ Monocrystalline เล็กน้อย แต่ราคาย่อมเยากว่า ทินฟิล์ม (Thin Film): เป็นการใช้สารที่มีคุณสมบัติแปลงพลังงานจากแสงให้เป็นกระแสไฟฟ้าได้ มาเคลือบบนแผ่นฟิล์ม แผงประเภทนี้มีประสิทธิภาพการผลิตไฟต่ำที่สุด จึงใช้พื้นที่ติดตั้งมากกว่าแบบอื่น ไม่นิยมใช้กับบ้านทั่วไป แต่ด้วยคุณสมบัติที่น้ำหนักเบาและโค้งงอได้ จึงเหมาะสำหรับติดตั้งบนพื้นผิวโค้งมน ไม่เรียบ เช่น หลังคารถหลังคาหรือผนังอาคารที่โค้ง นอกจากนี้ แผงโซล่าเซลล์ยังมีการจัดอันดับเกรดมาตรฐานของบริษัทผู้ผลิต โดยแบรนด์ที่ได้รับการจัดอันดับเป็น Tier 1 จะเป็นผู้ผลิตที่น่าเชื่อถือ มาตรฐานการผลิตครบวงจร การเงินมั่นคง เจ้าของบ้านสามารถวางใจได้กับการรับประกันแผงโซลาร์เซลล์ที่ยาวนานถึง 25 ปี 2) อินเวอร์เตอร์ ทำหน้าที่แปลงไฟฟ้ากระแสตรง (DC) ที่ได้จากแผงโซลาร์เซลล์ ให้เป็นไฟฟ้ากระแสสลับ (AC) เพื่อให้สามารถนำมาใช้กับเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านได้ ซึ่งที่นิยมใช้จะมี 2 แบบ คือ สตริงอินเวอร์เตอร์ และไมโครอินเวอร์เตอร์ สตริงอินเวอร์เตอร์ (String Inverter) เชื่อมต่อแผงโซล่าเซลล์แบบอนุกรม ตัวอินเวอร์เตอร์ติดตั้งไว้ในบ้าน จึงสะดวกทั้งในแง่การติดตั้งและดูแลรักษา แต่มีข้อควรคำนึง คือหากเกิดอุปสรรคในการผลิตไฟฟ้า เช่น โดนบังด้วยเงาเมฆ กิ่งไม้ แม้เพียงแค่แผงเดียว ประสิทธิภาพการผลิตไฟทั้งระบบจะลดลงตาม ดังนั้น สตริงอินเวอร์เตอร์จึงเหมาะกับหลังคาเรียบที่มั่นใจได้ว่าไม่มีเงาบัง ไมโครอินเวอร์เตอร์ (Microinverter) เป็นอินเวอร์เตอร์ขนาดเล็กติดตั้งอยู่ใต้แผงโซล่าเซลล์แต่ละแผง จึงทำงานเป็นอิสระจากกัน หากแผงใดมีปัญหา เช่น โดนเงาบัง แผงอื่นๆ ก็ยังคงทำงานได้ปกติ และยังมีความปลอดภัยสูงเนื่องด้วยระบบแรงดันไฟฟ้าต่ำ (Low Voltage) เพราะแปลงกระแสไฟฟ้าจากกระแสตรงเป็นกระแสสลับตั้งแต่อยู่บนหลังคา และมีระบบ Rapid Shutdown ที่ตัดไฟทันทีเมื่อเกิดเหตุ ตอบโจทย์บ้านที่มีหลังคาซับซ้อน เสี่ยงโดนเงาบังบางส่วนในบางเวลา หรือเน้นความปลอดภัยสูงสุด อย่างไรก็ตาม ไมโครอินเวอร์เตอร์มีราคาสูงกว่าสตริงอินเวอร์เตอร์ และด้วยตำแหน่งติดตั้งที่อยู่บนหลังคาจึงซ่อมบำรุงยากกว่า 3) กล่องควบคุมระบบไฟ (Combiner Box / Control Box) เป็นตู้รวบรวมสายไฟของระบบโซลาร์เซลล์และอุปกรณ์ป้องกันอันตรายทางไฟฟ้า เป็นอีกอุปกรณ์ที่ต้องเน้นเรื่องคุณภาพมาตรฐานเพื่อความปลอดภัย ลดความเสี่ยงจากปัญหาระบบไฟฟ้า ภายในกล่องควรประกอบด้วยอุปกรณ์เกรดคุณภาพได้มาตรฐาน เช่น เบรกเกอร์สำหรับตัดวงจรเมื่อเกิดไฟฟ้าลัดวงจรหรือใช้ไฟเกิน อุปกรณ์กันฟ้าผ่า/กันไฟกระชากคุณภาพสูงเพื่อป้องกันความเสียหายต่ออินเวอร์เตอร์ และหากติดตั้งภายนอกอาคาร ตัวกล่องต้องมีคุณสมบัติกันน้ำกันฝุ่นที่เหมาะสม 4) ระบบโครงสร้างติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์และสายไฟ ประกอบด้วย “ราง” กับ “อุปกรณ์ยึด” โดยวัสดุที่ใช้ทำรางควรทนทานต่อแรงลม ทนสนิมและการกัดกร่อนสูง เช่น อะลูมิเนียมชุบแข็ง หรือเหล็กชุบกัลวาไนซ์ ในขณะที่อุปกรณ์ยึด จะต้องออกแบบให้เหมาะสมกับประเภทของหลังคาแต่ละแบบ เพื่อป้องกันปัญหาน้ำรั่วซึมในอนาคต ส่วน “สายไฟโซลาร์เซลล์” เป็นสายไฟฝั่งกระแสตรง (DC) ที่ต้องรับไฟจากแผงลงมายังอินเวอร์เตอร์ จึงต้องออกแบบมาสำหรับระบบโซล่าเซลล์โดยเฉพาะ ฉนวนหุ้มต้องมีความเหนียว ทนทานต่อความร้อน รังสี UV และสภาพอากาศภายนอกได้ดีเยี่ยม อ่านเพิ่มเติม: Microinverter VS String Inverter: ต่างกันอย่างไร?\ หลังคาโซลาร์เซลล์ SCG Solar Roof Solutions พร้อมบริการติดตั้งครบวงจร คลิก\ นอกจากนี้ ยังมีอุปกรณ์เสริมที่เจ้าของบ้านควรทราบ ไม่ว่าจะเป็น... หมวดระบบเก็บสำรองพลังงาน (Energy Storage System) สำหรับระบบ Hybrid และ Off-Grid แบตเตอรี่สำรองไฟ (Battery Storage) ปัจจุบันนิยมใช้แบตเตอรีลิเธียมไอออน ทำหน้าที่กักเก็บไฟฟ้าส่วนเกินที่ผลิตได้ในช่วงเวลากลางวัน เพื่อนำมาจ่ายไฟให้บ้านในตอนกลางคืน หรือสำรองในกรณีไฟดับ ปัจจุบันนิยมใช้ ชุดโมดูลแบตเตอรีสำหรับประกอบต่อขยาย (Battery Module) เพิ่มความจุของการเก็บไฟได้ในอนาคต ตามความต้องการใช้ไฟฟ้าของบ้านที่อาจเพิ่มขึ้น ระบบเก็บพลังงานไฟฟ้าแบบครบวงจร (All-in-one Energy Storage / Smart Guard): เปรียบเสมือน “ตู้จัดเก็บและบริหารพลังงานไฟฟ้าอัจฉริยะ” รวมเอาทั้งอินเวอร์เตอร์ แบตเตอรี และระบบจัดการไฟสำรองอัตโนมัติ ไว้ในตู้เดียว สามารถสลับแหล่งจ่ายไฟจากแผงโซลาร์ แบตเตอรี และไฟจากการไฟฟ้าได้อย่างไร้รอยต่อ หมวดการจัดการและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต (Optimization & Control) Smart PV Optimizer เป็นอุปกรณ์เสริมติดตั้งใต้แผงโซลาร์เซลล์ที่มักใช้คู่กับสตริงอินเวอร์เตอร์) ช่วยให้แต่ละแผงทำงานเป็นอิสระต่อกัน ช่วยลดปัญหากรณีเกิดเงาบัง โดยจะรักษากำลังการผลิตรวมไม่ให้ตกลงไปตามแผงที่โดนบัง Power Module ที่ทำหน้าที่บริหารจัดการและปรับเสถียรภาพการแปลงกระแสไฟฟ้า ให้เหมาะสมกับการดึงไฟไปใช้งานภายในบ้าน หมวดการวัดผลและตรวจสอบอัจฉริยะ (Smart Monitoring & Sensing) มิเตอร์วัดพลังงานไฟฟ้า และ Smart Power Sensor ติดตั้งไว้ในตู้ไฟ (Consumer Unit) ของบ้าน คอยตรวจจับทิศทาง ว่าตอนไหนกำลังใช้ไฟจากแผงโซลาร์ หรือตอนไหนใช้ไฟจากการไฟฟ้า รวมถึงป้องกันไฟย้อนกลับเข้าสายส่งของการไฟฟ้า (Zero Export) ในกรณีที่ไม่ได้ขออนุญาตขายไฟคืน หน่วยถ่ายโอนข้อมูลโซลาร์ (Data Logger / Dongle) เชื่อมต่อและส่งข้อมูลจากระบบโซล่าเซลล์ ไปยังระบบคลาวด์ แสดงข้อมูลการผลิตไฟ การใช้ไฟ และสถานะการทำงานต่างๆ ผ่านแอปพลิเคชันบนสมาร์ทโฟน โซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้าน พร้อมตัวอย่างระบบโซลาร์เซลล์ On Grid Off Grid และ Hybrid เรื่องที่ 2: หลังคาโซล่าเซลล์มีกี่แบบ เลือกแบบไหนดี? ระบบโซล่าเซลล์สำหรับติดตั้งบนหลังคา แบ่งออกเป็น 3 ระบบหลัก ได้แก่ ระบบ Off-Grid ระบบ On-Grid และระบบ Hybrid 1) หลังคาโซลาร์เซลล์ ระบบออฟกริด (Off-Grid System) เป็นระบบอิสระที่ไม่เชื่อมต่อกับสายไฟของการไฟฟ้า (Stand Alone) จึงไม่ต้องขออนุญาตจากการไฟฟ้า เน้นแปลงไฟจากแสงอาทิตย์มาใช้ในช่วงกลางวันโดยตรง หากต้องการใช้ไฟตอนกลางคืนต้องลงทุนติดตั้ง “แบตเตอรี่สำรองไฟ” ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ระบบนี้จึงเหมาะกับพื้นที่ห่างไกลที่ไฟฟ้าเข้าไม่ถึง เช่น ชุมชนบนภูเขาและดอยสูง พื้นที่ป่าไม้และพื้นที่อนุรักษ์ เกาะขนาดเล็ก พื้นที่ชนบทห่างไกล 2) หลังคาโซลาร์เซลล์ ระบบออนกริด (On-Grid System) ระบบนี้จะเชื่อมต่อกับการไฟฟ้า จึงต้องขออนุญาตจาก 3 หน่วยงานรัฐฯ ก่อนติดตั้ง (เขต/เทศบาล, การไฟฟ้า, และ กกพ.) หลักการทำงานคือดึงไฟจากแผงโซลาร์มาใช้ในบ้านก่อน หากไม่พอก็จะดึงไฟจากการไฟฟ้ามาเสริม และถ้าผลิตไฟเหลืออาจขายคืนการไฟฟ้าได้ (เฉพาะช่วงเวลาและเงื่อนไขที่การไฟฟ้าประกาศ) ระบบนี้จะไม่มีแบตเตอรีสำรองไฟ จึงเหมาะกับบ้านหรืออาคารที่ใช้ไฟเยอะช่วงกลางวัน ปัจจุบันระบบ On-Grid เป็นระบบที่นิยมที่สุด เพราะไม่ต้องแบกรับต้นทุนค่าแบตเตอรี่ จึงคืนทุนได้รวดเร็ว 3) หลังคาโซลาร์เซลล์ ระบบไฮบริด (Hybrid System) เป็นระบบผสมผสานระหว่างออนกริดและออฟกริด (ต้องขออนุญาตจากภาครัฐฯ ด้วย) ไฟฟ้าที่ผลิตได้จะถูกนำมาใช้ในบ้านก่อน ส่วนที่เหลือจะถูกเก็บเข้าแบตเตอรี เพื่อสำรองไว้ใช้ในเวลากลางคืนหรือตอนไฟดับ ถือเป็นระบบที่บริหารจัดการพลังงานที่ครอบคลุมการใช้พลังงานไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์อย่างเต็มที่ แต่เนื่องจากต้นทุนของแบตเตอรียังค่อนข้างสูง ทำให้ระยะเวลาคืนทุนนานกว่า จึงยังได้รับความนิยมน้อยกว่าระบบออนกริด สรุปแล้ว ระบบโซลาร์เซลล์บนหลังคาแบ่งเป็น 3 รูปแบบหลัก คือ 1) Off-Grid ระบบอิสระไม่พึ่งไฟจากการไฟฟ้า เหมาะกับพื้นที่ห่างไกล (ต้องใช้แบตเตอรี่) 2) On-Grid ระบบยอดนิยมที่ต้องเชื่อมต่อกับการไฟฟ้า คืนทุนไวที่สุด เหมาะกับบ้านที่เน้นใช้ไฟช่วงกลางวัน และ 3) Hybrid ระบบผสมที่เชื่อมต่อไฟหลวงและมีแบตเตอรี่สำรองไว้ใช้ตอนกลางคืนหรือยามไฟดับ แต่ปัจจุบันยังมีต้นทุนสูงและคืนทุนช้ากว่าระบบอื่น อ่านเพิ่มเติม: ระบบหลังคาโซลาร์เซลล์ (Solar Roof) มีกี่แบบ? เลือกแบบไหนให้คุ้มค่าและประหยัดไฟ\ อ่านเพิ่มเติม: ระบบหลังคาโซลาร์เซลล์ “มีแบตเตอรีด้วยดีมั้ย??”\ หลังคาโซลาร์เซลล์ SCG Solar Roof Solutions พร้อมบริการติดตั้งครบวงจร คลิก\ คำนวณความคุ้มค่าและราคาของการติดแผงโซล่าเซลล์บนหลังคาบ้าน เพื่อหาจุดคืนทุน เรื่องที่ 3: ติดแผงโซล่าเซลล์บนหลังคา คุ้มไหม ราคาเท่าไหร่ กี่ปีคืนทุน (อัปเดต พ.ศ. 2569) ใช้ไฟแบบไหน ติดหลังคาโซลาร์เซลล์แล้วคุ้ม? การติดแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้านเพื่อมุ่งหวังความคุ้มค่า นั่นหมายถึง “ต้องการลดการใช้ไฟจากการไฟฟ้า” ดังนั้นเราจะเน้นพูดถึงการติดตั้งหลังคาโซลาร์เซลล์ระบบ On-Grid เป็นหลัก คือแปลงแสงแดดเป็นพลังงานไฟฟ้าใช้ ณ เวลานั้นๆ ซึ่งจะเหมาะกับบ้านที่มีการจ่ายค่าไฟตั้งแต่ 3,000 บาท/เดือนขึ้นไป โดยเน้นใช้ไฟกลางวันมากและมีการเปิดแอร์ตอนกลางวันเยอะ ซึ่งสำหรับบ้านพักอาศัยอาจคืนทุนได้ใน 4-6 ปี ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการใช้ไฟ ค่าไฟเกิน 3,000 บาท แต่กลางวันใช้ไฟน้อย เก็บไฟในแบตเตอรีไว้ใช้กลางคืนดีไหม? หากบ้านของเรามีค่าไฟเกิน 3,000 บาท แต่ตอนกลางวันไม่ได้ใช้ไฟเยอะ ไม่มีการเปิดแอร์ อาจไม่คุ้มที่จะติดตั้งหลังคาโซลาร์เซลล์ ส่วนมุมมองที่ว่า อยากหันมาใช้ระบบ Hybrid มีแบตเตอรีสำรองไฟ แม้เวลากลางวันจะใช้ไฟฟ้าน้อยก็ไม่เป็นไร เราสำรองไว้ในแบตเตอรีเอาไว้ใช้ในเวลากลางคืนได้ ตรงนี้ต้องทราบก่อนว่าแม้ในปัจจุบัน (พ.ศ. 2569) ราคาแบตเตอรีจะลดลงมาบ้าง แต่ในภาพรวมก็นับว่าเป็นต้นทุนที่ยังค่อนข้างสูง ทำให้การใช้ไฟจากการไฟฟ้าในตอนกลางคืนดูคุ้มค่ากว่า ดังนั้นต่อให้เป็นบ้านที่เลือกใช้ระบบ Hybrid ก็ควรเน้นการใช้ไฟฟ้าจากแผงโซลาร์เซลล์ในช่วงกลางวันเยอะ ส่วนไฟฟ้าที่สำรองไว้ในแบตเตอรีควรเก็บไว้ใช้ในกรณีฉุกเฉิน ซึ่งมักจะเหมาะกับบ้านที่ไฟจากการไฟฟ้าจ่ายไฟได้ไม่สม่ำเสมอ เกิดการไฟดับบ่อย ขายไฟคืนภาครัฐ ช่วยให้คุ้มค่ามากขึ้นหรือไม่? หากติดตามข่าวสารจากการไฟฟ้า จะพบว่าบางช่วงเวลารัฐบาลประกาศรับซื้อไฟจากระบบหลังคาโซล่าเซลล์ตามบ้าน อย่างไรก็ตามการขายไฟคืนถือเป็นเพียง “ผลพลอยได้” เท่านั้น เนื่องจากราคารับซื้อคืนจะต่ำกว่าราคาค่าไฟที่เราจ่ายปกติ (และมักรับซื้อเฉพาะระบบ On-Grid) เน้นย้ำว่าความคุ้มค่าที่แท้จริงของการติด Solar Roof คือการดึงพลังงานมาใช้ทดแทนไฟหลวงในช่วงกลางวันให้ได้มากที่สุด ดังนั้นควรเน้นใช้ไฟตอนกลางวันเป็นหลัก ส่วนกลางคืนก็กลับไปใช้ไฟจากการไฟฟ้าตามปกติจะคุ้มค่าที่สุด (ณ ปัจจุบัน เมษายน 2569 ทางรัฐบาลไม่มีนโยบายรับซื้อไฟฟ้าจาก Solar Rooftop ตามบ้านทั่วไป) อ่านเพิ่มเติม: ติดตั้งหลังคาโซลาร์เซลล์ SCG คุ้มไหม...ไฟก็ฟรี ขายคืนภาครัฐก็ได้ ?\ หลังคาโซลาร์เซลล์ SCG Solar Roof Solutions พร้อมบริการติดตั้งครบวงจร คลิก\ อินโฟกราฟิกโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้าน แสดงระบบ 1 เฟส 3 เฟส จำนวนแผง การใช้ไฟฟ้า และการประหยัดค่าไฟรายเดือน เรื่องที่ 4: แผงโซลาร์เซลล์บนหลังคา ใช้ไฟฟ้าได้ขนาดไหน ประหยัดค่าไฟได้เท่าไหร่ ยกตัวอย่างแพ็กเกจ SCG Smart System Solution เทียบขนาดกำลังไฟฟ้าที่ผลิตได้จากแผงโซล่าเซลล์ กับการใช้งานเครื่องใช้ไฟฟ้า (หลอดไฟ, ตู้เย็น, ทีวี และแอร์ขนาด 9,000 BTU ประมาณ 5-6 ชม.) และค่าไฟที่ประหยัดได้ โดยประมาณ (ราคาแพ็กเกจแบบธรรมดา เริ่มต้น 3.72 kW ประมาณ 144,000 บ. แพ็กเกจพรีเมียม เริ่มต้น 3.75 kW ประมาณ 199,000 บ.) ระบบไฟฟ้า 1 เฟส ขนาด 3.72 kWn(มาตรฐาน) หรือ 3.75 kW (พรีเมียม) แผงโซลาร์เซลล์ 6 แผง (ใช้พื้นที่ 12 - 17 ตร.ม.) ประหยัดค่าไฟเดือนละ 1,700 - 2,200 บาท (ไฟฟ้าที่ใช้ได้: หลอดไฟ 10 ดวง, ตู้เย็น 3 ตู้, ทีวี 3 เครื่อง, แอร์ 2 เครื่อง) ขนาด 4.96 kW (มาตรฐาน) หรือ 5.00 kW (พรีเมียม) แผงโซลาร์เซลล์ 8 แผง (ใช้พื้นที่ 16 - 22 ตร.ม.) ประหยัดค่าไฟเดือนละ 2,300 - 2,900 บาท ไฟฟ้าที่ใช้ได้: หลอดไฟ 10 ดวง, ตู้เย็น 3 ตู้, ทีวี 3 เครื่อง, แอร์ 3 เครื่อง ระบบไฟฟ้า 3 เฟส แพ็กเกจพรีเมียม ขนาด 5.62 kW แผงโซลาร์เซลล์ 9 แผง (ใช้พื้นที่ 18 - 25 ตร.ม.) ประหยัดค่าไฟเดือนละ 2,800 - 3,300 บาท(ไฟฟ้าที่ใช้ได้: หลอดไฟ 10 ดวง, ตู้เย็น 2 ตู้, ทีวี 3 เครื่อง, แอร์ 4 เครื่อง) ขนาด 10.00 kW แผงโซลาร์เซลล์ 16 แผง (ใช้พื้นที่ 32 - 45 ตร.ม.) ประหยัดค่าไฟเดือนละ 4,600 - 5,900 บาท (ไฟฟ้าที่ใช้ได้: หลอดไฟ 25 ดวง, ตู้เย็น 4 ตู้, ทีวี 4 เครื่อง, แอร์ 8 เครื่อง) ขนาด 15.63 kW แผงโซลาร์เซลล์ 25 แผง (ใช้พื้นที่ 50 - 70 ตร.ม.) ประหยัดค่าไฟเดือนละ 7,200 - 9,300 บาท ฟฟ้าที่ใช้ได้: หลอดไฟ 30 ดวง, ตู้เย็น 5 ตู้, ทีวี 6 เครื่อง, แอร์ 12 เครื่อง ขนาด 25.00 kW แผงโซลาร์เซลล์ 40 แผง (ใช้พื้นที่ 80 - 112 ตร.ม.) ประหยัดค่าไฟเดือนละ 11,600 - 14,900 บาท ไฟฟ้าที่ใช้ได้: หลอดไฟ 35 ดวง, ตู้เย็น 7 ตู้, ทีวี 8 เครื่อง, แอร์ 19 เครื่อง หลังคาโซลาร์เซลล์ SCG Solar Roof Solutions พร้อมบริการติดตั้งครบวงจร คลิก\ โซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้าน พร้อมภาพสื่อถึงเช็กลิสต์ก่อนติดตั้ง เช่น พฤติกรรมการใช้ไฟ ทิศทางหลังคา และระบบไฟ 1 เฟส 3 เฟส เรื่องที่ 5: 4 เช็กลิสต์ก่อนติดตั้งโซล่าเซลล์บนหลังคาบ้าน หากกำลังมองหาเช็กลิสต์เพื่อประเมินว่าบ้านของเราเหมาะกับการติดตั้งหลังคาโซลาร์เซลล์ (Solar Rooftop) หรือไม่นั้น เบื้องต้นเจ้าของบ้านสามารถพิจารณาได้จากพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าของเรา ลักษณะบ้าน อาคาร หลังคาที่ผู้ให้บริการติดตั้งแต่ละเจ้ากำหนดไว้ 1) พฤติกรรมการใช้ไฟฟ้า ควรเป็นบ้านที่มีค่าไฟขั้นต่ำ 3,000 บาทต่อเดือน และมีการใช้ไฟในช่วงกลางวันอย่างสม่ำเสมอ เช่น มีการเปิดแอร์อย่างน้อย 1 ตัว 2) ลักษณะบ้าน อาคารและทิศทางของหลังคา ยกตัวอย่างสำหรับหลังคาโซลาร์ SCG Solar Roof มีข้อกำหนดดังนี้ เป็นบ้านเดี่ยว ทาวน์เฮาส์ หรืออาคารที่มีความสูงไม่เกิน 3 ชั้น โครงสร้างหลังคาต้องแข็งแรงสมบูรณ์ หลังคาไม่อยู่ตำแหน่งที่มีเงาของตึกหรือต้นไม้บัง หลังคามีความชันไม่เกิน 35 องศา (โดยองศาที่รับแสงได้ดีที่สุดคือ 15 องศา) หันไปทางทิศใต้หรือทิศตะวันตกเพื่อประสิทธิภาพสูงสุด 3) รายละเอียดของหลังคา ยกตัวอย่างสำหรับหลังคาโซลาร์ SCG มีข้อกำหนดดังนี้ หลังคาที่สามารถติดตั้งได้ พื้นดาดฟ้าคอนกรีต หลังคามุงกระเบื้องหลังคาคอนกรีต เซรามิก เมทัลชีท หลังคาที่ไม่สามารถติดตั้งได้ หลังคามุง Shingle Roof หลังคามุงกระเบื้องไฟเบอร์ซีเมนต์ ยกเว้นกรณีเป็นหลังคามุงหลังคากระเบื้องลอนคู่ จะสามารถติดตั้งได้ก็ต่อเมื่อมีการปรับปรุงหลังคาด้วยวิธี Top Up Roof เท่านั้น 4) ไฟฟ้าในบ้านเราเป็นกี่เฟส และจะผลิตไฟจาก Solar Roof ได้สูงสุดกี่ kW ? ไม่ว่าเราจะใช้ไฟฟ้า 1 เฟส หรือ 3 เฟส ก็ติดตั้ง Solar Roof ได้ ซึ่งจะผลิตไฟฟ้าได้เท่าไหร่นั้น ขึ้นอยู่กับแพ็กเกจของผู้ให้บริการแต่ละเจ้า ยกตัวอย่างบริการติดตั้งหลังคาโซลาร์เซลล์ SCG Solar Roof ไฟฟ้า 1 เฟส แผงโซลาร์ 7 แผง ผลิตไฟได้ 3.15 kW แผงโซลาร์สูงสุด 11 แผง ผลิตไฟได้ 4.95 kW ไฟฟ้า 3 เฟส ใช้แผงโซลาร์ 12 แผง ผลิตไฟได้ 5.4 kW แผงโซลาร์สูงสุด 52 แผง ผลิตไฟได้ 23.4 kW เมื่อเราพิจารณาปัจจัยเหล่านี้ครบถ้วนจนพอมองเห็นภาพ ก็สามารถติดต่อทีมติดตั้งเข้ามาสำรวจหน้างาน เพื่อตรวจสอบเชิงลึก เช่น ความแข็งแรงของโครงหลังคา ความเป็นไปได้ในการติดตั้ง รายละเอียดการใช้ไฟฟ้าและระบบไฟฟ้าในบ้าน รวมถึงและเสนอราคาแพ็กเกจที่เหมาะกับบ้านของเราอีกครั้ง อ่านเพิ่มเติม: อยากติดหลังคาโซลาร์เซลล์ (Solar Roof) เริ่มต้นยังไงดี...\ หลังคาโซลาร์เซลล์ SCG Solar Roof Solutions พร้อมบริการติดตั้งครบวงจร คลิก\ ภาพบ้านติดโซลาร์เซลล์บนหลังคา พร้อมสื่อถึงขั้นตอนการขออนุญาตติดตั้งกับหน่วยงานราชการ เช่น การไฟฟ้า เขต และ กกพ เพื่อความปลอดภัยและถูกต้องตามกฎหมาย เรื่องที่ 6: ทำไมถึงต้องขออนุญาตติดตั้งโซลาร์รูฟ (Solar Roof) การติดตั้งหลังคาโซลาร์เซลล์ หรือ Solar Roof เป็นการนำอุปกรณ์ชิ้นใหญ่ไปติดตั้งบนหลังคา และที่สำคัญคือสำหรับระบบ On-Grid และ Hybrid จะมีการเชื่อมต่อกับไฟหลวง จึงนับว่ามีความเกี่ยวข้องกับโครงสร้างบ้านและระบบไฟฟ้าสาธารณะ ทำให้ต้องมีการควบคุมด้วยเหตุผลสำคัญ ดังนี้ 1) ความปลอดภัยของโครงสร้างอาคาร แผงโซลาร์เซลล์และอุปกรณ์มีน้ำหนักพอสมควร ทางภาครัฯฐจึงต้องให้มีการรับรองจากวิศวกรว่า โครงสร้างหลังคาเดิมแข็งแรงพอที่จะรับน้ำหนักได้โดยไม่เสี่ยงต่อการทรุดตัวหรือถล่ม 2) ความปลอดภัยของระบบไฟฟ้า การเชื่อมต่อระบบไฟบ้านเข้ากับสายส่งของการไฟฟ้า ต้องได้มาตรฐานเพื่อป้องกันเหตุไฟฟ้าลัดวงจร หรือป้องกันกระแสไฟฟ้าย้อนกลับเข้าไปในสายไฟหลวง ซึ่งอาจทำอันตรายต่อเจ้าหน้าที่การไฟฟ้าที่กำลังซ่อมบำรุงสายไฟอยู่ได้ 3) การบริหารจัดการโครงข่ายไฟฟ้า การไฟฟ้าจำเป็นต้องทราบข้อมูลว่ามีบ้านหลังไหนผลิตกระแสไฟฟ้าเข้า-ออกระบบบ้าง เพื่อรักษาสมดุลและเสถียรภาพของกระแสไฟฟ้าในภาพรวมไม่ให้เกิดปัญหาไฟตกหรือไฟกระชาก รวมไปถึงความถูกต้องตามกฎหมายเพื่อให้เป็นไปตาม พ.ร.บ. ควบคุมอาคาร และ พ.ร.บ. การประกอบกิจการพลังงาน ดังนั้นจึงเป็นที่มาว่า การติดตั้งหลังคาโซลาร์เซลล์ จะต้องยื่นเรื่องขออนุญาตกับหน่วยงานราชการ 3 แห่ง ได้แก่ 1) การไฟฟ้า (ภาคนครหลวง หรือ ส่วนภูมิภาค) 2) ที่ทำการเขต และ 3) คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ซึ่งโดยทั่วไปมักใช้เวลา 3-6 เดือน โดยประมาณ ทั้งนี้แพ็กเกจติดตั้งของผู้ให้บริการบางราย อาจรวมขั้นตอนการขออนุญาตไว้ในแพ็กเกจด้วย ซึ่งเจ้าของบ้านสามารถสอบถามรายละเอียดการขออนุญาตอีกครั้งว่าครอบคลุมหน่วยงานทั้ง 3 นี้ครบถ้วนหรือไม่ หลังคาโซลาร์เซลล์ SCG Solar Roof Solutions พร้อมบริการติดตั้งครบวงจร คลิก\ ข้อควรระวังในการติดตั้งแผงโซล่าเซลล์บนหลังคาบ้าน ที่ต้องตรวจสอบมาตรฐานให้ดีเพื่อป้องกันปัญหาหลังคารั่วและลดความเสี่ยงการเกิดไฟไหม้ เรื่องที่ 7: ไขข้อข้องใจ ติดตั้งหลังคาโซลาร์เซลล์แล้ว หลังคารั่วไหม? เสี่ยงไฟไหม้หรือเปล่า? หากเจ้าของบ้านกังวลว่า ติดหลังคาโซล่าเซลล์แล้ว วันดีคืนดีจะเกิดปัญหาหลังคารั่วซึม หรือเลวร้ายกว่านั้นคือเกิดไฟไหม้อย่างที่ได้ยินตามข่าว ก่อนอื่นควรทำความเข้าใจในรายละเอียดและการลดความเสี่ยงของปัญหาดังกล่าว 1) ติดตั้งไปแล้วแล้วจะเสี่ยงหลังคารั่วซึมหรือไม่ ในการยึดติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์เข้ากับหลังคาบ้าน หากทำผิดวิธีหลังคาอาจรั่วซึมได้ซึ่งการแก้ปัญหาจะยุ่งยากมาก ดังนั้นควรลดความเสี่ยงตั้งแต่ขั้นตอนแรก คือการตรวจเช็กสภาพหลังคาก่อนติดตั้ง ต้องมั่นใจว่าหลังคาเดิมไม่มีรอยร้าวหรือจุดรั่ว หากพบปัญหาต้องมีการซ่อมแซมปรับปรุงหลังคาให้เรียบร้อยก่อน นอกจากนี้ทีมช่างผู้ให้บริการควรมีมาตรฐานการติดตั้งที่ดี ไม่เจาะยึดผิดวิธีจนทำให้เกิดการรั่วซึม โดยอาจเลี่ยงการเจาะหลังคาด้วยอุปกรณ์อื่นไม่ว่าจะเป็นการ ใช้ตะขอยึดพิเศษ ที่ออกแบบมาให้ติดตั้งได้แนบสนิทเพื่อป้องกันการเผยอของกระเบื้องจนเกิดเป็นช่องทางให้น้ำเข้าได้ หรือใช้ชุดกระเบื้องหลังคาที่ผลิตมายึดกับแผงโซลาร์เซลล์ สำหรับกระเบื้องหลังคาแต่ละรุ่นโดยเฉพาะ 2) ติดตั้งไปแล้วจะเสี่ยงไฟไหม้หรือไม่ นอกจากจะต้องเลือกใช้แผงโซลาร์เซลล์และอินเวอร์เตอร์ คุณภาพสูง ผ่านการรับรองจากการไฟฟ้า ตามรายชื่อในลิสต์มาตรฐานของการไฟฟ้านครหลวง (MEA) หรือการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) แล้ว กล่องควบคุมระบบไฟฟ้าของหลังคาโซลาร์เซลล์รวมถึงอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องจะต้องได้มาตรฐาน จะให้ดีควรเป็นแบรนด์ที่มีคุณภาพน่าเชื่อถือ ประกอบอย่างถูกต้องตามหลักการหรือได้รับการประกอบสำเร็จจากโรงงานที่มีการควบคุมคุณภาพอย่างดี และนำมาติดตั้งหน้างานโดยช่างที่มีความรู้ความชำนาญด้านไฟฟ้าโดยตรง รวมถึงมีการออกแบบระบบการต่อแผงโซล่าเซลล์บนหลังคาอย่างเหมาะสมปลอดภัย เพื่อให้กระแสไฟฟ้าไหลได้สะดวก กระจายแรงดันเหมาะสม ไม่ไหลไปรวมกันที่แผงใดแผงหนึ่งจนเกิดความร้อนสะสมมากเกินไป หลังคาโซลาร์เซลล์ SCG Solar Roof Solutions พร้อมบริการติดตั้งครบวงจร คลิก\ ทีมช่างมืออาชีพ SCG ลงพื้นที่ติดตั้งระบบหลังคาโซล่าเซลล์ (Solar Roof) สื่อถึงการเลือกบริษัทติดตั้ง Solar Roof ที่ได้มาตรฐาน ปลอดภัย และมีคุณภาพ เรื่องที่ 8: เลือกบริษัทติดตั้ง Solar Roof ให้ได้คุณภาพ มาตรฐาน ปลอดภัย เพื่อให้การลงทุนติดตั้งหลังคาโซลาร์เซลล์ เป็นไปอย่างคุ้มค่า ปลอดภัย และใช้งานได้ราบรื่นในระยะยาว เจ้าของบ้านควรเลือกผู้ให้บริการจากทีมงานและบริษัทที่น่าเชื่อถือ ได้มาตรฐาน โดยพิจารณารายละเอียดดังต่อไปนี้ 1) มีการประเมินความเหมาะสมก่อนติดตั้ง ควรมีทีมงานลงพื้นที่สำรวจหน้างาน และวิเคราะห์พฤติกรรมการใช้ไฟในบ้าน เพื่อแนะนำขนาดแพ็กเกจที่เหมาะสมและคุ้มค่าที่สุดสำหรับการลงทุน มีการคำนวณโครงสร้างหลังคาโดยวิศวกร เพื่อให้มั่นใจว่าจะสามารถรับน้ำหนักแผงโซล่าเซลล์และอุปกรณ์ได้ตลอดอายุการใช้งาน 2) เชี่ยวชาญด้านงานหลังคา มีวิศวกรที่ดูแลทั้งเรื่องโครงสร้างหลังคาและระบบไฟฟ้าของโซลาร์เซลล์ให้ปลอดภัย ได้มาตรฐาน มีเทคนิคการติดตั้งยึดแผงโซลาร์เข้ากับหลังคาอย่างเหมาะสม เพื่อป้องกันปัญหาน้ำรั่วซึมในระยะยาว 3) ใช้วัสดุอุปกรณ์ที่มีคุณภาพ ประกอบติดตั้งโดยช่างผู้ชำนาญ อุปกรณ์ทุกชิ้นต้องได้มาตรฐาน ทั้งแผงโซลาร์เซลล์ อินเวอร์เตอร์ รวมถึงอุปกรณ์สำคัญที่มองข้ามไม่ได้ คือ "กล่องควบคุมไฟ" ต้องประกอบโดยช่างผู้ชำนาญที่มีใบรับรอง มีการออกแบบระบบไฟฟ้าสำหรับหลังคาโซล่าเซลล์ทั้งระบบอย่างถูกต้องเหมาะสมและปลอดภัย 4) ในแพ็กเกจรวมบริการขออนุญาตติดตั้งโซลาร์เซลล์แบบครบวงจร เพื่อความสะดวก แนะนำให้เจ้าของบ้านเลือกบริษัทที่รับจบเรื่องเอกสาร รวบรวมแบบไฟฟ้า แบบวิศวกรรมโยธา ที่มีวิศวกรเซนต์รับรอง รวมถึงเอกสารอื่นๆ ที่ต้องใช้ และดำเนินการขออนุญาตติดตั้งกับหน่วยงานรัฐให้ครบทั้ง 3 แห่ง (สำนักงานเขต/อบต., กกพ., และการไฟฟ้าฯ) 5) บริการหลังการขายและการรับประกัน สามารถติดต่อได้ง่ายเมื่อเกิดปัญหาหรือข้อสงสัยในการใช้งาน และมีเงื่อนไขการรับประกันที่ชัดเจนเหมาะสม ทั้งตัวอุปกรณ์และงานติดตั้ง มีบริการดูแลรักษา ล้างแผง ตรวจสอบระบบรายปีตามความเหมาะสม หลังคาโซลาร์เซลล์ SCG Solar Roof Solutions พร้อมบริการติดตั้งครบวงจร คลิก\ การดูแลรักษาแผงโซล่าเซลล์บนหลังคา ด้วยการทำความสะอาดและตรวจสอบระบบเป็นประจำทุกปี เรื่องที่ 9: ติดหลังคาโซล่าเซลล์ไปแล้ว ต้องดูแลรักษาอย่างไร การดูแลระบบหลังคาโซลาร์เซลล์ไม่ใช่เรื่องยุ่งยาก เพียงแค่ทำการ “ล้างแผงและตรวจสอบระบบเป็นประจำทุกปี” ซึ่งโดยทั่วไปจะเป็นการบริการหลังการขายจากผู้ติดตั้ง ยกตัวอย่าง SCG Solar Roof จะมีบริการดูแลตรวจสอบระบบและล้างทำความสะอาดแผงโซล่าเซลล์ให้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ปีละ 1 ครั้ง ต่อเนื่องสูงสุด 5 ปี ขึ้นอยู่กับแพ็กเกจ โดยจะมีการเช็กระบบตามมาตรฐานกว่า 30 รายการ เช่น การตรวจสอบจุดขันแน่นของสายไฟ และสภาพความพร้อมของแผงโซลาร์เซลล์ เพื่อความปลอดภัยในการใช้งาน ในส่วนการทำงานของระบบ เจ้าของบ้านสามารถเช็กผ่าน แอปพลิเคชัน โดยทีมงานส่วนกลางของ SCG จะช่วยมอนิเตอร์การผลิตไฟ หากพบความผิดปกติ จะแจ้งลูกค้าและดำเนินการแก้ไขเพื่อให้ระบบใช้งานได้อย่างต่อเนื่อง อ่านเพิ่มเติม: 13 ถามบ่อย ระบบหลังคาโซลาร์ เอสซีจี (SCG Solar Roof)\ อ่านเพิ่มเติม: รีวิวติดตั้ง SCG Solar Roof: เปิดแอร์กลางวัน ไม่หวั่นค่าไฟ ลดค่าใช้จ่ายได้จริงฟ\ หลังคาโซลาร์เซลล์ SCG Solar Roof Solutions พร้อมบริการติดตั้งครบวงจร คลิก\
ผนังสมาร์ทบอร์ดในรูปของผนังเบาจะใช้แทนผนังก่ออิฐได้จริงหรือไม่ ลองมาเทียบค่าการรับน้ำหนัก ณ จุดเจาะแขวน การกันเสียงกันร้อน และการทนไฟ เพื่อความมั่นใจ การทำผนังโครงเบาจาก แผ่นไฟเบอร์ซีเมนต์สมาร์ทบอร์ด\ ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะสามารถใช้กับงานได้กับทั้งงานผนังภายนอกและผนังภายใน ติดตั้งง่ายและรวดเร็ว น้ำหนักเบากว่าผนังก่ออิฐถึง 6 เท่า หนึ่งในคำถามของใครหลายคนคือ ผนังเบานี้จะใช้ทดแทนผนังก่ออิฐได้จริงหรือ? ทั้งเรื่องการรองรับการแขวนของ การกันเสียง การกันความร้อน การทนฝน และการทนไฟ การรับน้ำหนักจุดแขวนของ ของผนังเบาจากแผ่นสมาร์ทบอร์ดเทียบกับผนังก่ออิฐ ผนังก่ออิฐ เป็นผนังที่สามารถรับน้ำหนักของที่แขวนได้หลากหลาย โดยน้ำหนักต่อจุดที่ผนังอิฐรับได้คือประมาณ 30 กิโลกรัมต่อจุด (ความสามารถในการรับน้ำหนักของอิฐอาจแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับวัตถุดิบและกรรมวิธีของผู้ผลิตแต่ละราย รวมถึงขนาดพุกและจำนวนพุกที่จะใช้ยึดแขวนของ) ส่วนผนังโครงเบาจากแผ่นสมาร์ทบอร์ดความหนา 8 มม. จะรับน้ำหนักได้แตกต่างขึ้นอยู่กับตัวยึดที่ใช้ สำหรับของน้ำหนักเบา สามารถเลือกใช้ตะปูเพื่อแขวนของทั่วไป เช่น กรอบรูป นาฬิกาแขวน ฯลฯ จะรับน้ำหนักได้ประมาณ 3-4 กิโลกรัม สำหรับของที่มีน้ำหนักมาก ควรใช้พุกพลาสติกผีเสื้อ PT-13 ที่ใช้งานคู่กับตะปูเกลียว จะสามารถรับน้ำหนักได้สูงสุดถึง 80 กิโลกรัมต่อจุด ผนังเบาสมาร์ทบอร์ดจึงรองรับน้ำหนักของที่แขวนได้ไม่ต่างกับผนังก่ออิฐ Singleimage ผนังอิฐมอญและผนังเบาจากแผ่นสมาร์ทบอร์ดหรือผนังสมาร์ทบอร์ด ภาพ: (ซ้าย) อิฐมอญ และ (ขวา) แผ่นผนังตราช้างสมาร์ทบอร์ด ขอบคุณภาพขวา: บริษัท สยามไฟเบอร์ซีเมนต์ จำกัด Singleimage การเจาะยึดแขวนของบนผนังเบาจากแผ่นสมาร์ทบอร์ดหรือผนังสมาร์ทบอร์ดและผนังก่ออิฐ ภาพ: การรองรับการเจาะยึดแขวนของ ของผนังเบาสมาร์ทบอร์ดและผนังก่ออิฐ Singleimage พุกพลาสติกผีเสื้อยึดแขวนของบนผนังเบาจากแผ่นสมาร์ทบอร์ดหรือผนังสมาร์ทบอร์ด ภาพ: การติดตั้งพุกพลาสติกผีเสื้อ เพื่อยึดแขวนของบนผนังเบาจากแผ่นสมาร์ทบอร์ด ค่าการกันเสียงรบกวนของผนังเบาจากแผ่นสมาร์ทบอร์ดเทียบกับผนังก่ออิฐ การกั้นห้องภายในบ้านทั่วไป ควรมีค่าการกันเสียงหรือ STC 38-40 โดยประมาณ ซึ่งการใช้แผ่นผนังสมาร์ทบอร์ดหนา 8 มิลลิเมตร ติดตั้งบนโครงคร่าวสำเร็จจะมีค่าการกันเสียง ประมาณ STC 39 ในขณะที่ผนังก่ออิฐมอญครึ่งแผ่นฉาบปูนสองด้าน มีค่าการกันเสียง STC 38 ดังนั้นผนังเบากับผนังก่ออิฐ มีค่าการกันเสียงที่ใกล้เคียงกัน Singleimage การกันเสียงของผนังเบาจากแผ่นสมาร์ทบอร์ด หรือผนังสมาร์ทบอร์ด เทียบกับผนังก่ออิฐครึ่งแผ่น ภาพ: ค่าการกันเสียงของ ผนังสมาร์ทบอร์ด และ ผนังก่ออิฐครึ่งแผ่น การกันความร้อนของผนังเบาจากแผ่นสมาร์ทบอร์ดเทียบกับผนังก่ออิฐ เมื่อเปรียบเทียบการกันความร้อน หากใช้สมาร์ทบอร์ดหนา 8 มิลลิเมตร ติดตั้งกับโครงคร่าวสำเร็จ จะมีค่าการกันความร้อนประมาณ R = 0.5 (m2 K/W) ส่วนผนังก่ออิฐมอญครึ่งแผ่นฉาบปูนสองด้าน มีค่าการกันความร้อนประมาณ R = 0.3 (m2 K/W) ดังนั้น ความร้อนจะสามารถผ่านเข้ามาภายในบ้านที่ใช้ผนังก่ออิฐได้มากกว่า ภายในบ้านจึงมีอุณหภูมิสูงกว่าบ้านที่ใช้ระบบผนังเบา โดยธรรมชาติแล้ว อิฐมอญเป็นวัสดุที่สะสมความร้อนในตัวเอง การใช้ผนังก่ออิฐจะทำให้บ้านร้อนในช่วงกลางวันจนถึงหัวค่ำ หากต้องการให้บ้านไม่ร้อนมากนัก ทำได้โดยเลือกก่อผนังอิฐสองชั้นแล้วเว้นช่องอากาศไว้ตรงกลาง ความร้อนจะมาสะสมอยู่ที่ช่องนี้ก่อน ไม่ส่งผ่านความร้อนโดยตรงสู่ภายในบ้าน แต่จะมีค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น พื้นที่ใช้สอยภายในบ้านลดลง และเพิ่มน้ำหนักให้กับโครงสร้างอีกด้วย ส่วน ผนังสมาร์ทบอร์ด\ สามารถใช้ควบคู่กับ ฉนวนกันความร้อน\ เพื่อป้องกันความร้อนเข้าสู่ภายในบ้าน การทำผนังทั้งสองรูปแบบนี้ ถึงแม้จะมีค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างเพิ่มขึ้น แต่ก็ช่วยประหยัดแอร์ และยังช่วยประหยัดเงินในระยะยาวอีกด้วย การกันความร้อนของผนังเบาจากแผ่นสมาร์ทบอร์ดหรือผนังสมาร์ทบอร์ดและผนังก่ออิฐ ภาพ: ค่าการกันความร้อนของผนังสมาร์ทบอร์ดและผนังก่ออิฐ (ค่า R ยิ่งมาก การกันความร้อนยิ่งดี) การก่อผนังอิฐสองชั้น เพื่อป้องกันความร้อน ภาพ: การก่อผนังสองชั้นเว้นช่องว่างกลางอากาศตรงกลาง ป้องกันความร้อนเข้าสู่ตัวบ้าน ติดตั้งสมาร์ทบอร์ดคู่กับฉนวนกันความร้อน ทำผนังก่ออิฐสองชั้น สมาร์ทบอร์ด แผ่นสมาร์ทบอร์ด ผนังสมาร์ทบอร์ด ภาพ: วิธีทำผนังให้กันร้อนได้ดียิ่งขึ้น โดยการติดตั้งสมาร์ทบอร์ดคู่กับฉนวนกันความร้อน หรือการทำผนังก่ออิฐสองชั้น ความชื้นกับผนังสมาร์ทบอร์ดและผนังก่ออิฐ ผนังภายนอกที่ต้องเจอแดดฝน หากเลือกใช้ แผ่นผนังสมาร์ทบอร์ด\ จะมีคุณสมบัติทนน้ำ ไม่เปื่อยยุ่ย ไม่บวม น้ำไม่ซึมผ่านไปอีกด้าน (แต่ไม่ควรเป็นส่วนที่แช่น้ำอยู่ตลอด) เมื่อติดตั้งผนังเบาจากแผ่นสมาร์ทบอร์ดเสร็จเรียบร้อยแนะนำให้ทาสีรองพื้นปูนเก่า 1 ชั้น และทาทับด้วยสีน้ำอะคริลิกชนิดทาภายนอกอย่างน้อย 2 ชั้นเพื่อการใช้งานที่ยาวนาน ส่วนวัสดุอิฐมีการดูดซึมน้ำสูง หากเลือกใช้ผนังก่ออิฐควรฉาบปูนทับหน้าผนังด้านที่อยู่ภายนอก เพื่อกันไม่ให้น้ำหรือความชื้นซึมผ่านเข้ามาภายในบ้าน Singleimage ผนังก่ออิฐฉาบปูน ภาพ: ผนังก่ออิฐฉาบปูน คุณสมบัติการทนไฟ และการทำระบบผนังที่เหมาะสม เรื่องการทนไฟควรป้องกันไว้ก่อนจะดีกว่า หากต้องการให้ทนไฟ 1 ชั่วโมง การใช้ผนังก่ออิฐครึ่งแผ่นฉาบด้วยปูนทั้งสองด้านจะสามารถทนไฟได้ เทียบเท่ากับ การใช้แผ่นผนังสมาร์ทบอร์ดตราช้างหนา 12 มิลลิเมตรด้านละสองชั้น กรุตรงกลางด้วยฉนวนกันร้อนทนอุณหภูมิสูงตราช้าง “HI-TEMP 3850” ส่วนการทำผนังให้ทนไฟได้นานถึง 2 ชั่วโมง ต้องเป็นผนังก่ออิฐแบบเต็มแผ่นฉาบปูนทั้งสองด้านของผนัง สำหรับผนังสมาร์ทบอร์ดให้ใช้ที่ความหนา 12 มิลลิเมตรด้านละสองชั้น กรุตรงกลางด้วยฉนวนกันไฟรุ่น “Rockwool” Singleimage ระบบผนังทนไฟ1ชั่วโมง ของผนังเบาจากแผ่นสมาร์ทบอร์ดหรือผนังสมาร์ทบอร์ดเทียบกับผนังก่ออิฐ ภาพ: ระบบผนังทนไฟ 1 ชั่วโมง (105 นาที) ของระบบผนังโครงเบาที่ใช้ร่วมกับฉนวนกันความร้อน เอสซีจี รุ่น HTI ซึ่งเทียบเท่ากับผนังก่ออิฐฉาบปูนแบบครึ่งแผ่น *การก่ออิฐแบบครึ่งแผ่น คือ การก่ออิฐวางตัวตามแนวยาวของผนัง เมื่อฉาบปูนเสร็จแล้วจะมีความหนาประมาณ 10 เซนติเมตร Singleimage ระบบผนังทนไฟ2ชั่วโมง ของผนังเบาจากแผ่นสมาร์ทบอร์ดหรือผนังสมาร์ทบอร์ดเทียบกับผนังก่ออิฐ ภาพ: ระบบผนังทนไฟ 2 ชั่วโมง (150 นาที) ของระบบผนังโครงเบาที่ใช้ร่วมกับฉนวนกันไฟ Rockwool เทียบเท่ากับผนังก่ออิฐฉาบปูนแบบเต็มแผ่น *การก่ออิฐแบบเต็มแผ่น คือ การก่ออิฐวางตัวตามแนวขวางของผนัง ทำให้ผนังนั้นมีความหนามากกว่าปกติ เมื่อฉาบปูนเสร็จแล้วจะมีความหนาประมาณ 15-20 เซนติเมตร ดังนั้นเราจึงใช้ผนังเบาจากแผ่นสมาร์ทบอร์ดทดแทนผนังก่ออิฐได้... หากมีช่างผู้เชี่ยวชาญที่ติดตั้งงาน ผนังสมาร์ทบอร์ด\ ได้อย่างถูกต้องตรงตามมาตรฐานของผู้ผลิตและตามมาตรฐานในเรื่องต่างๆ เพื่อให้ได้คุณสมบัติตามต้องการที่มากไปกว่านั้นคือ “แผ่นผนังสมาร์ทบอร์ด” สามารถรื้อถอนเพื่อนำไปประกอบติดตั้งใหม่ได้ จึงช่วยลดการใช้ทรัพยากรได้อีกทางหนึ่ง สนใจ แผ่นสมาร์ทบอร์ด ซีเมนต์บอร์ดและซีเมนต์วูด คลิก\ ขอขอบคุณแหล่งที่มาของข้อมูลและภาพจาก: เอกสาร Ceiling & Wall System Selection www.thaihomemaster.com อ่านเพิ่มเติม: แผ่นสมาร์ทบอร์ด กับซีเมนต์บอร์ด SCG ต่างกันอย่างไร ใช้อันไหนดี ?\ อ่านเพิ่มเติม: บ้านโครงสร้างเหล็กผนังเบา พื้นเบา สร้างทั้งหลังได้ด้วยไฟเบอร์ซีเมนต์\ สรุป ผนังสมาร์ทบอร์ด หรือ ผนังเบา เป็นวัสดุก่อสร้างที่สามารถใช้ทดแทน ผนังก่ออิฐ ได้จริงและมีประสิทธิภาพสูง โดยมีจุดเด่นคือน้ำหนักเบากว่าอิฐถึง 6 เท่า ทำให้ติดตั้งได้รวดเร็วและลดภาระโครงสร้าง สำหรับความกังวลเรื่องการ รับน้ำหนัก ในการ เจาะยึดแขวนของ นั้น หากใช้พุกพลาสติกผีเสื้อร่วมกับตะปูเกลียว ผนังสมาร์ทบอร์ดความหนา 8 มม. จะสามารถรับน้ำหนักได้สูงสุดถึง 80 กิโลกรัมต่อจุด ซึ่งเทียบเท่ากับผนังอิฐ ในด้าน การกันเสียง ผนังสมาร์ทบอร์ดมีค่ากันเสียง (STC 39) ใกล้เคียงกับผนังอิฐมอญฉาบปูน แต่มีความโดดเด่นกว่าในเรื่อง การกันความร้อน เนื่องจากสมาร์ทบอร์ดไม่อมความร้อนเหมือนอิฐ ทำให้บ้านเย็นกว่าและช่วยประหยัดค่าแอร์ นอกจากนี้ยังมีคุณสมบัติ ทนน้ำ ไม่เปื่อยยุ่ยเมื่อเจอฝน และสามารถติดตั้งร่วมกับฉนวนเพื่อให้มีคุณสมบัติ ทนไฟ ได้นาน 1-2 ชั่วโมงตามมาตรฐานความปลอดภัย จึงเป็นทางเลือกที่คุ้มค่าสำหรับการสร้างบ้านหรือต่อเติมที่ต้องการความรวดเร็วและประหยัดพลังงาน เลือกซื้อวัสดุติดตั้งผนังเบา โครงผนังเบา แผ่นผนังเบา โครงคร่าวเหล็ก เหล็กชุบสังกะสี กัลวาไนซ์ แผ่นผนังยิปซัม ผนังซีเมนต์บอร์ด แผ่นผนังและไม้ฝาไฟเบอร์ซีเมต์ ฉนวนกันความร้อน ฉนวนกันเสียงสำหรับผนัง บริการติดตั้งผนังกันเสียด้วยทีมงานมืออาชีพแบบครบวงจร พร้อมรับข้อเสนอและโปรโมชันพิเศษทั้งสินค้าและบริการได้ที่ SCGHOME.COM หรือ SCGHOME APP วิธีสั่งซื้อกับ SCG Home ง่ายๆ เพียง 3 ขั้นตอน สะดวกและรวดเร็ว กดเลือกสินค้าและจำนวนที่ต้องการสั่งซื้อสินค้าผ่านเว็บไซต์ SCGHOME.COM ชำระเงินตามยอดในรายการสั่งซื้อ เพื่อยืนยันการจัดส่งสินค้า ติดตามสถานะการจัดส่ง สอบถามข้อมูลสินค้าหรือต้องการความช่วยเหลือสั่งสินค้าได้ผ่านทาง: SCGHOME Contact Center: 02-586-1222 หรือ แอดไลน์ @scghome บทความโดย: ทีม Content Creator | SCG HOME ทีม Content Creator จบการศึกษาด้านสถาปัตยกรรมสาขาต่าง ๆ มีประสบการณ์ทำงานในวงการออกแบบและก่อสร้าง มีผลงานสร้างสรรค์คอนเทนต์มามากกว่า 10 ปี ในด้านความรู้เกี่ยวกับการก่อสร้าง วัสดุก่อสร้าง สินค้าและบริการเพื่อบ้าน ผลิตคอนเทนต์หลากหลายรูปแบบทั้งบทความ ภาพพร้อมคำบรรยาย อินโฟกราฟิก และวีดีโอ ผ่านสื่อต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบหนังสือ แผ่นพับ นิทรรศการ จอมอนิเตอร์ ตลอดจนช่องทางออนไลน์ทั้งเว็บไซต์และสื่อโซเชียล
ทำความรู้จักกับวัสดุทดแทนไม้ที่นิยมใช้ตกแต่งภายนอกบ้านอย่างระแนงไม้เทียมไฟเบอร์ซีเมนต์ ทั้งในแง่คุณสมบัติและการใช้งาน เมื่อพูดถึงไม้ระแนง\ ในงานแต่งตกบ้าน ก็ต้องนึกถึงแผงท่อนไม้ที่นำมาเรียงกัน ใช้เป็นแผงบังแดด แผงบังตา หรือทำซุ้มหลังคาโปร่งแสง (หลังคาใส) คำถามคือเราจะเลือกใช้ไม้ระแนงอย่างไรให้สวยงามทนทาน ไม้ระแนงเมื่อตากแดดตากฝนนานๆ จะผุพังง่ายหรือไม่ ในอนาคตจะโดนปลวกกินไหม หากเจ้าของบ้านเป็นกังวลเรื่องนี้ อาจลองหันมาทำความรู้จักกับไม้เทียมไฟเบอร์ซีเมนต์ ซึ่งสามารถใช้ทำระแนงไม้เทียมตกแต่งภายนอกบ้านได้สวยงามคล้ายไม้จริง แต่ดูแลรักษาง่ายกว่าด้วยคุณสมบัติทนแดดฝนและไม่เป็นอาหารปลวก ระแนงไม้เทียม ภายนอก ไม้ SCG ภาพ: แผงบังตาภายนอกจากระแนงไม้เทียมไฟเบอร์ซีเมนต์ เลือกซื้อ ไม้เทียม เอสซีจี (วัสดุไฟเบอร์ซีเมนต์) คลิก\ สนใจ รั้ว ระแนง บังตา พร้อมบริการติดตั้ง คลิก\ รู้จักกับไม้เทียมไฟเบอร์ซีเมนต์ ไม้เทียมไฟเบอร์ซีเมนต์\ ผลิตจาก “ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ผสมกับซิลิก้าบริสุทธิ์” และ “เส้นใยเซลลูโลสคุณภาพสูง” นำมาผ่านการอบไอน้ำแรงดันสูง ทำให้ได้ทั้งความแข็งแรงและความเหนียว ไม้เทียมไฟเบอร์ซีเมนต์จึงทนทานต่อแดด ฝน แรงกระแทก และด้วยส่วนผสมที่ไม่มีเนื้อไม้ปนอยู่ จึงไม่เป็นอาหารของปลวก ไม้เทียมไฟเบอร์ซีเมนต์มีทั้งผิวเรียบและผิวลายไม้ เป็นวัสดุสำหรับงานตกแต่ง ซึ่งปกติแล้วจะติดตั้งโดยยึดสกรูเข้ากับโครงสร้างตามลักษณะการใช้งาน เช่น ยึดกับตง ยึดกับโครงคร่าว เป็นต้น โดยโครงสร้างที่ว่านี้ควรเป็นวัสดุที่แข็งแรง ได้มาตรฐาน และติดตั้งตามระยะที่คู่มือกำหนด ระแนงไม้เทียม ภาพ: ไม้เทียมไฟเบอร์ซีเมนต์แบบผิวเรียบทาสี (ซ้าย) และแบบผิวลายไม้ (ขวา) สีของไม้เทียมไฟเบอร์ซีเมนต์ ? ไม้เทียมไฟเบอร์ซีเมนต์\ มีเนื้อวัสดุเป็นสีเทา เราสามารถทาสีรองพื้นแล้วเลือกเฉดสีตามต้องการมาทาทับ เมื่อใช้งานไปนานๆ สีอาจซีดจางหรือหลุดล่อนบ้าง แต่สามารถทาทับตกแต่งใหม่ได้ไม่ยาก นอกจากนี้ ไม้เทียมไฟเบอร์ซีเมนต์บางประเภทอาจมีรุ่นที่ทำสีมาจากโรงงานซึ่งจะติดทนทานกว่าแบบทาสีทับเอง นับเป็นอีกทางเลือกที่สะดวกต่อการใช้งานและดูแลรักษา ระแนงไม้เทียม วัสดุไฟเบอร์ซีเมนต์ใช้ทำระแนงไม้เทียมภายนอก ไม้ SCG ภาพ: ไม้เทียมไฟเบอร์ซีเมนต์สีซีเมนต์ (บนซ้าย) และสีอื่นๆ ซึ่งทำสำเร็จจากโรงงาน เลือกซื้อ ไม้เทียม เอสซีจี (วัสดุไฟเบอร์ซีเมนต์) คลิก\ สนใจ รั้ว ระแนง บังตา พร้อมบริการติดตั้ง คลิก\ ระแนงไม้เทียมไฟเบอร์ซีเมนต์ ใช้ทำอะไรได้บ้าง ? ไม้เทียมไฟเบอร์ซีเมนต์ใช้ทำ ไม้ระแนงไม้เทียมภายนอก\ เป็นงานตกแต่งที่ได้ลุคใกล้เคียงไม้จริง โดยเลือกรุ่นที่สอดคล้องกับการใช้งาน ยกตัวอย่างไม้เทียมไฟเบอร์ซีเมนต์ของ เอสซีจี แต่ละรุ่นจะเหมาะกับการใช้งาน ดังนี้ ไม้บังตา เอสซีจี หนา 12 มม. เหมาะกับใช้ทำระแนงไม้เทียมภายนอก ในรูปของระแนงแผงบังแดด แผงบังตา ไม้รั้ว เอสซีจี มีความหนา 2 ขนาด คือ 12 มม. และ 16 มม. เหมาะกับใช้ทำระแนงไม้เทียมภายนอกในรูปของระแนงรั้ว แผงบังแดด และแผงบังตา ไม้ระแนง เอสซีจี หนา 8 มม. เหมาะใช้สำหรับทำระแนงฝ้าชายคา ไม้ตกแต่งเอสซีจี รุ่นไลน์ ขนาดหน้าตัด 1x2 นิ้ว เหมาะกับใช้ทำระแนงแผงบังตา แผงบังแดด หรือระแนงตกแต่งผนัง ระแนงไม้เทียม ภายนอก ไม้ SCG ภาพ: แผงบังแดดจากระแนงไม้เทียมไฟเบอร์ซีเมนต์ ระแนงไม้เทียมภายนอก ระแนงแผงบังตา ไม้ SCG ภาพ: แผงบังตาจากระแนงไม้เทียมไฟเบอร์ซีเมนต์ รั้วระแนงไม้เทียมภายนอก ไม้ SCG ภาพ: ระแนงไม้เทียมไฟเบอร์ซีเมนต์ในรูปของรั้ว (ซ้าย) และฝ้าชายคาระบายอากาศ (ขวา) รั้วระแนงไม้เทียมภายนอก ไม้ SCG ภาพ: ตกแต่งผนังรั้วด้วยระแนงไม้เทียมไฟเบอร์ซีเมนต์ (ไม้ตกแต่ง เอสซีจี รุ่น ไลน์) เลือกซื้อ ไม้เทียม เอสซีจี สำหรับทำระแนงไม้เทียม คลิก\ สนใจ รั้ว ระแนง บังตา พร้อมบริการติดตั้ง คลิก\ ก่อนจะเลือกใช้ระแนงไม้เทียมภายนอก วัสดุไฟเบอร์ซีเมนต์ มาถึงตรงนี้ เจ้าของบ้านคงได้รู้จัก ไม้เทียมไฟเบอร์ซีเมนต์\ และแนวทางใช้งานสำหรับทำไม้ระแนง\ ตกแต่งภายนอกบ้านไปพอสมควร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องคุณสมบัติ การใช้งานทำระแนงไม้เทียมภายนอกทั้ง รั้ว แผงบังตา ทั้งนี้ยังมีอีกสิ่งสำคัญที่เจ้าของบ้านควรทราบก็คือ ไม้เทียมไฟเบอร์ซีเมนต์เป็นวัสดุสำหรับงานตกแต่งเท่านั้น ไม่สามารถใช้ทำโครงสร้างได้ จึงควรใส่ใจในการเลือกใช้อย่างเหมาะสม สรุป การตกแต่งภายนอกบ้านให้สวยงามและใช้งานได้ยาวนานด้วย ระแนงไม้เทียม ที่ผลิตจาก ไม้เทียมไฟเบอร์ซีเมนต์ เป็นทางเลือกที่ได้รับความนิยมสูง เนื่องจากวัสดุชนิดนี้ผลิตจากปูนซีเมนต์ผสมเส้นใยเซลลูโลสและผ่านการอบไอน้ำแรงดันสูง ทำให้มีความเหนียว แข็งแรง ทนแดดทนฝน และหมดปัญหาเรื่อง ปลวกไม่กิน เหมือนไม้จริง สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้หลากหลายฟังก์ชัน ไม่ว่าจะเป็น แผงบังตา แผงบังแดด ไม้รั้ว หรือ ระแนงฝ้าชายคา โดย ไม้ระแนง เอสซีจี มีให้เลือกหลายขนาดความหนาตามความเหมาะสมของการใช้งาน เช่น หนา 8 มม. สำหรับฝ้า หรือ 12-16 มม. สำหรับทำรั้วและบังตา นอกจากนี้ยังมีผิวสัมผัสทั้งแบบเรียบและลายไม้ พร้อมตัวเลือกสีสำเร็จจากโรงงานที่ช่วยให้สีติดทนนาน อย่างไรก็ตาม ควรระวังว่าไม้เทียมเป็นวัสดุสำหรับงานตกแต่งเท่านั้น ไม่สามารถใช้เป็นโครงสร้างรับน้ำหนักหลักได้ อ่านเพิ่มเติม : ไอเดียทำรั้วระแนงบังตาสวยๆ หลายรูปแบบ\ อ่านเพิ่มเติม : ไอเดียเพิ่มลูกเล่นให้กับระแนงบังตา-แผงบังแดด\ อ่านเพิ่มเติม : รั้วระแนงไม้ ระแนงบังตา เลือกตีระแนงแบบไหนดี?\ เลือกซื้อ ไม้เทียม เอสซีจี (วัสดุไฟเบอร์ซีเมนต์) คลิก\ เลือกซื้อวัสดุไฟเบอร์ซีเมนต์ ทำระแนงไม้เทียมภายนอก ไม้ตกแต่ง ไม้ระแนง\ และวัสดุตกแต่งไฟเบอร์ซีเมนต์อื่นๆ รวมถึง บริการติดรั้วระแนง\ โดยทีมงานมืออาชีพแบบครบวงจร พร้อมรับข้อเสนอและโปรโมชันพิเศษทั้งสินค้าและบริการได้ที่ SCGHOME.COM หรือ SCGHOME APP วิธีสั่งซื้อกับ SCG Home ง่ายๆ เพียง 3 ขั้นตอน สะดวกและรวดเร็ว กดเลือกสินค้าและจำนวนที่ต้องการสั่งซื้อสินค้าผ่านเว็บไซต์ SCGHOME.COM ชำระเงินตามยอดในรายการสั่งซื้อ เพื่อยืนยันการจัดส่งสินค้า ติดตามสถานะการจัดส่ง สอบถามข้อมูลสินค้าหรือต้องการความช่วยเหลือสั่งสินค้าได้ผ่านทาง: SCGHOME Contact Center: 02-586-1222 หรือ แอดไลน์ @scghome บทความโดย: ทีม Content Creator | SCG HOME ทีม Content Creator จบการศึกษาด้านสถาปัตยกรรมสาขาต่าง ๆ มีประสบการณ์ทำงานในวงการออกแบบและก่อสร้าง มีผลงานสร้างสรรค์คอนเทนต์มามากกว่า 10 ปี ในด้านความรู้เกี่ยวกับการก่อสร้าง วัสดุก่อสร้าง สินค้าและบริการเพื่อบ้าน ผลิตคอนเทนต์หลากหลายรูปแบบทั้งบทความ ภาพพร้อมคำบรรยาย อินโฟกราฟิก และวีดีโอ ผ่านสื่อต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบหนังสือ แผ่นพับ นิทรรศการ จอมอนิเตอร์ ตลอดจนช่องทางออนไลน์ทั้งเว็บไซต์และสื่อโซเชียล
ตอบคำถามคาใจสำหรับผู้ที่ต้องการติดตั้งโซลาร์เซลล์ว่าควรมี “แบตเตอรีสำรองไฟ” ไว้ใช้ในบ้านหรือไม่ ปัจจุบัน “โซลาร์เซลล์”\ กลายเป็นทางเลือกยอดนิยมของเจ้าของบ้านที่ต้องการประหยัดค่าไฟและใช้พลังงานสะอาดมากขึ้น จนเกิดข้อสงสัยตามมาว่า บางวันที่ไม่ได้ใช้ไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์แล้ว หากสามารถเก็บไฟฟ้านั้นไว้ใช้ในตอนกลางคืนได้คงจะดีไม่น้อย ทำให้หลายคนคิดอยากจะติดตั้งแบตเตอรีเพื่อเก็บสำรองไฟไว้ใช้ ซึ่งแบตเตอรีมีราคาค่อนข้างสูง ควรทำความเข้าใจภาพรวมของระบบและพฤติกรรมการใช้งานก่อนการตัดสินใจ โซลาร์เซลล์ที่นิยมใช้กันในปัจจุบัน โดยทั่วไปโซลาร์เซลล์\สำหรับบ้านพักอาศัยที่เห็นติดตั้งกันอยู่บนหลังคาจะเป็นระบบโซลาร์เซลล์แบบออนกริด (On-Grid) มีการเชื่อมต่อกับระบบของการไฟฟ้า ซึ่งต้องขออนุญาตติดตั้งจากภาครัฐก่อน โดยไฟฟ้าที่โซลาร์เซลล์ผลิตได้จากแสงแดดในเวลากลางวันจะถูกนำมาใช้กับอุปกรณ์ไฟฟ้าในบ้าน หากไม่เพียงพอ ระบบจึงจะดึงกระแสไฟฟ้าจากการไฟฟ้ามาใช้ ซึ่งระบบโซลาร์เซลล์แบบออนกริด (On-Grid) นี้ จะไม่สามารถสำรองไฟไว้ใช้ตอนกลางคืนได้ จึงเหมาะกับบ้านพักอาศัยที่ใช้ไฟฟ้าในช่วงกลางวันเป็นหลัก ดังนั้นหลายบ้านจึงมีความต้องการอยากเก็บไฟฟ้าที่ได้จากพลังงานสะอาด (แสงอาทิตย์ในยามกลางวัน) ไว้ใช้ในยามฉุกเฉิน เช่น ไฟดับ หรือใช้ในตอนกลางคืน จึงต้องการเพิ่มแบตเตอรีสำรองไฟเข้าไปในระบบนี้ด้วย กลายเป็นระบบโซลาร์เซลล์ที่สามารถใช้ไฟได้ทั้งกลางวันและกลางคืน หรือที่เรียกว่า ระบบโซลาร์เซลล์แบบไฮบริด (Hybrid) ระบบโซลาร์เซลล์แบบออนกริด ภาพ: ระบบโซลาร์เซลล์แบบออนกริด (On-Grid) ระบบโซลาร์เซลล์แบบไฮบริด ภาพ: ระบบโซลาร์เซลล์แบบไฮบริด (Hybrid) ความจำเป็นของการมีแบตเตอรีในระบบโซลาร์เซลล์ ช่วยเพิ่มความคุ้มค่าให้กับระบบโซลาร์เซลล์\ เมื่อผลิตไฟฟ้าได้ในตอนกลางวันแล้ว หากไม่ได้ใช้งานก็ยังสามารถเก็บไฟฟ้าเพื่อไว้ใช้ได้ในตอนกลางคืนหรือในยามฉุกเฉิน (ไฟดับ) ถึงแม้มีต้นทุนเพิ่มขึ้น แต่ช่วยลดการพึ่งพาไฟฟ้าจากภายนอก และเพิ่มความต่อเนื่องในการใช้พลังงานภายในบ้าน เหมาะสำหรับบ้านในพื้นที่ที่ไฟฟ้าไม่เสถียร (ไฟตก/ไฟดับบ่อย) หรือมีการใช้ไฟช่วงกลางคืนสูง เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าไฟฟ้าในตอนกลางคืน หรือบ้านที่ต้องการสำรองไฟฟ้าไว้ใช้ในยามฉุกเฉิน อย่างบ่อปลา ระบบรักษาความปลอดภัย รวมถึงอุปกรณ์ทางการแพทย์เล็กน้อย หรือบ้านที่ต้องการลดการพึ่งพาไฟจากการไฟฟ้าในช่วงเวลาที่มีการใช้ไฟฟ้าสูงที่สุดของวัน (Peak Time) ซึ่งมักเป็นช่วงที่ค่าไฟ “แพง” อย่างไรก็ตาม แบตเตอรีไม่ได้จำเป็นสำหรับทุกบ้าน แต่เป็นตัวเลือกเสริมตามความต้องการหรือพฤติกรรมการใช้งาน แบตเตอรีสำรองไฟได้นานแค่ไหน ยกตัวอย่าง ระบบหลังคาโซลาร์ เอสซีจี ที่ใช้แบตเตอรี HUAWEI Battery Module LUNA2000 การสำรองไฟของแบตเตอรี ภาพ: ตัวอย่างการสำรองไฟของแบตเตอรี HUAWEI Battery Module LUNA2000 สมมติคำนวณการใช้ไฟ กรณีเปิดแอร์ 10,000 BTU ตอนกลางคืน 7 ชั่วโมง โดยเฉลี่ยแอร์ 10,000 BTU ใช้ไฟประมาณ 700 – 1,000 วัตต์ (0.7 – 1.0 kW) ใช้ไฟกี่หน่วย/คืน? 0.7 kW × 7 ชม. = 4.9 หน่วย (kWh) 1.0 kW × 7 ชม. = 7 หน่วย (kWh) ดังนั้น ใช้ไฟประมาณ 5 – 7 หน่วย/คืน คิดเป็นค่าไฟกี่บาท? สมมติค่าไฟเฉลี่ย 4 บาท/หน่วย 5 หน่วย × 4 บาท = 20 บาท/คืน 7 หน่วย × 4 บาท = 28 บาท/คืน ดังนั้น เปิดแอร์ 10,000 BTU นาน 7 ชั่วโมง เสียค่าไฟประมาณ 20 – 28 บาท/คืน หรือ 600 – 840 บาท/เดือน แสดงว่า หากเราติดตั้งแบตเตอรีสำรองไฟก็จะช่วยลดค่าไฟได้ถึง 600 – 840 บาท/เดือน สนใจ ระบบหลังคาโซลาร์ เอสซีจี พร้อมขออนุญาตครบวงจร คลิก\ ระบบหลังคาโซลาร์เซลล์ที่มีแบตเตอรี ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นและความมั่นคงในการใช้ไฟฟ้า แต่ไม่จำเป็นสำหรับทุกบ้าน หากเป้าหมายคือ “ประหยัดค่าไฟ” ซึ่งเน้นใช้ไฟฟ้าในตอนกลางวัน การติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์แบบออนกริด (On-Grid) ก็เพียงพอ แต่หากต้องการ “ใช้ไฟอย่างต่อเนื่องแม้ไฟจะดับ” ระบบที่มีแบตเตอรีจะตอบโจทย์มากกว่า การเลือกติดตั้งจึงควรพิจารณาจาก พฤติกรรมการใช้ไฟ งบประมาณ และความจำเป็นในการสำรองไฟเป็นหลัก เพื่อให้คุ้มค่าและเหมาะสมกับการใช้งานในระยะยาว อ่านเพิ่มเติม: ระบบหลังคาโซลาร์เซลล์ (Solar Roof) มีกี่แบบ? เลือกแบบไหนให้คุ้มค่าและประหยัดไฟ\ อ่านเพิ่มเติม: 13 ถามบ่อย ระบบหลังคาโซลาร์ เอสซีจี (SCG Solar Roof)\ สั่งซื้อบริการติดตั้งโซลาร์เซลล์ครบวงจร กับ SCG Home Online เชื่อถือได้ สินค้ามีคุณภาพ SCG Home Online เป็น E-Commerce Online Shopping จาก SCG (บริษัทปูนซิเมนต์ไทยจำกัด มหาชน) ซึ่งเป็นแบรนด์ผู้ผลิตสินค้าวัสดุก่อสร้างชั้นนำของประเทศไทย โดย SCG Home Online เป็นแพลตฟอร์มช้อปปิ้งออนไลน์เพื่อคนรักบ้าน ที่ดำเนินการโดยบริษัท SCG Distribution จำกัด จัดทำขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในปัจจุบันที่ต้องการความสะดวกสบายในการสั่งซื้อสินค้าและบริการ วิธีสั่งซื้อกับ SCG Home ง่ายๆ เพียง 3 ขั้นตอน สะดวกและรวดเร็ว กดเลือกสินค้าและจำนวนที่ต้องการสั่งซื้อสินค้าผ่านเว็บไซต์ SCGHOME.COM ชำระเงินตามยอดในรายการสั่งซื้อ เพื่อยืนยันการจัดส่งสินค้า ติดตามสถานะการจัดส่ง สอบถามข้อมูลสินค้าหรือต้องการความช่วยเหลือสั่งสินค้าได้ผ่านทาง: SCGHOME Contact Center: 02-586-1222 หรือ แอดไลน์ @scghome บทความโดย: ทีม Content Creator | SCG HOME ทีม Content Creator จบการศึกษาด้านสถาปัตยกรรมสาขาต่าง ๆ มีประสบการณ์ทำงานในวงการออกแบบและก่อสร้าง มีผลงานสร้างสรรค์คอนเทนต์มามากกว่า 10 ปี ในด้านความรู้เกี่ยวกับการก่อสร้าง วัสดุก่อสร้าง สินค้าและบริการเพื่อบ้าน ผลิตคอนเทนต์หลากหลายรูปแบบทั้งบทความ ภาพพร้อมคำบรรยาย อินโฟกราฟิก และวีดีโอ ผ่านสื่อต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบหนังสือ แผ่นพับ นิทรรศการ จอมอนิเตอร์ ตลอดจนช่องทางออนไลน์ทั้งเว็บไซต์และสื่อโซเชียล
แนะนำวิธีการเปิดแอร์/เครื่องปรับอากาศในหน้าร้อนที่มีอุณหภูมิสูงยิ่งกินไฟให้ใช้งานได้อย่างประหยัดและยังคงเย็นสบาย ประเด็นสำคัญ 3 วิธีที่ช่วยให้เปิดแอร์ได้อย่างเย็นสบาย และประหยัดค่าไฟ ควรตั้งอุณหภูมิแอร์ที่ 26–28 องศาเซลเซียส เป็นระดับที่อยู่ในสภาวะน่าสบาย และคอมเพรสเซอร์ทำงานไม่หนักจนเกินไป ใช้พัดลมช่วยกระจายความเย็นให้ทั่วถึง ร่างกายจะรับรู้ความเย็นได้เร็วขึ้นโดยไม่จำเป็นต้องลดอุณหภูมิแอร์ลง ล้างแอร์อย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง จะช่วยให้ระบบทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ ในช่วงที่อุณหภูมิภายนอกสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลายบ้านมักพบว่าค่าไฟฟ้าพุ่งสูงตามไปด้วย เนื่องจากเครื่องปรับอากาศ\ต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อรักษาอุณหภูมิภายในให้เย็นสบาย กล่าวได้ว่า “อากาศยิ่งร้อน ยิ่งกินไฟ” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ยกตัวอย่างเมื่อเปิดแอร์ในบ้านที่อุณหภูมิ 26°C ในวันที่อากาศภายนอกอยู่ที่ 35°C และ 41°C พบว่าค่าไฟสูงขึ้นถึง 14% (ข้อมูลจากกระทรวงพลังงาน) เปิดแอร์ ภาพ: เปิดแอร์ในวันที่อุณหภูมิภายนอก 35°C และ 41°C ค่าไฟสูงขึ้นถึง 14% (ข้อมูลจากกระทรวงพลังงาน) อย่างไรก็ตาม เจ้าของบ้านสามารถลดภาระการใช้พลังงานของแอร์ได้ ด้วยการปรับพฤติกรรมการใช้งานให้เหมาะสม ลองพิจารณา 3 วิธีสำคัญต่อไปนี้ 1) ตั้งอุณหภูมิแอร์ที่ 26–28 องศาเซลเซียส เปิดแอร์ให้อยู่ในช่วงอุณหภูมิ 26–28 °C ถือเป็นระดับที่เหมาะสมทั้งในแง่ของความสบายและการประหยัดพลังงาน เนื่องจากไม่ทำให้คอมเพรสเซอร์ทำงานหนักจนเกินไป โดยทั่วไป การลดอุณหภูมิลงทุก 1 องศา จะเพิ่มการใช้พลังงานประมาณ 5–10% ดังนั้น การตั้งอุณหภูมิให้พอดีจึงช่วยลดค่าไฟได้อย่างมีนัยสำคัญ เปิดแอร์ให้อยู่ในช่วงอุณหภูมิ 26–28 °C ภาพ: เปิดแอร์ให้อยู่ในช่วงอุณหภูมิ 26–28 °C สนใจ เครื่องปรับอากาศ/ แอร์ คลิก\ 2) ใช้พัดลมช่วยกระจายความเย็น เปิดแอร์ที่อุณหภูมิ 27°C แล้วเปิดพัดลมแบบส่ายเพื่อกระจายลมให้ทั่วห้อง จะช่วยทำให้อุณหภูมิในห้องลดลงมาที่ 25°C การเปิดแอร์ร่วมกับพัดลมจะช่วยให้อากาศเย็นกระจายตัวได้ทั่วถึงมากขึ้น ส่งผลให้ร่างกายรับรู้ความเย็นได้เร็วขึ้นโดยไม่จำเป็นต้องลดอุณหภูมิแอร์ลง วิธีนี้ช่วยลดภาระการทำงานของเครื่องปรับอากาศ และยังเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานโดยรวม เปิดแอร์แล้วใช้พัดลมช่วยกระจายความเย็น ภาพ: เปิดแอร์แล้วใช้พัดลมช่วยกระจายความเย็น สนใจ พัดลมตั้งพื้น คลิก\ 3) ล้างแอร์อย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง การบำรุงรักษาเครื่องปรับอากาศอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะการล้างแอร์ จะช่วยให้ระบบทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ ลดการสะสมของฝุ่นและสิ่งสกปรกที่อาจขัดขวางการไหลเวียนของอากาศ เครื่องที่สะอาดจะใช้พลังงานน้อยลงและให้ความเย็นได้ดีกว่า ทั้งยังช่วยยืดอายุการใช้งานของอุปกรณ์ด้วย ล้างแอร์ ภาพ: ล้างแอร์เพื่อลดการสะสมของฝุ่นและสิ่งสกปรกที่อาจขัดขวางการไหลเวียนของอากาศ การใช้งานเครื่องปรับอากาศอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเปิดให้เย็นที่สุดเพียงอย่างเดียว แต่ควรคำนึงถึงวิธีการใช้งาน และการดูแลรักษาอย่างเหมาะสม ทั้ง 3 วิธีนี้เป็นแนวทางง่ายๆ ที่สามารถนำไปปรับใช้ได้ทันที เพื่อให้บ้านเย็นสบายควบคู่กับการประหยัดพลังงานช่วยลดค่าไฟ สนใจ เครื่องปรับอากาศ/ แอร์ คลิก\ อ่านเพิ่มเติม: วิธีการคำนวณ BTU แอร์ ให้เหมาะกับขนาดห้อง พร้อมวิธีเลือกซื้อแอร์แบบประหยัดไฟเบอร์ 5\ อ่านเพิ่มเติม: เลือกซื้อแอร์อย่างไรให้คุ้มค่าและประหยัดพลังงาน\ วิธีสั่งซื้อกับ SCG Home ง่ายๆ เพียง 3 ขั้นตอน สะดวกและรวดเร็ว กดเลือกสินค้าและจำนวนที่ต้องการสั่งซื้อสินค้าผ่านเว็บไซต์ SCGHOME.COM ชำระเงินตามยอดในรายการสั่งซื้อ เพื่อยืนยันการจัดส่งสินค้า ติดตามสถานะการจัดส่ง สอบถามข้อมูลสินค้าหรือต้องการความช่วยเหลือสั่งสินค้าได้ผ่านทาง: SCGHOME Contact Center: 02-586-1222 หรือ แอดไลน์ @scghome บทความโดย: ทีม Content Creator | SCG HOME ทีม Content Creator จบการศึกษาด้านสถาปัตยกรรมสาขาต่าง ๆ มีประสบการณ์ทำงานในวงการออกแบบและก่อสร้าง มีผลงานสร้างสรรค์คอนเทนต์มามากกว่า 10 ปี ในด้านความรู้เกี่ยวกับการก่อสร้าง วัสดุก่อสร้าง สินค้าและบริการเพื่อบ้าน ผลิตคอนเทนต์หลากหลายรูปแบบทั้งบทความ ภาพพร้อมคำบรรยาย อินโฟกราฟิก และวีดีโอ ผ่านสื่อต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบหนังสือ แผ่นพับ นิทรรศการ จอมอนิเตอร์ ตลอดจนช่องทางออนไลน์ทั้งเว็บไซต์และสื่อโซเชียล
ข้อดีของประตูหน้าต่างไวนิล ที่ทำให้เป็นตัวเลือกสำคัญสำหรับบ้านที่อยู่ท่ามกลางสภาพอากาศร้อนชื้นอย่างไทยเรา ประเด็นสำคัญ ประตูหน้าต่างไวนิล มีคุณสมบัติที่เหมาะสมสำหรับการใช้งานในบ้าน ทนต่อสภาพอากาศร้อนชื้นของประเทศไทยได้ดี อายุการใช้งานยาวนาน ไวนิลไม่อมความร้อน ลดการถ่ายเทความร้อนเข้าสู่ภายในบ้าน รอยต่อวัสดุเชื่อมเป็นเนื้อเดียวกัน ลดเสียงรบกวนจากภายนอกได้ดี มีระบบซีลยางมิดชิด ปิดสนิทแนบแน่น หมดปัญหารั่วซึม นอกจากประตูหน้าต่างอะลูมิเนียมแล้ว ประตูหน้าต่างไวนิล หรือที่เรียกกันอีกชื่อว่า ประตู-หน้าต่าง UPVC ก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจไม่แพ้กัน แม้ว่าราคาจะสูงกว่าประตูหน้าต่างอะลูมิเนียมทั่วไป แต่ด้วยคุณสมบัติในด้านต่าง ๆ ที่เหมาะสมกับสภาพภูมิอากาศร้อนชื้นของประเทศไทย จึงทำให้ประตูหน้าต่างไวนิลน่าใช้และเป็นที่นิยมมากขึ้นในปัจจุบัน 1) เพราะวัสดุไวนิลทนทานต่อสภาพอากาศบ้านเรา ประตูหน้าต่างไวนิลผลิตจากวัสดุ UPVC (Unplasticized Polyvinyl Chloride) ซึ่งเป็นพอลิเมอร์ที่มีความคงตัวสูง ไม่เปราะแตกง่าย และไม่บิดงอเมื่อใช้งานในระยะยาว สามารถทนต่อรังสี UV ความชื้น และฝนได้ดี ไม่เกิดปัญหาสนิมหรือการผุกร่อนเหมือนวัสดุในกลุ่มโลหะ อีกทั้งยังไม่ต้องทาสีหรือเคลือบผิวซ้ำบ่อย ๆ เพราะในเนื้อวัสดุมีสีในตัวเป็นเนื้อเดียวกันทั้งหมด นอกจากคุณสมบัติพื้นฐานของวัสดุแล้ว ประตูหน้าต่างไวนิลในปัจจุบันยังได้รับการพัฒนาให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น โดยมีการเติมสารปรับปรุงคุณภาพเพื่อเสริมความสามารถในการป้องกันความร้อนจากแสงแดด ตัวอย่างเช่น ประตูหน้าต่างไวนิล Windsor\ ที่มี “UV Stabilizer” ช่วยสะท้อนรังสียูวี และ “Heat Stabilizer” ที่ช่วยเพิ่มความทนทานต่ออุณหภูมิสูง พร้อมลดการสะสมความร้อนในกรอบบาน ช่วยยืดอายุการใช้งานให้ยาวนานมากขึ้น ประตูหน้าต่างไวนิล Windsor ภาพ: ประตูหน้าต่างไวนิล Windsor ถูกออกแบบและพัฒนาวัสดุให้ทนต่อสภาพอากาศร้อนชื้นและแสงแดด 2) เพราะมีคุณสมบัติไม่อมความร้อน ไวนิลเป็นวัสดุที่มีค่าการนำความร้อนต่ำ (Low Thermal Conductivity) เมื่อเทียบกับวัสดุอย่างอะลูมิเนียม จึงไม่สะสมและถ่ายเทความร้อนเข้าสู่ภายในอาคารได้ง่าย โครงสร้างของกรอบไวนิลมักออกแบบให้มีช่องอากาศหลายชั้น (Multi-chamber) ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเป็นฉนวนกันความร้อน ผลลัพธ์คือช่วยลดอุณหภูมิภายในบ้าน ลดภาระการทำงานของเครื่องปรับอากาศ และช่วยประหยัดพลังงานในระยะยาว โครงสร้างของกรอบไวนิล *ภาพ: ตัวอย่างโครงสร้างของกรอบไวนิลมักออกแบบให้มีช่องอากาศหลายชั้น (Multi-chamber) สนใจ ประตูหน้าต่างไวนิลวินด์เซอร์ คลิก\ 3) เพราะมีรอยต่อน้อยจึงช่วยกันเสียง โครงสร้างของประตูหน้าต่างไวนิลมักผลิตด้วยระบบเชื่อมความร้อน (Heat Welding) ทำให้รอยต่อที่กรอบบานและรอยต่อวงกบเชื่อมเป็นเนื้อเดียวกัน แตกต่างจากวัสดุที่ใช้การประกอบแบบยึดน็อตหรือยิงสกรู ซึ่งอาจเกิดช่องว่างตามรอยต่อได้ เมื่อโครงสร้างมีความต่อเนื่องและแนบสนิท จึงช่วยลดช่องว่างที่เสียงจากภายนอกจะเล็ดลอดเข้าสู่ภายในบ้าน ทำให้ภายในมีความเงียบสงบ โดยเฉพาะบ้านที่อยู่ในเขตเมืองหรือใกล้ถนน ยกตัวอย่างประตูหน้าต่างไวนิล Windsor\ ที่ออกแบบ Noise Protection ทั้งโครงสร้างประตูหน้าต่างที่มีช่องอากาศหลายชั้น (Multi-chamber) กรอบบานที่เชื่อมเป็นเนื้อเดียวกัน และขอบยาง EDPM 3 ชิ้นที่แนววงกบ กรอบบาน และขอบกระจก ทำให้ปิดแนบสนิท สามารถลดเสียงรบกวนจากภายนอกสู่ภายในได้มากถึง 32 เดซิเบล ดีกว่าบานประตูหน้าต่างที่ผลิตจากอะลูมิเนียมทั่วไปมากถึง 40% (ผลการทดสอบตามมาตรฐานสากล ASTM E90) ประตูหน้าต่างไวนิลช่วยลดเสียงรบกวน ภาพ: ประตูหน้าต่างไวนิล Windsor ลดเสียงรบกวนได้ถึง 32 เดซิเบล การออกแบบ Noise Protection 4) เพราะประตูหน้าต่างไวนิลปิดแนบสนิทช่วยลดการรั่วซึม ประตูหน้าต่างไวนิลออกแบบให้มีระบบซีลยาง (Rubber Seal) ติดตั้งตามแนววงกบ กรอบบาน และขอบกระจก โดยซีลยางเหล่านี้ทำหน้าที่ป้องกันการแทรกซึมของน้ำ ลม และฝุ่นจากภายนอกได้อย่างมีประสิทธิภาพ การปิดที่แนบสนิทยังช่วยลดการรั่วไหลของอากาศภายใน ทำให้ระบบปรับอากาศทำงานได้เต็มประสิทธิภาพมากขึ้น พร้อมทั้งช่วยลดปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กอย่าง PM2.5 และเสียงรบกวนจากภายนอกได้เป็นอย่างดี ประตูหน้าต่างไวนิลปิดแนบสนิท ภาพ: ประตูหน้าต่างไวนิลปิดแนบสนิทช่วยลดการรั่วซึม ด้วยข้อดีและคุณสมบัติที่เหมาะกับการใช้งานในไทย ประตูหน้าต่างไวนิลจึงเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์ทั้งด้านความทนทาน การป้องกันความร้อน การกันเสียง และการลดการรั่วซึม เหมาะสำหรับบ้านที่ต้องการยกระดับคุณภาพการอยู่อาศัยให้สบาย เงียบ และประหยัดพลังงานในระยะยาวอย่างแท้จริง สนใจ ประตูหน้าต่างไวนิลวินด์เซอร์ คลิก\ อ่านเพิ่มเติม: เลือกรูปแบบประตูบ้าน หน้าต่างบ้าน ให้ตอบโจทย์\ อ่านเพิ่มเติม: 4 ประเภทกระจกที่นิยมใช้กับประตูหน้าต่างในบ้าน\ วิธีสั่งซื้อกับ SCG Home ง่ายๆ เพียง 3 ขั้นตอน สะดวกและรวดเร็ว กดเลือกสินค้าและจำนวนที่ต้องการสั่งซื้อสินค้าผ่านเว็บไซต์ SCGHOME.COM ชำระเงินตามยอดในรายการสั่งซื้อ เพื่อยืนยันการจัดส่งสินค้า ติดตามสถานะการจัดส่ง สอบถามข้อมูลสินค้าหรือต้องการความช่วยเหลือสั่งสินค้าได้ผ่านทาง: SCGHOME Contact Center: 02-586-1222 หรือ แอดไลน์ @scghome บทความโดย: ทีม Content Creator | SCG HOME ทีม Content Creator จบการศึกษาด้านสถาปัตยกรรมสาขาต่าง ๆ มีประสบการณ์ทำงานในวงการออกแบบและก่อสร้าง มีผลงานสร้างสรรค์คอนเทนต์มามากกว่า 10 ปี ในด้านความรู้เกี่ยวกับการก่อสร้าง วัสดุก่อสร้าง สินค้าและบริการเพื่อบ้าน ผลิตคอนเทนต์หลากหลายรูปแบบทั้งบทความ ภาพพร้อมคำบรรยาย อินโฟกราฟิก และวีดีโอ ผ่านสื่อต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบหนังสือ แผ่นพับ นิทรรศการ จอมอนิเตอร์ ตลอดจนช่องทางออนไลน์ทั้งเว็บไซต์และสื่อโซเชียล
ทำความเข้าใจก่อนซื้อแอร์ให้เหมาะสมกับขนาดห้อง เย็นฉ่ำเต็มประสิทธิภาพ และประหยัดพลังงาน อากาศร้อนแบบบ้านเรา "เครื่องปรับอากาศ" หรือ “แอร์”\ แทบจะเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าประจำบ้านไปแล้ว และหลายคนอาจจะเจอปัญหาเดียวกันคือ เปิดแอร์ฉ่ำแต่ค่าไฟกลับพุ่งแบบไม่ทันตั้งตัว จริง ๆ แล้วหากเลือกแอร์ที่เหมาะกับการใช้งานจะส่งผลดีกับความสบายและค่าใช้จ่ายในระยะยาวได้ไม่น้อย แต่คำถามคือ จะเลือกยังไงให้ “เย็นพอดี ประหยัดไฟ และคุ้มค่าที่สุด” โดยไม่ต้องจ่ายเกินความจำเป็น 1) ฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 เลือกแอร์ที่มีฉลาก “เบอร์ 5” ซึ่งเป็นมาตรฐานจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ที่ใช้บอกระดับการใช้พลังงานของเครื่องใช้ไฟฟ้า โดยยังมีการแบ่งระดับความประหยัดด้วย “จำนวนดาว” ที่แสดงอยู่บนฉลาก ยิ่งดาวเยอะ ยิ่งประหยัดไฟมากขึ้น นอกจากนี้ การพิจารณาค่า EER (Energy Efficiency Ratio) หรือ SEER ควบคู่กันไป จะช่วยให้เจ้าของบ้านเปรียบเทียบความคุ้มค่าของแต่ละรุ่นได้แม่นยำยิ่งขึ้น ฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 ภาพ: ตัวอย่างฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 แบบใหม่ล่าสุด 2) เลือกแอร์ให้เหมาะกับขนาดห้อง การเลือกขนาด BTU ของแอร์ให้เหมาะสมกับพื้นที่ใช้งาน ถือเป็นหัวใจสำคัญของการประหยัดพลังงานและการใช้งานที่มีประสิทธิภาพ หากแอร์มีขนาดเล็กเกินไป เครื่องจะต้องทำงานหนักต่อเนื่องเพื่อเร่งทำความเย็น ทำให้ห้องเย็นช้าและสิ้นเปลืองพลังงาน ส่วนการเลือกใช้แอร์ขนาดใหญ่เกินความจำเป็น แม้จะทำความเย็นได้เร็ว แต่จะเกิดการตัด–ต่อการทำงานบ่อยครั้ง ส่งผลให้กินไฟโดยไม่จำเป็นและอาจลดอายุการใช้งานของเครื่องได้ ตารางแนะนำขนาดแอร์ (BTU) ให้เหมาะกับพื้นที่ห้อง ตารางแนะนำขนาดแอร์ (BTU) อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่หลายคนมองข้ามคือ “ลักษณะของห้อง” อย่างห้องทรงแคบยาว ควรติดตั้งแอร์ที่ผนังด้านแคบเพื่อให้กระจายความเย็นได้ทั่วถึง ห้องทรงตัวแอล (L) ควรติดตั้งแอร์ 2 เครื่อง โดยวางตำแหน่งที่ผนังด้านหัวและท้ายห้อง ให้ลมเป่าหันเข้าหากันบริเวณมุมฉาก ห้องโถงใหญ่มีเพดานสูง ควรใช้ขนาด BTU แอร์มากกว่าปกติ และหากห้องมีผนังปะทะแสงแดดทั้งวันมากกว่า 2 ด้าน หรือเป็นห้องที่มีความร้อนสูง อย่างห้องครัว ห้องทำงาน ห้องออกกำลังกาย ควรเพิ่มขนาด BTU อีก 10–20% 3) แอร์อินเวอร์เตอร์ ประหยัดไฟกว่า แอร์ระบบอินเวอร์เตอร์ถูกออกแบบให้ทำงานแตกต่างจากแอร์แบบทั่วไป โดยสามารถปรับรอบการทำงานของคอมเพรสเซอร์ได้อย่างต่อเนื่องตามอุณหภูมิภายในห้อง แทนที่จะทำงานแบบตัด–ต่อเป็นช่วง ๆ เหมือนแอร์ระบบ On-Off ลักษณะการทำงานแบบนี้ช่วยให้เครื่องไม่ต้องเร่งกำลังซ้ำ ๆ จึงลดการใช้พลังงานโดยรวมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในด้านการใช้งานจริง แอร์อินเวอร์เตอร์มักให้ความประหยัดไฟได้ดีกว่า โดยเฉพาะในกรณีที่เปิดใช้งานต่อเนื่องหลายชั่วโมง อีกทั้งยังช่วยรักษาอุณหภูมิภายในห้องให้คงที่มากขึ้น ทำให้รู้สึกสบายขณะพักผ่อน และยังมีระดับเสียงการทำงานที่เงียบกว่าแอร์ทั่วไป อย่างไรก็ตาม ข้อพิจารณาที่สำคัญคือราคาของเครื่องมักสูงกว่า และลักษณะลมเย็นที่ได้อาจไม่ถูกใจบางคนที่คุ้นเคยกับความเย็นแบบ “ฉ่ำ” หรือแรงปะทะจากแอร์ระบบเดิม 4) แอร์โซลาร์เซลล์ แอร์โซลาร์เซลล์เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ช่วยประหยัดพลังงานในระยะยาว โดยเป็นการนำพลังงานแสงอาทิตย์มาใช้ร่วมกับระบบไฟฟ้าภายในบ้าน ทำให้สามารถลดการพึ่งพาไฟจากการไฟฟ้าได้ โดยเฉพาะในช่วงเวลากลางวันที่มีแสงแดดเพียงพอ ทั้งนี้ การติดตั้งแอร์โซลาร์เซลล์จำเป็นต้องพิจารณาราคาที่ค่อนข้างสูงกว่าแอร์ทั่วไปและแอร์อินเวอร์เตอร์ รวมถึงความพร้อมของพื้นที่สำหรับติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ และการดูแลรักษาระบบเพิ่มเติมในระยะยาว สนใจ แอร์โซลาร์เซลล์ คลิก\ สรุปเลือกแอร์ยังไงไม่ให้เปลืองไฟ การเลือกเครื่องปรับอากาศให้ประหยัดไฟไม่ใช่เรื่องของปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการพิจารณาร่วมกันหลายด้าน เริ่มจากการเลือกแอร์ที่มีฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 และมีระดับดาวสูง เพื่อให้มั่นใจในประสิทธิภาพด้านพลังงาน จากนั้นควรคำนวณขนาด BTU ให้เหมาะสมกับพื้นที่ใช้งานจริง โดยเฉพาะบ้านที่มีลักษณะโถงสูงหรือบันไดเปิดโล่ง ซึ่งอาจทำให้ความเย็นกระจายตัวได้ไม่ดีเท่าที่ควร นอกจากนี้ พฤติกรรมการใช้งานก็มีผลอย่างมาก หากเป็นบ้านที่เปิดแอร์ต่อเนื่องหลายชั่วโมงในแต่ละวัน การเลือกใช้แอร์ระบบอินเวอร์เตอร์จะช่วยลดการใช้พลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และสำหรับผู้ที่เปิดแอร์ช่วงกลางวันเป็นประจำ การติดตั้งแอร์โซลาร์เซลล์ก็เป็นอีกแนวทางที่ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานในอนาคตได้อย่างคุ้มค่า สนใจ เครื่องปรับอากาศ / แอร์ คลิก\ อ่านเพิ่มเติม: วิธีการคำนวณ BTU แอร์ ให้เหมาะกับขนาดห้อง พร้อมวิธีเลือกซื้อแอร์แบบประหยัดไฟเบอร์ 5\ อ่านเพิ่มเติม: มิเตอร์ไฟที่บ้าน ติดแอร์ได้กี่ตัว: วิธีคำนวณเบื้องต้น\ วิธีสั่งซื้อกับ SCG Home ง่ายๆ เพียง 3 ขั้นตอน สะดวกและรวดเร็ว กดเลือกสินค้าและจำนวนที่ต้องการสั่งซื้อสินค้าผ่านเว็บไซต์ SCGHOME.COM ชำระเงินตามยอดในรายการสั่งซื้อ เพื่อยืนยันการจัดส่งสินค้า ติดตามสถานะการจัดส่ง สอบถามข้อมูลสินค้าหรือต้องการความช่วยเหลือสั่งสินค้าได้ผ่านทาง: SCGHOME Contact Center: 02-586-1222 หรือ แอดไลน์ @scghome บทความโดย: ทีม Content Creator | SCG HOME ทีม Content Creator จบการศึกษาด้านสถาปัตยกรรมสาขาต่าง ๆ มีประสบการณ์ทำงานในวงการออกแบบและก่อสร้าง มีผลงานสร้างสรรค์คอนเทนต์มามากกว่า 10 ปี ในด้านความรู้เกี่ยวกับการก่อสร้าง วัสดุก่อสร้าง สินค้าและบริการเพื่อบ้าน ผลิตคอนเทนต์หลากหลายรูปแบบทั้งบทความ ภาพพร้อมคำบรรยาย อินโฟกราฟิก และวีดีโอ ผ่านสื่อต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบหนังสือ แผ่นพับ นิทรรศการ จอมอนิเตอร์ ตลอดจนช่องทางออนไลน์ทั้งเว็บไซต์และสื่อโซเชียล
รู้จักการทำงานของเครื่องเติมอากาศ ที่สร้างระบบเติมอากาศในบ้านแบบแรงดันบวก ฟอกอากาศ ช่วยกรองฝุ่นและเชื้อโรคก่อนเข้าบ้าน พร้อมหลักการเลือกใช้ รวมถึงข้อแตกต่างระหว่างเครื่องเติมอากาศดีกับเครื่องฟอกอากาศ เครื่องเติมอากาศในบ้านทำงานอย่างไร? เครื่องเติมอากาศในบ้านหรือที่เรียกกันว่าเครื่องเติมอากาศดี จะเอาอากาศจากภายนอกบ้านมาทำการ “กรองฝุ่นและเชื้อโรค ก่อนนำเข้าสู่ภายในบ้าน” โดยอากาศดีที่เข้ามาจะสร้างแรงดันบวก หรือที่เรียกว่า Positive Pressure แล้วดันเอาอากาศเดิมในบ้าน (ซึ่งมักเป็นแหล่งสะสมของสารก่อภูมิแพ้ คาร์บอนไดออกไซด์) ออกไปตามรอยต่อประตูหน้าต่าง อากาศในห้องจึงถ่ายเทได้ตลอดแม้บ้านปิดมิดชิด และความที่เป็นแรงดันบวก ซึ่งหมายถึงแรงดันอากาศในห้องจะสูงกว่าภายนอกบ้าน ดังนั้นโดยหลักการแล้ว ฝุ่นและเชื้อโรคจากนอกบ้านจะเข้ามาในบ้านไม่ได้ เครื่องเติมอากาศดี ช่วยสร้างระบบเติมอากาศในบ้านแบบแรงดันบวก ภาพ: ระบบแรงดันบวก Positive Pressure ที่สร้างโดยเครื่องเติมอากาศในบ้าน เครื่องเติมอากาศดี ช่วยสร้างระบบเติมอากาศในบ้านแบบแรงดันบวก ภาพ: ตัวอย่างเครื่องเติมอากาศในบ้าน ซึ่งมีทั้งแบบติดตั้งภายนอกบ้าน (บนซ้ายและล่างขวา) กับแบบติดตั้งภายในบ้าน (บนขวาและล่างซ้าย) ใช้เครื่องฟอกอากาศ แทนเครื่องเติมอากาศในบ้านได้หรือไม่? เครื่องฟอกอากาศจะทำการกำจัด “ฝุ่นและเชื้อโรคที่มีอยู่ในบ้าน” (ต่างกับเครื่องเติมอากาศดีที่จะกรองเอาอากาศบริสุทธิ์เข้าบ้านตั้งแต่แรก) โดยเครื่องฟอกอากาศจะสามารถกำจัดอนุภาค เชื้อโรค สารพิษอะไรในบ้านเราได้บ้างนั้น ขึ้นอยู่กับคุณสมบัติของเครื่องฟอกแต่ละรุ่น เครื่องฟอกอากาศจะไม่ได้ทำการถ่ายเทอากาศในบ้านออกสู่นอกบ้าน และไม่ได้สร้างแรงดันบวก ฝุ่น เชื้อโรคจากนอกบ้านมีโอกาสเข้ามาสู่ภายในบ้านได้ตามรอยต่อต่างๆ ได้ง่าย ดังนั้นการใช้เครื่องฟอกอากาศ จึงได้ผลลัพธ์ที่ต่างไปอย่างเห็นได้ชัด เมื่อเทียบกับเครื่องเติมอากาศ\ซึ่งสามารถสร้างระบบเติมอากาศภายในบ้านได้ต่อเนื่องตลอดเวลาที่เครื่องทำงาน เครื่องเติมอากาศในบ้าน มีกี่แบบ? โดยทั่วไปเครื่องเติมอากาศในบ้าน แต่ละรุ่น แต่ละยี่ห้อ จะมีรายละเอียดคุณสมบัติต่างกันไป แต่เราสามารถแบ่งเป็นประเภทใหญ่ๆ ให้เข้าใจกันได้ง่ายก่อนคือ เครื่องเติมอากาศดีในบ้าน แบบมีมอเตอร์พัดลมดูดอากาศ 1 ตัว ทำหน้าที่ดูดอากาศเข้ามาในบ้าน และอากาศที่เข้ามาภายในบ้านนั้น จะเกิดแรงดันบวก ดันเอาอากาศเสียออกไป เหมาะสำหรับห้องทั่วไปที่ไม่ได้เปิดแอร์ เครื่องเติมอากาศดีในบ้าน แบบมีมอเตอร์พัดลมดูดอากาศ 2 ตัว เหมาะกับห้องที่มีการเปิดแอร์ โดยมอเตอร์ตัวแรก จะทำหน้าที่ดูดอากาศจากภายนอกเข้ามาผ่านอุปกรณ์กรองพร้อมกลไกลดอุณหภูมิของอากาศที่ดูดเข้ามา เพื่อไม่ให้แอร์ทำงานหนัก ส่วนมอเตอร์ตัวที่ 2 จะทำการดูดอากาศในบ้านออกไปในปริมาณที่น้อยกว่ามอเตอร์ตัวที่ 1 ช่วยเพิ่มศักยภาพแรงดันบวกทำให้สามารถกำจัดกลิ่น ฝุ่น และความอับชื้นได้ดียิ่งขึ้น ทั้งนี้ เครื่องเติมอากาศดีที่มีมอเตอร์ 2 ตัว อาจเรียกว่า “เครื่องเติมอากาศระบบ ERV” หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “เครื่องหมุนเวียนอากาศ” เครื่องเติมอากาศดี ช่วยสร้างระบบเติมอากาศในบ้านแบบแรงดันบวก พร้อมมอเตอร์ 2 ตัว ภาพ: ตัวอย่างการทำงานของเครื่องเติมอากาศในบ้าน ที่มีมอเตอร์ 2 ตัว เลือกซื้อเครื่องเติมอากาศดีรุ่นต่างๆ คลิก\ จะเลือกเครื่องเติมอากาศในบ้าน มีปัจจัยอะไรอีกที่ต้องดู? เครื่องเติมอากาศดีในบ้านที่ขายตามท้องตลาด แต่ละรุ่นอาจมีรายละเอียดปลีกย่อย รวมถึงฟังก์ชันพิเศษให้เราพิจารณา เช่น ระบบการกรองฝุ่นและยับยั้งเชื้อโรคของเครื่องเติมอากาศดี ไม่ว่าจะเป็นความละเอียดของแผ่นกรอง ใบรับรองจากสถาบันที่น่าเชื่อถือ การเพิ่มระบบยับยั้งเชื้อโรคด้วย UVC และ พลาสมาไอออน เป็นต้น ขนาดพื้นที่ที่เหมาะกับการใช้งานแต่ละเครื่อง เครื่องเติมอากาศดีแต่ละรุ่น จะเหมาะกับการเติมอากาศภายในขนาดพื้นที่ที่กำหนด ซึ่งเจ้าของบ้านจะต้องเลือกให้เหมาะสม ตำแหน่งติดตั้ง รูปแบบ ขนาดของเครื่องเติมอากาศดี เป็นปัจจัยให้เจ้าของบ้านพิจารณาเรื่องความสวยงามเหมาะสมในภาพรวม เมื่อติดตั้งแล้วไม่ดูเกะกะเกินไป โดยเครื่องเติมอากาศดีในบ้านมีให้เลือกทั้งแบบติดตั้งภายนอกบ้าน ภายในบ้าน และบนฝ้าเพดาน บางรุ่นบางยี่ห้อเน้นออกแบบตัวเครื่องให้ดูสวยงาม มีการซ่อนอุปกรณ์บางอย่างไว้ในท่อ ทำให้ตัวเครื่องดูเล็กลง ติดตั้งแล้วไม่ดูสะดุดตามาก ฟังก์ชันอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นการปรับปริมาณการเติมอากาศได้ตามต้องการ ใช้งานได้ผ่านรีโมต ผ่านแอปพลิเคชัน เลือกโหมดได้หลากหลาย มีจอแสดงค่าต่างๆ เช่น ค่า PM2.5 PM10 คาร์บอนไดออกไซด์ แบบ Real-Time ซึ่งขึ้นอยู่กับจุดขายของแต่ละรุ่น เครื่องเติมอากาศดี ช่วยสร้างระบบเติมอากาศในบ้านแบบแรงดันบวก พร้อมจอแสดงผล ภาพ: ตัวอย่างเครื่องเติมอากาศดีสำหรับติดตั้งกับผนัง (ซ้าย) และแบบติดตั้งบนฝ้าเพดาน (ขวา) ที่มาพร้อมจอแสดงผล เลือกซื้อเครื่องเติมอากาศในบ้านพร้อมบริการติดตั้ง คลิก\ อ่านเพิ่มเติม: หายใจสดชื่นเต็มปอด ไม่กลัวฝุ่น PM 2.5 กับเครื่องเติมอากาศดี SCG Active AIR Quality\ 10 คำถามถามบ่อย: เครื่องเติมอากาศดี SCG Active AIR Quality รับชม VDO 10 คำถามถามบ่อย เครื่องเติมอากาศ คลิก\ สรุป เมื่อได้เข้าใจระบบเติมอากาศในบ้านของเครื่องเติมอากาศดี โดยอาศัยหลักการกรองอากาศจากภายนอกและสร้างแรงดันบวกป้องกันฝุ่นป้องกันเชื้อโรคเข้าสู่บ้านแล้ว ก็ต้องดูว่าเราจะใช้งานกับห้องที่เปิดแอร์หรือไม่เปิดแอร์ พร้อมพิจารณาระบบกรอง ขนาดพื้นที่ รูปลักษณ์ ตำแหน่งติดตั้ง ฟังก์ชันเสริม ของเครื่องเติมอากาศในบ้านให้ตรงกับความต้องการ หากเป็นสร้างบ้านใหม่จะสามารถวางแผนเตรียมตำแหน่งและระบบไฟฟ้ารองรับได้ตั้งแต่ช่วงก่อสร้าง ทำให้ดูเรียบร้อยสวยงามได้ง่ายกว่า ส่วนบ้านที่อยู่อาศัยไปแล้ว ต้องพิจารณารายละเอียดลักษณะพื้นที่ตามที่ผู้ให้บริการกำหนด ซึ่งสามารถปรึกษาผู้ให้บริการได้ นอกจากนี้ควรเลือกเครื่องเติมอากาศในบ้านจากผู้ขาย ผู้ผลิต ที่น่าเชื่อถือ รวมถึงมีการรับประกันทั้งตัวเครื่องและงานติดตั้งในระยะเวลาที่เหมาะสม เลือกซื้อเครื่องเติมอากาศดี ติดตั้งระบบเติมอากาศในบ้าน เครื่องเติมอากาศดีและเครื่องฟอกอากาศรุ่นต่างๆ\ ติดตั้งระบบเติมอากาศในบ้าน\โดยช่างผู้ชำนาญ เครื่องใช้ไฟฟ้า วัสดุก่อสร้าง สินค้าและบริการเพื่อบ้านราคาพิเศษ พร้อมโปรโมชันหลากหลาย วิธีสั่งซื้อกับ SCG Home ง่ายๆ เพียง 3 ขั้นตอน สะดวกและรวดเร็ว กดเลือกสินค้าและจำนวนที่ต้องการสั่งซื้อสินค้าผ่านเว็บไซต์ SCGHOME.COM ชำระเงินตามยอดในรายการสั่งซื้อ เพื่อยืนยันการจัดส่งสินค้า ติดตามสถานะการจัดส่ง สอบถามข้อมูลสินค้าหรือต้องการความช่วยเหลือสั่งสินค้าได้ผ่านทาง: SCGHOME Contact Center: 02-586-1222 หรือ แอดไลน์ @scghome บทความโดย: ทีม Content Creator | SCG HOME ทีม Content Creator จบการศึกษาด้านสถาปัตยกรรมสาขาต่าง ๆ มีประสบการณ์ทำงานในวงการออกแบบและก่อสร้าง มีผลงานสร้างสรรค์คอนเทนต์มามากกว่า 10 ปี ในด้านความรู้เกี่ยวกับการก่อสร้าง วัสดุก่อสร้าง สินค้าและบริการเพื่อบ้าน ผลิตคอนเทนต์หลากหลายรูปแบบทั้งบทความ ภาพพร้อมคำบรรยาย อินโฟกราฟิก และวีดีโอ ผ่านสื่อต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบหนังสือ แผ่นพับ นิทรรศการ จอมอนิเตอร์ ตลอดจนช่องทางออนไลน์ทั้งเว็บไซต์และสื่อโซเชียล
เครื่องกำจัดเศษอาหาร หรือที่เรียกว่า เครื่องย่อยเศษอาหาร (Food Waste Disposer) รักษ์โลกจริงไหม.. ก่อนอื่นต้องมาทำความรู้จักก่อนว่า “เศษอาหาร” ที่เรารับประทานไม่หมดในแต่ละครั้งหรือเศษอาหารเหลือทิ้ง จัดอยู่ในประเภทขยะอินทรีย์ ซึ่งเป็นขยะมูลฝอยที่สามารถย่อยสลายเองได้ ยกตัวอย่างเช่น ขยะเศษอาหาร เศษเนื้อสัตว์ เศษผักและผลไม้ ฯลฯ แต่ถึงแม้จะสามารถย่อยสลายเองได้ กระบวนการย่อยสลายเองนั้นก็ยังต้องใช้เวลาและก่อให้เกิดก๊าซมีเทนเป็นจำนวนมาก และก๊าซมีเทนก็เป็นส่วนหนึ่งของก๊าซเรือนกระจกที่ทำให้โลกร้อนขึ้นนั่นเอง แถมยังมากกว่าคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 25 เท่าเลยทีเดียว หลาย ๆ ประเทศเริ่มมีมาตรการในการจัดการขยะเศษอาหารอย่างจริงจัง โดยเริ่มต้นจากที่บ้าน ไปสู่ร้านอาหารและเข้าสู่กระบวนการของหน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบจัดการขยะ เศษอาหาร เครื่องย่อยเศษอาหาร เครื่องกำจัดเศษอาหาร รักษ์โลก ภาพ: เศษอาหารเหลือทิ้งต่อมื้ออาหารจำนวนมาก ดังนั้น หนึ่งวิธีที่จะช่วยส่งเสริมให้ขยะเศษอาหารถูกจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น คือ การเปลี่ยนขยะเศษอาหารให้กลายเป็นปุ๋ยในชั่วข้ามคืนด้วย “เครื่องย่อยเศษอาหาร” หรือ “เครื่องกำจัดเศษอาหาร” นั่นเอง เครื่องย่อยเศษอาหาร คืออะไร ? เครื่องย่อยเศษอาหาร เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าชนิดหนึ่งที่ออกแบบมาเพื่อกำจัดเศษอาหารหรือย่อยเศษอาหารโดยเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็นเศษอาหาร ผัก ผลไม้ เนื้อสัตว์ ฯลฯ ก็สามารถย่อยสลายให้มีขนาดเล็กลง แห้ง ไม่ส่งกลิ่นเหม็น และกลายเป็นปุ๋ยออร์แกนิกได้โดยใช้เวลาไม่นาน สูงสุดเพียง 24 ชั่วโมง (ระยะเวลาในการทำงานของตัวเครื่องจะขึ้นอยู่กับระบบและคุณสมบัติของเครื่องย่อยเศษอาหารแต่ละประเภท) หลังจากนั้นก็สามารถนำเศษอาหารหรือปุ๋ยออร์แกนิกที่ย่อยเสร็จแล้วไปปรุงดินหรือปลูกต้นไม้ต่อได้ เศษอาหาร เครื่องย่อยเศษอาหาร เครื่องกำจัดเศษอาหาร รักษ์โลก ภาพ: เทเศษอาหารลงในเครื่องกำจัดเศษอาหารให้ได้ปุ๋ยและนำไปปลูกต้นไม้ต่อได้ ประโยชน์ของเครื่องย่อยเศษอาหาร กำจัดเศษอาหารที่เหลือทิ้งในแต่ละมื้ออาหารได้โดยที่เราไม่ต้องเทเศษอาหารทิ้งลงในอ่างล้านจาน ทำให้ช่วยลดปัญหาท่อน้ำอุดตันจากการทิ้งเศษอาหารได้ ลดปัญหาแมลงและสัตว์รบกวนต่าง ๆ ที่เข้ามาในห้องครัวได้ เนื่องจากไม่มีเศษอาหารคงเหลือทั้งในถังขยะหรือในท่อ รวมถึงอ่างล้างจาน ให้แมลงและสัตว์รบกวนต่าง ๆ เข้ามาในห้องครัวเพื่อหาเศษอาหารอีก ประหยัดเวลาในการทำปุ๋ยมากขึ้น หลาย ๆ ครัวเรือนมักจะแยกเศษอาหารเพื่อนำไปทำปุ๋ยหมัก ซึ่งมักมีขั้นตอนและใช้เวลาในการทำค่อนข้างนาน กว่าจะนำไปใช้ได้ ดังนั้นการใช้เครื่องย่อยเศษอาหารสามารถช่วยย่นระยะเวลาในการทำปุ๋ยได้ดีและยังได้ปุ๋ยออร์แกนิกที่มีประสิทธิภาพอีกด้วย ช่วยลดกลิ่นที่เกิดจากการสะสมของเศษอาหาร ไม่ว่าจะเป็น ผัก ผลไม้ เนื้อสัตว์ กระดูกที่ย่อยยากก่อนนำไปย่อยสลาย การทำปุ๋ยหมักเองหรือแยกเพื่อส่งต่อให้หน่วยงานที่รับผิดชอบแน่นอนว่ามักจะส่งกลิ่นรบกวนตามมา แต่เครื่องย่อยเศษอาหารส่วนใหญ่มักจะมาพร้อมกับระบบ dry เพื่อทำให้เศษอาหารแห้ง ไม่มีความชื้น และไม่มีกลิ่นมารบกวน ช่วยลดปริมาณขยะเศษอาหาร ลดขั้นตอนในการกำจัดขยะ และช่วยสิ่งแวดล้อมให้ดีขึ้นด้วยการนำขยะเศษอาหารไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้ สนใจ เครื่องย่อยเศษอาหาร คลิก\ เครื่องย่อยเศษอาหาร มีกี่ประเภท ? เครื่องย่อยเศษอาหารในปัจจุบันแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ ได้แก่ ระบบที่ย่อยด้วยจุลินทรีย์ธรรมชาติ (Composter) ระบบที่ย่อยเศษอาหารโดยการอบแห้งและบดละเอียด โดยไม่ใช้จุลินทรีย์ธรรมชาติ (Dehydrator) เศษอาหาร เครื่องย่อยเศษอาหาร เครื่องกำจัดเศษอาหาร รักษ์โลก เครื่องย่อยเศษอาหารทั้ง 2 ประเภท มีส่วนที่เหมือนและแตกต่างกัน อีกทั้งประเภทเดียวกันแต่คนละยี่ห้อก็ยังมีฟังก์ชันที่ไม่เหมือนกันซะทีเดียว จึงควรศึกษาคู่มือการใช้งานอย่างละเอียดก่อนเริ่มใช้งาน 1. ระบบที่ย่อยด้วยจุลินทรีย์ธรรมชาติ (Composter) เป็นเครื่องย่อยเศษอาหารที่ต้องเติมจุลินทรีย์ซึ่งจะมีมาให้ลงไปในเครื่องก่อนเสมอ จากนั้นเทน้ำเปล่าสะอาดตามลงไป (ตามคู่มือ) และเริ่มกดปุ่มใช้งานหรือใส่เศษอาหาร โดยที่เราจะเติมจุลินทรีย์ในครั้งแรงเพียงครั้งเดียวเท่านั้น และอาศัยหลักการเชื้อต่อเชื้อ ทุกครั้งที่เครื่องย่อยเศษอาหารจนกลายเป็นปุ๋ยเรียบร้อยแล้ว ให้เหลือปุ๋ยไว้อย่างน้อยครึ่งถังเสมอ เพื่อเอาไว้ต่อเชื้อจุลินทรีย์ในการย่อยสลายเศษอาหารครั้งต่อไป ตัวเครื่องจะใช้ระยะเวลาในการย่อย 24 ชม. และเมื่อทำงานเสร็จเรียบร้อยแล้วในแต่ละครั้งจะกลายเป็นปุ๋ยอินทรีย์ 100% ที่มีความเข้มข้นสูง โดยจะมีค่า NPK ครบตามมาตรฐาน แต่สัดส่วนของธาตุแต่ละตัวจะต่างกันไปขึ้นอยู่กับประเภทของอาหารที่ใส่ลงไป ข้อดี สามารถเปิดฝาเครื่องเติมเศษอาหารได้เรื่อย ๆ ตลอดทั้งวัน ไม่ต้องรอเครื่องจบขั้นตอนการทำงานเสร็จในหนึ่งรอบ ซึ่งต่างจากเครื่องย่อยประเภทอบแห้งและบดที่ต้องใช้เวลาในการรอไม่สามารถเปิดฝาระหว่างวันได้ จึงเหมาะกับร้านอาหารและบ้านหรือครอบครัวใหญ่ประมาณ 4-8 คน ปุ๋ยที่ได้สามารถใช้ได้เลยไม่ต้องผสมดินก่อน ไม่จำเป็นต้องตักปุ๋ยออกทุกวัน ปุ๋ยที่ได้สามารถเก็บไว้ในเครื่องได้ยาวนานกว่าและไม่มีกลิ่น ข้อเสีย ราคาสูงกว่าเครื่องย่อยเศษอาหารแบบอบแห้งและบดละเอียด ใช้เวลาในการย่อยเศษอาหารนานกว่า เศษอาหาร เครื่องย่อยเศษอาหาร เครื่องกำจัดเศษอาหาร รักษ์โลก ภาพ: ตัวอย่างเครื่องย่อยเศษอาหารที่ใช้ระบบที่ย่อยด้วยจุลินทรีย์ธรรมชาติ เศษอาหาร เครื่องย่อยเศษอาหาร เครื่องกำจัดเศษอาหาร รักษ์โลก ภาพ: ตัวอย่างการใส่จุลินทรีย์ที่แถมมาให้ก่อนเริ่มใช้งานจากยี่ห้อ HASS ขอบคุณรูปภาพตัวอย่างจากยี่ห้อ HASS สนใจ เครื่องย่อยเศษอาหาร คลิก\ 2. ระบบที่ย่อยเศษอาหารโดยการอบแห้งและบดละเอียด (Dehydrator) หลักการทำงานจะเริ่มจากการอบแห้ง ซึ่งเป็นขั้นตอนที่จะช่วยกำจัดกลิ่นไม่พึงประสงค์ของอาหารก่อน จากนั้นจะเข้าสู่ขั้นตอนการบดเศษอาหารให้เล็กลงเป็นเศษคล้ายผงเมื่อนำไปผสมดินจะทำให้ปล่อยธาตุอาหารได้ง่ายขึ้น เมื่อเครื่องบดเศษอาหารเสร็จเรียบร้อย ตัวเครื่องจะค่อยๆ ระบายความร้อนและลดความชื้นในเศษอาหาร ขั้นตอนสุดท้ายตัวเครื่องจะฆ่าเชื้อต่าง ๆ ที่ปนมาในเศษอาหารด้วยแสง UV เป็นอันเสร็จสิ้นกระบวนการย่อย โดยใช้เวลาประมาณ 6-10 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับประเภทอาหาร ปริมาณอาหาร และความชื้นของอาหาร เหมาะกับบ้านครอบครัวขนาดเล็ก 3-4 คน หรือบ้านที่มีพื้นที่จำกัด เพราะตัวเครื่องมีขนาดเล็กกะทัดรัดกว่าแบบเครื่องย่อยจุลินทรีย์ เศษอาหาร เครื่องย่อยเศษอาหาร เครื่องกำจัดเศษอาหาร รักษ์โลก ภาพ: ตัวอย่างเครื่องย่อยเศษอาหารที่ใช้ระบบการอบแห้งและบดละเอียด ขอบคุณรูปภาพตัวอย่างจากยี่ห้อ Raakdin ข้อดี ใช้งานง่าย กดเพียงปุ่ม power ปุ่มเดียวและรอเวลา ไม่ต้องเติมจุลินทรีย์ในขั้นตอนแรก ใช้เวลาทำงานประมาณ 6-10 ชั่วโมงต่อรอบ ไม่ต้องเสียบปลั๊กไฟตลอดทั้งวัน เสียบเท่าที่ใช้ ไม่เปลืองไฟ ข้อเสีย ไม่สามารถเปิดเครื่องขณะกำลังทำงานได้ เพราะตัวเครื่องจะหยุดทำงานทันทีและกลับไปเริ่มที่ขั้นตอนแรกใหม่ทุกครั้ง (อบบดระบายความร้อนฆ่าเชื้อ) ทำให้เครื่องใช้เวลาทำงานนานขึ้น ประเภทเศษอาหารที่ควรใส่และไม่ควรใส่ ! เครื่องย่อยทั้ง 2 ประเภทจะบอกชนิดของเศษอาหารที่ย่อยได้หรือไม่ได้ไว้ตามคู่มือ ควรทำตามอย่างเคร่งครัดเพื่อให้ตัวเครื่องทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เศษอาหาร เครื่องย่อยเศษอาหาร เครื่องกำจัดเศษอาหาร รักษ์โลก ภาพ: เศษอาหารที่ใส่ได้และไม่ได้จากยี่ห้อ Hass เศษอาหาร เครื่องย่อยเศษอาหาร เครื่องกำจัดเศษอาหาร รักษ์โลก ภาพ: เศษอาหารที่ใส่ได้และไม่ได้จากยี่ห้อ Raakdin ขอบคุณรูปภาพตัวอย่างจากยี่ห้อ Raakdin สรุปการใช้งาน ที่เหมือนกันของเครื่องย่อยเศษอาหารทั้ง 2 ประเภท คือ ใช้งานง่ายไม่ซับซ้อน ไม่ต้องเปลี่ยนไส้กรองทุก 3 เดือน ไม่ต้องซื้ออุปกรณ์เพิ่มเติม ลงทุนครั้งเดียวจบ แต่มีรายละเอียดที่แตกต่างกันเล็กน้อยในขั้นตอนแรก ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความชอบและความสะดวกของแต่ละบ้าน รวมถึงจำนวนสมาชิกคนในบ้านก็เป็นปัจจัยในการตัดสินใจซื้อที่สำคัญเช่นกัน แต่สิ่งหนึ่งที่สำคัญของเครื่องย่อยเศษอาหารทั้ง 2 ประเภทนี้ คือ เป็นไอเทมที่ช่วยลดขยะให้กับโลกได้จริงและยังสามารถนำเศษอาหารที่ไม่ใช้แล้วไปใช้ประโยชน์สูงสุดด้วยการย่อยให้กลายเป็นปุ๋ยเพื่อนำปลูกต้นไม้ต่อได้ อย่างไรก็ดี ควรศึกษาข้อมูลการใช้งานเครื่องย่อยเศษอาหารแต่ละยี่ห้ออย่างละเอียดก่อนใส่เศษอาหารลงไป เพื่อคงประสิทธิภาพของปุ๋ยที่จะได้รับและคงประสิทธิภาพการทำงานของเครื่องย่อยเศษอาหารด้วย อ่านเพิ่มเติม: 12 คำถาม “HASS เครื่องย่อยเศษอาหารให้เป็นปุ๋ยออร์แกนิก” ถามตอบ เครื่องย่อยเศษอาหาร HASS คลิกดู VDO\ รีวิว เครื่องย่อยเศษอาหาร HASS สนใจ เครื่องย่อยเศษอาหาร คลิก\ เครื่องย่อยเศษอาหาร ส่งถึงหน้าบ้านคุณ กับ SCG Home Online เชื่อถือได้ สินค้ามีคุณภาพ SCG Home Online เป็น E-Commerce Online Shopping จาก SCG (บริษัทปูนซิเมนต์ไทยจำกัด มหาชน) ซึ่งเป็นแบรนด์ผู้ผลิตสินค้าวัสดุก่อสร้างชั้นนำของประเทศไทย โดย SCG Home Online เป็นแพลตฟอร์มช้อปปิ้งออนไลน์เพื่อคนรักบ้าน ที่ดำเนินการโดยบริษัท SCG Distribution จำกัด จัดทำขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในปัจจุบันที่ต้องการความสะดวกสบายในการสั่งซื้อสินค้าและบริการ วิธีสั่งซื้อกับ SCG Home ง่ายๆ เพียง 3 ขั้นตอน สะดวกและรวดเร็ว กดเลือกสินค้าและจำนวนที่ต้องการสั่งซื้อสินค้าผ่านเว็บไซต์ SCGHOME.COM ชำระเงินตามยอดในรายการสั่งซื้อ เพื่อยืนยันการจัดส่งสินค้า ติดตามสถานะการจัดส่ง สอบถามข้อมูลสินค้าหรือต้องการความช่วยเหลือสั่งสินค้าได้ผ่านทาง: SCGHOME Contact Center: 02-586-1222 หรือ แอดไลน์ @scghome บทความโดย: ทีม Content Creator | SCG HOME ทีม Content Creator จบการศึกษาด้านสถาปัตยกรรมสาขาต่าง ๆ มีประสบการณ์ทำงานในวงการออกแบบและก่อสร้าง มีผลงานสร้างสรรค์คอนเทนต์มามากกว่า 10 ปี ในด้านความรู้เกี่ยวกับการก่อสร้าง วัสดุก่อสร้าง สินค้าและบริการเพื่อบ้าน ผลิตคอนเทนต์หลากหลายรูปแบบทั้งบทความ ภาพพร้อมคำบรรยาย อินโฟกราฟิก และวีดีโอ ผ่านสื่อต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบหนังสือ แผ่นพับ นิทรรศการ จอมอนิเตอร์ ตลอดจนช่องทางออนไลน์ทั้งเว็บไซต์และสื่อโซเชียล