ผนังสมาร์ทบอร์ดในรูปของผนังเบาจะใช้แทนผนังก่ออิฐได้จริงหรือไม่ ลองมาเทียบค่าการรับน้ำหนัก ณ จุดเจาะแขวน การกันเสียงกันร้อน และการทนไฟ เพื่อความมั่นใจ การทำผนังโครงเบาจาก แผ่นไฟเบอร์ซีเมนต์สมาร์ทบอร์ด\ ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะสามารถใช้กับงานได้กับทั้งงานผนังภายนอกและผนังภายใน ติดตั้งง่ายและรวดเร็ว น้ำหนักเบากว่าผนังก่ออิฐถึง 6 เท่า หนึ่งในคำถามของใครหลายคนคือ ผนังเบานี้จะใช้ทดแทนผนังก่ออิฐได้จริงหรือ? ทั้งเรื่องการรองรับการแขวนของ การกันเสียง การกันความร้อน การทนฝน และการทนไฟ การรับน้ำหนักจุดแขวนของ ของผนังเบาจากแผ่นสมาร์ทบอร์ดเทียบกับผนังก่ออิฐ ผนังก่ออิฐ เป็นผนังที่สามารถรับน้ำหนักของที่แขวนได้หลากหลาย โดยน้ำหนักต่อจุดที่ผนังอิฐรับได้คือประมาณ 30 กิโลกรัมต่อจุด (ความสามารถในการรับน้ำหนักของอิฐอาจแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับวัตถุดิบและกรรมวิธีของผู้ผลิตแต่ละราย รวมถึงขนาดพุกและจำนวนพุกที่จะใช้ยึดแขวนของ) ส่วนผนังโครงเบาจากแผ่นสมาร์ทบอร์ดความหนา 8 มม. จะรับน้ำหนักได้แตกต่างขึ้นอยู่กับตัวยึดที่ใช้ สำหรับของน้ำหนักเบา สามารถเลือกใช้ตะปูเพื่อแขวนของทั่วไป เช่น กรอบรูป นาฬิกาแขวน ฯลฯ จะรับน้ำหนักได้ประมาณ 3-4 กิโลกรัม สำหรับของที่มีน้ำหนักมาก ควรใช้พุกพลาสติกผีเสื้อ PT-13 ที่ใช้งานคู่กับตะปูเกลียว จะสามารถรับน้ำหนักได้สูงสุดถึง 80 กิโลกรัมต่อจุด ผนังเบาสมาร์ทบอร์ดจึงรองรับน้ำหนักของที่แขวนได้ไม่ต่างกับผนังก่ออิฐ Singleimage ผนังอิฐมอญและผนังเบาจากแผ่นสมาร์ทบอร์ดหรือผนังสมาร์ทบอร์ด ภาพ: (ซ้าย) อิฐมอญ และ (ขวา) แผ่นผนังตราช้างสมาร์ทบอร์ด ขอบคุณภาพขวา: บริษัท สยามไฟเบอร์ซีเมนต์ จำกัด Singleimage การเจาะยึดแขวนของบนผนังเบาจากแผ่นสมาร์ทบอร์ดหรือผนังสมาร์ทบอร์ดและผนังก่ออิฐ ภาพ: การรองรับการเจาะยึดแขวนของ ของผนังเบาสมาร์ทบอร์ดและผนังก่ออิฐ Singleimage พุกพลาสติกผีเสื้อยึดแขวนของบนผนังเบาจากแผ่นสมาร์ทบอร์ดหรือผนังสมาร์ทบอร์ด ภาพ: การติดตั้งพุกพลาสติกผีเสื้อ เพื่อยึดแขวนของบนผนังเบาจากแผ่นสมาร์ทบอร์ด ค่าการกันเสียงรบกวนของผนังเบาจากแผ่นสมาร์ทบอร์ดเทียบกับผนังก่ออิฐ การกั้นห้องภายในบ้านทั่วไป ควรมีค่าการกันเสียงหรือ STC 38-40 โดยประมาณ ซึ่งการใช้แผ่นผนังสมาร์ทบอร์ดหนา 8 มิลลิเมตร ติดตั้งบนโครงคร่าวสำเร็จจะมีค่าการกันเสียง ประมาณ STC 39 ในขณะที่ผนังก่ออิฐมอญครึ่งแผ่นฉาบปูนสองด้าน มีค่าการกันเสียง STC 38 ดังนั้นผนังเบากับผนังก่ออิฐ มีค่าการกันเสียงที่ใกล้เคียงกัน Singleimage การกันเสียงของผนังเบาจากแผ่นสมาร์ทบอร์ด หรือผนังสมาร์ทบอร์ด เทียบกับผนังก่ออิฐครึ่งแผ่น ภาพ: ค่าการกันเสียงของ ผนังสมาร์ทบอร์ด และ ผนังก่ออิฐครึ่งแผ่น การกันความร้อนของผนังเบาจากแผ่นสมาร์ทบอร์ดเทียบกับผนังก่ออิฐ เมื่อเปรียบเทียบการกันความร้อน หากใช้สมาร์ทบอร์ดหนา 8 มิลลิเมตร ติดตั้งกับโครงคร่าวสำเร็จ จะมีค่าการกันความร้อนประมาณ R = 0.5 (m2 K/W) ส่วนผนังก่ออิฐมอญครึ่งแผ่นฉาบปูนสองด้าน มีค่าการกันความร้อนประมาณ R = 0.3 (m2 K/W) ดังนั้น ความร้อนจะสามารถผ่านเข้ามาภายในบ้านที่ใช้ผนังก่ออิฐได้มากกว่า ภายในบ้านจึงมีอุณหภูมิสูงกว่าบ้านที่ใช้ระบบผนังเบา โดยธรรมชาติแล้ว อิฐมอญเป็นวัสดุที่สะสมความร้อนในตัวเอง การใช้ผนังก่ออิฐจะทำให้บ้านร้อนในช่วงกลางวันจนถึงหัวค่ำ หากต้องการให้บ้านไม่ร้อนมากนัก ทำได้โดยเลือกก่อผนังอิฐสองชั้นแล้วเว้นช่องอากาศไว้ตรงกลาง ความร้อนจะมาสะสมอยู่ที่ช่องนี้ก่อน ไม่ส่งผ่านความร้อนโดยตรงสู่ภายในบ้าน แต่จะมีค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น พื้นที่ใช้สอยภายในบ้านลดลง และเพิ่มน้ำหนักให้กับโครงสร้างอีกด้วย ส่วน ผนังสมาร์ทบอร์ด\ สามารถใช้ควบคู่กับ ฉนวนกันความร้อน\ เพื่อป้องกันความร้อนเข้าสู่ภายในบ้าน การทำผนังทั้งสองรูปแบบนี้ ถึงแม้จะมีค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างเพิ่มขึ้น แต่ก็ช่วยประหยัดแอร์ และยังช่วยประหยัดเงินในระยะยาวอีกด้วย การกันความร้อนของผนังเบาจากแผ่นสมาร์ทบอร์ดหรือผนังสมาร์ทบอร์ดและผนังก่ออิฐ ภาพ: ค่าการกันความร้อนของผนังสมาร์ทบอร์ดและผนังก่ออิฐ (ค่า R ยิ่งมาก การกันความร้อนยิ่งดี) การก่อผนังอิฐสองชั้น เพื่อป้องกันความร้อน ภาพ: การก่อผนังสองชั้นเว้นช่องว่างกลางอากาศตรงกลาง ป้องกันความร้อนเข้าสู่ตัวบ้าน ติดตั้งสมาร์ทบอร์ดคู่กับฉนวนกันความร้อน ทำผนังก่ออิฐสองชั้น สมาร์ทบอร์ด แผ่นสมาร์ทบอร์ด ผนังสมาร์ทบอร์ด ภาพ: วิธีทำผนังให้กันร้อนได้ดียิ่งขึ้น โดยการติดตั้งสมาร์ทบอร์ดคู่กับฉนวนกันความร้อน หรือการทำผนังก่ออิฐสองชั้น ความชื้นกับผนังสมาร์ทบอร์ดและผนังก่ออิฐ ผนังภายนอกที่ต้องเจอแดดฝน หากเลือกใช้ แผ่นผนังสมาร์ทบอร์ด\ จะมีคุณสมบัติทนน้ำ ไม่เปื่อยยุ่ย ไม่บวม น้ำไม่ซึมผ่านไปอีกด้าน (แต่ไม่ควรเป็นส่วนที่แช่น้ำอยู่ตลอด) เมื่อติดตั้งผนังเบาจากแผ่นสมาร์ทบอร์ดเสร็จเรียบร้อยแนะนำให้ทาสีรองพื้นปูนเก่า 1 ชั้น และทาทับด้วยสีน้ำอะคริลิกชนิดทาภายนอกอย่างน้อย 2 ชั้นเพื่อการใช้งานที่ยาวนาน ส่วนวัสดุอิฐมีการดูดซึมน้ำสูง หากเลือกใช้ผนังก่ออิฐควรฉาบปูนทับหน้าผนังด้านที่อยู่ภายนอก เพื่อกันไม่ให้น้ำหรือความชื้นซึมผ่านเข้ามาภายในบ้าน Singleimage ผนังก่ออิฐฉาบปูน ภาพ: ผนังก่ออิฐฉาบปูน คุณสมบัติการทนไฟ และการทำระบบผนังที่เหมาะสม เรื่องการทนไฟควรป้องกันไว้ก่อนจะดีกว่า หากต้องการให้ทนไฟ 1 ชั่วโมง การใช้ผนังก่ออิฐครึ่งแผ่นฉาบด้วยปูนทั้งสองด้านจะสามารถทนไฟได้ เทียบเท่ากับ การใช้แผ่นผนังสมาร์ทบอร์ดตราช้างหนา 12 มิลลิเมตรด้านละสองชั้น กรุตรงกลางด้วยฉนวนกันร้อนทนอุณหภูมิสูงตราช้าง “HI-TEMP 3850” ส่วนการทำผนังให้ทนไฟได้นานถึง 2 ชั่วโมง ต้องเป็นผนังก่ออิฐแบบเต็มแผ่นฉาบปูนทั้งสองด้านของผนัง สำหรับผนังสมาร์ทบอร์ดให้ใช้ที่ความหนา 12 มิลลิเมตรด้านละสองชั้น กรุตรงกลางด้วยฉนวนกันไฟรุ่น “Rockwool” Singleimage ระบบผนังทนไฟ1ชั่วโมง ของผนังเบาจากแผ่นสมาร์ทบอร์ดหรือผนังสมาร์ทบอร์ดเทียบกับผนังก่ออิฐ ภาพ: ระบบผนังทนไฟ 1 ชั่วโมง (105 นาที) ของระบบผนังโครงเบาที่ใช้ร่วมกับฉนวนกันความร้อน เอสซีจี รุ่น HTI ซึ่งเทียบเท่ากับผนังก่ออิฐฉาบปูนแบบครึ่งแผ่น *การก่ออิฐแบบครึ่งแผ่น คือ การก่ออิฐวางตัวตามแนวยาวของผนัง เมื่อฉาบปูนเสร็จแล้วจะมีความหนาประมาณ 10 เซนติเมตร Singleimage ระบบผนังทนไฟ2ชั่วโมง ของผนังเบาจากแผ่นสมาร์ทบอร์ดหรือผนังสมาร์ทบอร์ดเทียบกับผนังก่ออิฐ ภาพ: ระบบผนังทนไฟ 2 ชั่วโมง (150 นาที) ของระบบผนังโครงเบาที่ใช้ร่วมกับฉนวนกันไฟ Rockwool เทียบเท่ากับผนังก่ออิฐฉาบปูนแบบเต็มแผ่น *การก่ออิฐแบบเต็มแผ่น คือ การก่ออิฐวางตัวตามแนวขวางของผนัง ทำให้ผนังนั้นมีความหนามากกว่าปกติ เมื่อฉาบปูนเสร็จแล้วจะมีความหนาประมาณ 15-20 เซนติเมตร ดังนั้นเราจึงใช้ผนังเบาจากแผ่นสมาร์ทบอร์ดทดแทนผนังก่ออิฐได้... หากมีช่างผู้เชี่ยวชาญที่ติดตั้งงาน ผนังสมาร์ทบอร์ด\ ได้อย่างถูกต้องตรงตามมาตรฐานของผู้ผลิตและตามมาตรฐานในเรื่องต่างๆ เพื่อให้ได้คุณสมบัติตามต้องการที่มากไปกว่านั้นคือ “แผ่นผนังสมาร์ทบอร์ด” สามารถรื้อถอนเพื่อนำไปประกอบติดตั้งใหม่ได้ จึงช่วยลดการใช้ทรัพยากรได้อีกทางหนึ่ง สนใจ แผ่นสมาร์ทบอร์ด ซีเมนต์บอร์ดและซีเมนต์วูด คลิก\ ขอขอบคุณแหล่งที่มาของข้อมูลและภาพจาก: เอกสาร Ceiling & Wall System Selection www.thaihomemaster.com อ่านเพิ่มเติม: แผ่นสมาร์ทบอร์ด กับซีเมนต์บอร์ด SCG ต่างกันอย่างไร ใช้อันไหนดี ?\ อ่านเพิ่มเติม: บ้านโครงสร้างเหล็กผนังเบา พื้นเบา สร้างทั้งหลังได้ด้วยไฟเบอร์ซีเมนต์\ สรุป ผนังสมาร์ทบอร์ด หรือ ผนังเบา เป็นวัสดุก่อสร้างที่สามารถใช้ทดแทน ผนังก่ออิฐ ได้จริงและมีประสิทธิภาพสูง โดยมีจุดเด่นคือน้ำหนักเบากว่าอิฐถึง 6 เท่า ทำให้ติดตั้งได้รวดเร็วและลดภาระโครงสร้าง สำหรับความกังวลเรื่องการ รับน้ำหนัก ในการ เจาะยึดแขวนของ นั้น หากใช้พุกพลาสติกผีเสื้อร่วมกับตะปูเกลียว ผนังสมาร์ทบอร์ดความหนา 8 มม. จะสามารถรับน้ำหนักได้สูงสุดถึง 80 กิโลกรัมต่อจุด ซึ่งเทียบเท่ากับผนังอิฐ ในด้าน การกันเสียง ผนังสมาร์ทบอร์ดมีค่ากันเสียง (STC 39) ใกล้เคียงกับผนังอิฐมอญฉาบปูน แต่มีความโดดเด่นกว่าในเรื่อง การกันความร้อน เนื่องจากสมาร์ทบอร์ดไม่อมความร้อนเหมือนอิฐ ทำให้บ้านเย็นกว่าและช่วยประหยัดค่าแอร์ นอกจากนี้ยังมีคุณสมบัติ ทนน้ำ ไม่เปื่อยยุ่ยเมื่อเจอฝน และสามารถติดตั้งร่วมกับฉนวนเพื่อให้มีคุณสมบัติ ทนไฟ ได้นาน 1-2 ชั่วโมงตามมาตรฐานความปลอดภัย จึงเป็นทางเลือกที่คุ้มค่าสำหรับการสร้างบ้านหรือต่อเติมที่ต้องการความรวดเร็วและประหยัดพลังงาน เลือกซื้อวัสดุติดตั้งผนังเบา โครงผนังเบา แผ่นผนังเบา โครงคร่าวเหล็ก เหล็กชุบสังกะสี กัลวาไนซ์ แผ่นผนังยิปซัม ผนังซีเมนต์บอร์ด แผ่นผนังและไม้ฝาไฟเบอร์ซีเมต์ ฉนวนกันความร้อน ฉนวนกันเสียงสำหรับผนัง บริการติดตั้งผนังกันเสียด้วยทีมงานมืออาชีพแบบครบวงจร พร้อมรับข้อเสนอและโปรโมชันพิเศษทั้งสินค้าและบริการได้ที่ SCGHOME.COM หรือ SCGHOME APP วิธีสั่งซื้อกับ SCG Home ง่ายๆ เพียง 3 ขั้นตอน สะดวกและรวดเร็ว กดเลือกสินค้าและจำนวนที่ต้องการสั่งซื้อสินค้าผ่านเว็บไซต์ SCGHOME.COM ชำระเงินตามยอดในรายการสั่งซื้อ เพื่อยืนยันการจัดส่งสินค้า ติดตามสถานะการจัดส่ง สอบถามข้อมูลสินค้าหรือต้องการความช่วยเหลือสั่งสินค้าได้ผ่านทาง: SCGHOME Contact Center: 02-586-1222 หรือ แอดไลน์ @scghome บทความโดย: ทีม Content Creator | SCG HOME ทีม Content Creator จบการศึกษาด้านสถาปัตยกรรมสาขาต่าง ๆ มีประสบการณ์ทำงานในวงการออกแบบและก่อสร้าง มีผลงานสร้างสรรค์คอนเทนต์มามากกว่า 10 ปี ในด้านความรู้เกี่ยวกับการก่อสร้าง วัสดุก่อสร้าง สินค้าและบริการเพื่อบ้าน ผลิตคอนเทนต์หลากหลายรูปแบบทั้งบทความ ภาพพร้อมคำบรรยาย อินโฟกราฟิก และวีดีโอ ผ่านสื่อต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบหนังสือ แผ่นพับ นิทรรศการ จอมอนิเตอร์ ตลอดจนช่องทางออนไลน์ทั้งเว็บไซต์และสื่อโซเชียล
ทำความรู้จักกับวัสดุทดแทนไม้ที่นิยมใช้ตกแต่งภายนอกบ้านอย่างระแนงไม้เทียมไฟเบอร์ซีเมนต์ ทั้งในแง่คุณสมบัติและการใช้งาน เมื่อพูดถึงไม้ระแนง\ ในงานแต่งตกบ้าน ก็ต้องนึกถึงแผงท่อนไม้ที่นำมาเรียงกัน ใช้เป็นแผงบังแดด แผงบังตา หรือทำซุ้มหลังคาโปร่งแสง (หลังคาใส) คำถามคือเราจะเลือกใช้ไม้ระแนงอย่างไรให้สวยงามทนทาน ไม้ระแนงเมื่อตากแดดตากฝนนานๆ จะผุพังง่ายหรือไม่ ในอนาคตจะโดนปลวกกินไหม หากเจ้าของบ้านเป็นกังวลเรื่องนี้ อาจลองหันมาทำความรู้จักกับไม้เทียมไฟเบอร์ซีเมนต์ ซึ่งสามารถใช้ทำระแนงไม้เทียมตกแต่งภายนอกบ้านได้สวยงามคล้ายไม้จริง แต่ดูแลรักษาง่ายกว่าด้วยคุณสมบัติทนแดดฝนและไม่เป็นอาหารปลวก ระแนงไม้เทียม ภายนอก ไม้ SCG ภาพ: แผงบังตาภายนอกจากระแนงไม้เทียมไฟเบอร์ซีเมนต์ เลือกซื้อ ไม้เทียม เอสซีจี (วัสดุไฟเบอร์ซีเมนต์) คลิก\ สนใจ รั้ว ระแนง บังตา พร้อมบริการติดตั้ง คลิก\ รู้จักกับไม้เทียมไฟเบอร์ซีเมนต์ ไม้เทียมไฟเบอร์ซีเมนต์\ ผลิตจาก “ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ผสมกับซิลิก้าบริสุทธิ์” และ “เส้นใยเซลลูโลสคุณภาพสูง” นำมาผ่านการอบไอน้ำแรงดันสูง ทำให้ได้ทั้งความแข็งแรงและความเหนียว ไม้เทียมไฟเบอร์ซีเมนต์จึงทนทานต่อแดด ฝน แรงกระแทก และด้วยส่วนผสมที่ไม่มีเนื้อไม้ปนอยู่ จึงไม่เป็นอาหารของปลวก ไม้เทียมไฟเบอร์ซีเมนต์มีทั้งผิวเรียบและผิวลายไม้ เป็นวัสดุสำหรับงานตกแต่ง ซึ่งปกติแล้วจะติดตั้งโดยยึดสกรูเข้ากับโครงสร้างตามลักษณะการใช้งาน เช่น ยึดกับตง ยึดกับโครงคร่าว เป็นต้น โดยโครงสร้างที่ว่านี้ควรเป็นวัสดุที่แข็งแรง ได้มาตรฐาน และติดตั้งตามระยะที่คู่มือกำหนด ระแนงไม้เทียม ภาพ: ไม้เทียมไฟเบอร์ซีเมนต์แบบผิวเรียบทาสี (ซ้าย) และแบบผิวลายไม้ (ขวา) สีของไม้เทียมไฟเบอร์ซีเมนต์ ? ไม้เทียมไฟเบอร์ซีเมนต์\ มีเนื้อวัสดุเป็นสีเทา เราสามารถทาสีรองพื้นแล้วเลือกเฉดสีตามต้องการมาทาทับ เมื่อใช้งานไปนานๆ สีอาจซีดจางหรือหลุดล่อนบ้าง แต่สามารถทาทับตกแต่งใหม่ได้ไม่ยาก นอกจากนี้ ไม้เทียมไฟเบอร์ซีเมนต์บางประเภทอาจมีรุ่นที่ทำสีมาจากโรงงานซึ่งจะติดทนทานกว่าแบบทาสีทับเอง นับเป็นอีกทางเลือกที่สะดวกต่อการใช้งานและดูแลรักษา ระแนงไม้เทียม วัสดุไฟเบอร์ซีเมนต์ใช้ทำระแนงไม้เทียมภายนอก ไม้ SCG ภาพ: ไม้เทียมไฟเบอร์ซีเมนต์สีซีเมนต์ (บนซ้าย) และสีอื่นๆ ซึ่งทำสำเร็จจากโรงงาน เลือกซื้อ ไม้เทียม เอสซีจี (วัสดุไฟเบอร์ซีเมนต์) คลิก\ สนใจ รั้ว ระแนง บังตา พร้อมบริการติดตั้ง คลิก\ ระแนงไม้เทียมไฟเบอร์ซีเมนต์ ใช้ทำอะไรได้บ้าง ? ไม้เทียมไฟเบอร์ซีเมนต์ใช้ทำ ไม้ระแนงไม้เทียมภายนอก\ เป็นงานตกแต่งที่ได้ลุคใกล้เคียงไม้จริง โดยเลือกรุ่นที่สอดคล้องกับการใช้งาน ยกตัวอย่างไม้เทียมไฟเบอร์ซีเมนต์ของ เอสซีจี แต่ละรุ่นจะเหมาะกับการใช้งาน ดังนี้ ไม้บังตา เอสซีจี หนา 12 มม. เหมาะกับใช้ทำระแนงไม้เทียมภายนอก ในรูปของระแนงแผงบังแดด แผงบังตา ไม้รั้ว เอสซีจี มีความหนา 2 ขนาด คือ 12 มม. และ 16 มม. เหมาะกับใช้ทำระแนงไม้เทียมภายนอกในรูปของระแนงรั้ว แผงบังแดด และแผงบังตา ไม้ระแนง เอสซีจี หนา 8 มม. เหมาะใช้สำหรับทำระแนงฝ้าชายคา ไม้ตกแต่งเอสซีจี รุ่นไลน์ ขนาดหน้าตัด 1x2 นิ้ว เหมาะกับใช้ทำระแนงแผงบังตา แผงบังแดด หรือระแนงตกแต่งผนัง ระแนงไม้เทียม ภายนอก ไม้ SCG ภาพ: แผงบังแดดจากระแนงไม้เทียมไฟเบอร์ซีเมนต์ ระแนงไม้เทียมภายนอก ระแนงแผงบังตา ไม้ SCG ภาพ: แผงบังตาจากระแนงไม้เทียมไฟเบอร์ซีเมนต์ รั้วระแนงไม้เทียมภายนอก ไม้ SCG ภาพ: ระแนงไม้เทียมไฟเบอร์ซีเมนต์ในรูปของรั้ว (ซ้าย) และฝ้าชายคาระบายอากาศ (ขวา) รั้วระแนงไม้เทียมภายนอก ไม้ SCG ภาพ: ตกแต่งผนังรั้วด้วยระแนงไม้เทียมไฟเบอร์ซีเมนต์ (ไม้ตกแต่ง เอสซีจี รุ่น ไลน์) เลือกซื้อ ไม้เทียม เอสซีจี สำหรับทำระแนงไม้เทียม คลิก\ สนใจ รั้ว ระแนง บังตา พร้อมบริการติดตั้ง คลิก\ ก่อนจะเลือกใช้ระแนงไม้เทียมภายนอก วัสดุไฟเบอร์ซีเมนต์ มาถึงตรงนี้ เจ้าของบ้านคงได้รู้จัก ไม้เทียมไฟเบอร์ซีเมนต์\ และแนวทางใช้งานสำหรับทำไม้ระแนง\ ตกแต่งภายนอกบ้านไปพอสมควร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องคุณสมบัติ การใช้งานทำระแนงไม้เทียมภายนอกทั้ง รั้ว แผงบังตา ทั้งนี้ยังมีอีกสิ่งสำคัญที่เจ้าของบ้านควรทราบก็คือ ไม้เทียมไฟเบอร์ซีเมนต์เป็นวัสดุสำหรับงานตกแต่งเท่านั้น ไม่สามารถใช้ทำโครงสร้างได้ จึงควรใส่ใจในการเลือกใช้อย่างเหมาะสม สรุป การตกแต่งภายนอกบ้านให้สวยงามและใช้งานได้ยาวนานด้วย ระแนงไม้เทียม ที่ผลิตจาก ไม้เทียมไฟเบอร์ซีเมนต์ เป็นทางเลือกที่ได้รับความนิยมสูง เนื่องจากวัสดุชนิดนี้ผลิตจากปูนซีเมนต์ผสมเส้นใยเซลลูโลสและผ่านการอบไอน้ำแรงดันสูง ทำให้มีความเหนียว แข็งแรง ทนแดดทนฝน และหมดปัญหาเรื่อง ปลวกไม่กิน เหมือนไม้จริง สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้หลากหลายฟังก์ชัน ไม่ว่าจะเป็น แผงบังตา แผงบังแดด ไม้รั้ว หรือ ระแนงฝ้าชายคา โดย ไม้ระแนง เอสซีจี มีให้เลือกหลายขนาดความหนาตามความเหมาะสมของการใช้งาน เช่น หนา 8 มม. สำหรับฝ้า หรือ 12-16 มม. สำหรับทำรั้วและบังตา นอกจากนี้ยังมีผิวสัมผัสทั้งแบบเรียบและลายไม้ พร้อมตัวเลือกสีสำเร็จจากโรงงานที่ช่วยให้สีติดทนนาน อย่างไรก็ตาม ควรระวังว่าไม้เทียมเป็นวัสดุสำหรับงานตกแต่งเท่านั้น ไม่สามารถใช้เป็นโครงสร้างรับน้ำหนักหลักได้ อ่านเพิ่มเติม : ไอเดียทำรั้วระแนงบังตาสวยๆ หลายรูปแบบ\ อ่านเพิ่มเติม : ไอเดียเพิ่มลูกเล่นให้กับระแนงบังตา-แผงบังแดด\ อ่านเพิ่มเติม : รั้วระแนงไม้ ระแนงบังตา เลือกตีระแนงแบบไหนดี?\ เลือกซื้อ ไม้เทียม เอสซีจี (วัสดุไฟเบอร์ซีเมนต์) คลิก\ เลือกซื้อวัสดุไฟเบอร์ซีเมนต์ ทำระแนงไม้เทียมภายนอก ไม้ตกแต่ง ไม้ระแนง\ และวัสดุตกแต่งไฟเบอร์ซีเมนต์อื่นๆ รวมถึง บริการติดรั้วระแนง\ โดยทีมงานมืออาชีพแบบครบวงจร พร้อมรับข้อเสนอและโปรโมชันพิเศษทั้งสินค้าและบริการได้ที่ SCGHOME.COM หรือ SCGHOME APP วิธีสั่งซื้อกับ SCG Home ง่ายๆ เพียง 3 ขั้นตอน สะดวกและรวดเร็ว กดเลือกสินค้าและจำนวนที่ต้องการสั่งซื้อสินค้าผ่านเว็บไซต์ SCGHOME.COM ชำระเงินตามยอดในรายการสั่งซื้อ เพื่อยืนยันการจัดส่งสินค้า ติดตามสถานะการจัดส่ง สอบถามข้อมูลสินค้าหรือต้องการความช่วยเหลือสั่งสินค้าได้ผ่านทาง: SCGHOME Contact Center: 02-586-1222 หรือ แอดไลน์ @scghome บทความโดย: ทีม Content Creator | SCG HOME ทีม Content Creator จบการศึกษาด้านสถาปัตยกรรมสาขาต่าง ๆ มีประสบการณ์ทำงานในวงการออกแบบและก่อสร้าง มีผลงานสร้างสรรค์คอนเทนต์มามากกว่า 10 ปี ในด้านความรู้เกี่ยวกับการก่อสร้าง วัสดุก่อสร้าง สินค้าและบริการเพื่อบ้าน ผลิตคอนเทนต์หลากหลายรูปแบบทั้งบทความ ภาพพร้อมคำบรรยาย อินโฟกราฟิก และวีดีโอ ผ่านสื่อต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบหนังสือ แผ่นพับ นิทรรศการ จอมอนิเตอร์ ตลอดจนช่องทางออนไลน์ทั้งเว็บไซต์และสื่อโซเชียล
การติดตั้งหลังคาโซลาร์เซลล์ เป็นอีกหนึ่งวิธีประหยัดค่าไฟที่เจ้าของบ้านหลายสนใจ แต่ก็ต้องใช้งบประมาณในการลงทุนติดตั้งระบบ ดังนั้น เราจึงควรทำความเข้าใจรายละเอียดเพื่อประกอบการพิจารณา ตั้งแต่ส่วนประกอบและประเภทของหลังคาโซลาร์เซลล์ ค่าไฟที่ประหยัดได้และการคืนทุน โดยประมาณ รวมถึงปัจจัยในการเลือกผู้ให้บริการที่มีคุณภาพมาตรฐาน ทั้งงานติดตั้งและอุปกรณ์ที่ใช้ ไปจนถึงการดูแลรักษา เรื่องที่ 1: หลังคาโซลาร์เซลล์คืออะไร? ทำความรู้จักระบบ Solar Rooftop และส่วนประกอบสำคัญ หลังคาโซลาร์เซลล์ (Solar Rooftop) คือ หลังคาโซลาร์เซลล์ หรือ หลังคา Solar Roof หรือที่หลายคนคุ้นหูกันในชื่อ “โซลาร์รูฟท็อป” (Solar Rooftop) คือการเปลี่ยนพื้นที่บนหลังคาบ้านให้กลายเป็นแหล่งผลิตพลังงาน โดยใช้แผงโซลาร์เซลล์ทำหน้าที่รับแสงอาทิตย์แล้วเปลี่ยนเป็นกระแสไฟฟ้าเพื่อใช้ในครัวเรือน การทำงานของระบบเริ่มจากแผงโซลาร์เซลล์ดูดซับแสงแดดและผลิตเป็นไฟฟ้ากระแสตรง (DC) ออกมา จากนั้นจะส่งกระแสไฟผ่านไปยังอินเวอร์เตอร์ เพื่อแปลงให้เป็นกระแสสลับ (AC) ก่อนจะจ่ายเข้าสู่ตู้เบรกเกอร์ เพื่อกระจายกระแสไฟไปหล่อเลี้ยงเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ ภายในบ้านต่อไป อ่านเพิ่มเติม: ศัพท์เรื่องบ้าน: หลังคาโซลาร์เซลล์ (Solar Roof)\ หลังคาโซลาร์เซลล์ SCG Solar Roof Solutions พร้อมบริการติดตั้งครบวงจร คลิก\ ส่วนประกอบสำคัญของระบบโซลาร์เซลล์บนหลังคา (Solar Roof) โดยหลักแล้วการติดตั้งหลังคาโซลาร์เซลล์ จะต้องมีส่วนประกอบสำคัญ ได้แก่ 1) แผงโซลาร์เซลล์ 2) อินเวอร์เตอร์ 3) กล่องควบคุมระบบไฟฟ้า และ 4) ระบบโครงสร้างติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์และสายไฟ 1) แผงโซลาร์เซลล์ ทำหน้าที่รับแสงอาทิตย์และแปลงเป็นพลังงานไฟฟ้ากระแสตรง (DC) มี 3 ประเภทหลักที่นิยมใช้กัน ได้แก่ โมโนคริสตัลไลน์ (Monocrystalline): ทำจากผลึกซิลิคอนบริสุทธิ์สูง แต่ละเซลล์มีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยมตัดทั้ง 4 มุม แผ่นมักมีสีดำคือสีจะเข้มกว่าแผงโซลาร์ประเภทอื่นๆ มีประสิทธิภาพการผลิตไฟสูงสุด ทนความร้อนได้ดี เป็นที่นิยม เพราะใช้พื้นที่ติดตั้งน้อยสุด และอายุการใช้งานนานที่สุด โพลีคริสตัลไลน์ (Polycrystalline): ทำจากผลึกซิลิคอนที่นำมาหลอมรวมกัน แต่ละเซลล์เป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสไม่ตัดมุม แผ่นมักมีสีน้ำเงิน ประสิทธิภาพจะรองลงมาจากแบบ Monocrystalline เล็กน้อย แต่ราคาย่อมเยากว่า ทินฟิล์ม (Thin Film): เป็นการใช้สารที่มีคุณสมบัติแปลงพลังงานจากแสงให้เป็นกระแสไฟฟ้าได้ มาเคลือบบนแผ่นฟิล์ม แผงประเภทนี้มีประสิทธิภาพการผลิตไฟต่ำที่สุด จึงใช้พื้นที่ติดตั้งมากกว่าแบบอื่น ไม่นิยมใช้กับบ้านทั่วไป แต่ด้วยคุณสมบัติที่น้ำหนักเบาและโค้งงอได้ จึงเหมาะสำหรับติดตั้งบนพื้นผิวโค้งมน ไม่เรียบ เช่น หลังคารถหลังคาหรือผนังอาคารที่โค้ง นอกจากนี้ แผงโซล่าเซลล์ยังมีการจัดอันดับเกรดมาตรฐานของบริษัทผู้ผลิต โดยแบรนด์ที่ได้รับการจัดอันดับเป็น Tier 1 จะเป็นผู้ผลิตที่น่าเชื่อถือ มาตรฐานการผลิตครบวงจร การเงินมั่นคง เจ้าของบ้านสามารถวางใจได้กับการรับประกันแผงโซลาร์เซลล์ที่ยาวนานถึง 25 ปี 2) อินเวอร์เตอร์ ทำหน้าที่แปลงไฟฟ้ากระแสตรง (DC) ที่ได้จากแผงโซลาร์เซลล์ ให้เป็นไฟฟ้ากระแสสลับ (AC) เพื่อให้สามารถนำมาใช้กับเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านได้ ซึ่งที่นิยมใช้จะมี 2 แบบ คือ สตริงอินเวอร์เตอร์ และไมโครอินเวอร์เตอร์ สตริงอินเวอร์เตอร์ (String Inverter) เชื่อมต่อแผงโซล่าเซลล์แบบอนุกรม ตัวอินเวอร์เตอร์ติดตั้งไว้ในบ้าน จึงสะดวกทั้งในแง่การติดตั้งและดูแลรักษา แต่มีข้อควรคำนึง คือหากเกิดอุปสรรคในการผลิตไฟฟ้า เช่น โดนบังด้วยเงาเมฆ กิ่งไม้ แม้เพียงแค่แผงเดียว ประสิทธิภาพการผลิตไฟทั้งระบบจะลดลงตาม ดังนั้น สตริงอินเวอร์เตอร์จึงเหมาะกับหลังคาเรียบที่มั่นใจได้ว่าไม่มีเงาบัง ไมโครอินเวอร์เตอร์ (Microinverter) เป็นอินเวอร์เตอร์ขนาดเล็กติดตั้งอยู่ใต้แผงโซล่าเซลล์แต่ละแผง จึงทำงานเป็นอิสระจากกัน หากแผงใดมีปัญหา เช่น โดนเงาบัง แผงอื่นๆ ก็ยังคงทำงานได้ปกติ และยังมีความปลอดภัยสูงเนื่องด้วยระบบแรงดันไฟฟ้าต่ำ (Low Voltage) เพราะแปลงกระแสไฟฟ้าจากกระแสตรงเป็นกระแสสลับตั้งแต่อยู่บนหลังคา และมีระบบ Rapid Shutdown ที่ตัดไฟทันทีเมื่อเกิดเหตุ ตอบโจทย์บ้านที่มีหลังคาซับซ้อน เสี่ยงโดนเงาบังบางส่วนในบางเวลา หรือเน้นความปลอดภัยสูงสุด อย่างไรก็ตาม ไมโครอินเวอร์เตอร์มีราคาสูงกว่าสตริงอินเวอร์เตอร์ และด้วยตำแหน่งติดตั้งที่อยู่บนหลังคาจึงซ่อมบำรุงยากกว่า 3) กล่องควบคุมระบบไฟ (Combiner Box / Control Box) เป็นตู้รวบรวมสายไฟของระบบโซลาร์เซลล์และอุปกรณ์ป้องกันอันตรายทางไฟฟ้า เป็นอีกอุปกรณ์ที่ต้องเน้นเรื่องคุณภาพมาตรฐานเพื่อความปลอดภัย ลดความเสี่ยงจากปัญหาระบบไฟฟ้า ภายในกล่องควรประกอบด้วยอุปกรณ์เกรดคุณภาพได้มาตรฐาน เช่น เบรกเกอร์สำหรับตัดวงจรเมื่อเกิดไฟฟ้าลัดวงจรหรือใช้ไฟเกิน อุปกรณ์กันฟ้าผ่า/กันไฟกระชากคุณภาพสูงเพื่อป้องกันความเสียหายต่ออินเวอร์เตอร์ และหากติดตั้งภายนอกอาคาร ตัวกล่องต้องมีคุณสมบัติกันน้ำกันฝุ่นที่เหมาะสม 4) ระบบโครงสร้างติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์และสายไฟ ประกอบด้วย “ราง” กับ “อุปกรณ์ยึด” โดยวัสดุที่ใช้ทำรางควรทนทานต่อแรงลม ทนสนิมและการกัดกร่อนสูง เช่น อะลูมิเนียมชุบแข็ง หรือเหล็กชุบกัลวาไนซ์ ในขณะที่อุปกรณ์ยึด จะต้องออกแบบให้เหมาะสมกับประเภทของหลังคาแต่ละแบบ เพื่อป้องกันปัญหาน้ำรั่วซึมในอนาคต ส่วน “สายไฟโซลาร์เซลล์” เป็นสายไฟฝั่งกระแสตรง (DC) ที่ต้องรับไฟจากแผงลงมายังอินเวอร์เตอร์ จึงต้องออกแบบมาสำหรับระบบโซล่าเซลล์โดยเฉพาะ ฉนวนหุ้มต้องมีความเหนียว ทนทานต่อความร้อน รังสี UV และสภาพอากาศภายนอกได้ดีเยี่ยม อ่านเพิ่มเติม: Microinverter VS String Inverter: ต่างกันอย่างไร?\ หลังคาโซลาร์เซลล์ SCG Solar Roof Solutions พร้อมบริการติดตั้งครบวงจร คลิก\ นอกจากนี้ ยังมีอุปกรณ์เสริมที่เจ้าของบ้านควรทราบ ไม่ว่าจะเป็น... หมวดระบบเก็บสำรองพลังงาน (Energy Storage System) สำหรับระบบ Hybrid และ Off-Grid แบตเตอรี่สำรองไฟ (Battery Storage) ปัจจุบันนิยมใช้แบตเตอรีลิเธียมไอออน ทำหน้าที่กักเก็บไฟฟ้าส่วนเกินที่ผลิตได้ในช่วงเวลากลางวัน เพื่อนำมาจ่ายไฟให้บ้านในตอนกลางคืน หรือสำรองในกรณีไฟดับ ปัจจุบันนิยมใช้ ชุดโมดูลแบตเตอรีสำหรับประกอบต่อขยาย (Battery Module) เพิ่มความจุของการเก็บไฟได้ในอนาคต ตามความต้องการใช้ไฟฟ้าของบ้านที่อาจเพิ่มขึ้น ระบบเก็บพลังงานไฟฟ้าแบบครบวงจร (All-in-one Energy Storage / Smart Guard): เปรียบเสมือน “ตู้จัดเก็บและบริหารพลังงานไฟฟ้าอัจฉริยะ” รวมเอาทั้งอินเวอร์เตอร์ แบตเตอรี และระบบจัดการไฟสำรองอัตโนมัติ ไว้ในตู้เดียว สามารถสลับแหล่งจ่ายไฟจากแผงโซลาร์ แบตเตอรี และไฟจากการไฟฟ้าได้อย่างไร้รอยต่อ หมวดการจัดการและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต (Optimization & Control) Smart PV Optimizer เป็นอุปกรณ์เสริมติดตั้งใต้แผงโซลาร์เซลล์ที่มักใช้คู่กับสตริงอินเวอร์เตอร์) ช่วยให้แต่ละแผงทำงานเป็นอิสระต่อกัน ช่วยลดปัญหากรณีเกิดเงาบัง โดยจะรักษากำลังการผลิตรวมไม่ให้ตกลงไปตามแผงที่โดนบัง Power Module ที่ทำหน้าที่บริหารจัดการและปรับเสถียรภาพการแปลงกระแสไฟฟ้า ให้เหมาะสมกับการดึงไฟไปใช้งานภายในบ้าน หมวดการวัดผลและตรวจสอบอัจฉริยะ (Smart Monitoring & Sensing) มิเตอร์วัดพลังงานไฟฟ้า และ Smart Power Sensor ติดตั้งไว้ในตู้ไฟ (Consumer Unit) ของบ้าน คอยตรวจจับทิศทาง ว่าตอนไหนกำลังใช้ไฟจากแผงโซลาร์ หรือตอนไหนใช้ไฟจากการไฟฟ้า รวมถึงป้องกันไฟย้อนกลับเข้าสายส่งของการไฟฟ้า (Zero Export) ในกรณีที่ไม่ได้ขออนุญาตขายไฟคืน หน่วยถ่ายโอนข้อมูลโซลาร์ (Data Logger / Dongle) เชื่อมต่อและส่งข้อมูลจากระบบโซล่าเซลล์ ไปยังระบบคลาวด์ แสดงข้อมูลการผลิตไฟ การใช้ไฟ และสถานะการทำงานต่างๆ ผ่านแอปพลิเคชันบนสมาร์ทโฟน เรื่องที่ 2: หลังคาโซล่าเซลล์มีกี่แบบ เลือกแบบไหนดี? ระบบโซล่าเซลล์สำหรับติดตั้งบนหลังคา แบ่งออกเป็น 3 ระบบหลัก ได้แก่ ระบบ Off-Grid ระบบ On-Grid และระบบ Hybrid 1) หลังคาโซลาร์เซลล์ ระบบออฟกริด (Off-Grid System) เป็นระบบอิสระที่ไม่เชื่อมต่อกับสายไฟของการไฟฟ้า (Stand Alone) จึงไม่ต้องขออนุญาตจากการไฟฟ้า เน้นแปลงไฟจากแสงอาทิตย์มาใช้ในช่วงกลางวันโดยตรง หากต้องการใช้ไฟตอนกลางคืนต้องลงทุนติดตั้ง “แบตเตอรี่สำรองไฟ” ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ระบบนี้จึงเหมาะกับพื้นที่ห่างไกลที่ไฟฟ้าเข้าไม่ถึง เช่น ชุมชนบนภูเขาและดอยสูง พื้นที่ป่าไม้และพื้นที่อนุรักษ์ เกาะขนาดเล็ก พื้นที่ชนบทห่างไกล 2) หลังคาโซลาร์เซลล์ ระบบออนกริด (On-Grid System) ระบบนี้จะเชื่อมต่อกับการไฟฟ้า จึงต้องขออนุญาตจาก 3 หน่วยงานรัฐฯ ก่อนติดตั้ง (เขต/เทศบาล, การไฟฟ้า, และ กกพ.) หลักการทำงานคือดึงไฟจากแผงโซลาร์มาใช้ในบ้านก่อน หากไม่พอก็จะดึงไฟจากการไฟฟ้ามาเสริม และถ้าผลิตไฟเหลืออาจขายคืนการไฟฟ้าได้ (เฉพาะช่วงเวลาและเงื่อนไขที่การไฟฟ้าประกาศ) ระบบนี้จะไม่มีแบตเตอรีสำรองไฟ จึงเหมาะกับบ้านหรืออาคารที่ใช้ไฟเยอะช่วงกลางวัน ปัจจุบันระบบ On-Grid เป็นระบบที่นิยมที่สุด เพราะไม่ต้องแบกรับต้นทุนค่าแบตเตอรี่ จึงคืนทุนได้รวดเร็ว 3) หลังคาโซลาร์เซลล์ ระบบไฮบริด (Hybrid System) เป็นระบบผสมผสานระหว่างออนกริดและออฟกริด (ต้องขออนุญาตจากภาครัฐฯ ด้วย) ไฟฟ้าที่ผลิตได้จะถูกนำมาใช้ในบ้านก่อน ส่วนที่เหลือจะถูกเก็บเข้าแบตเตอรี เพื่อสำรองไว้ใช้ในเวลากลางคืนหรือตอนไฟดับ ถือเป็นระบบที่บริหารจัดการพลังงานที่ครอบคลุมการใช้พลังงานไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์อย่างเต็มที่ แต่เนื่องจากต้นทุนของแบตเตอรียังค่อนข้างสูง ทำให้ระยะเวลาคืนทุนนานกว่า จึงยังได้รับความนิยมน้อยกว่าระบบออนกริด สรุปแล้ว ระบบโซลาร์เซลล์บนหลังคาแบ่งเป็น 3 รูปแบบหลัก คือ 1) Off-Grid ระบบอิสระไม่พึ่งไฟจากการไฟฟ้า เหมาะกับพื้นที่ห่างไกล (ต้องใช้แบตเตอรี่) 2) On-Grid ระบบยอดนิยมที่ต้องเชื่อมต่อกับการไฟฟ้า คืนทุนไวที่สุด เหมาะกับบ้านที่เน้นใช้ไฟช่วงกลางวัน และ 3) Hybrid ระบบผสมที่เชื่อมต่อไฟหลวงและมีแบตเตอรี่สำรองไว้ใช้ตอนกลางคืนหรือยามไฟดับ แต่ปัจจุบันยังมีต้นทุนสูงและคืนทุนช้ากว่าระบบอื่น อ่านเพิ่มเติม: ระบบหลังคาโซลาร์เซลล์ (Solar Roof) มีกี่แบบ? เลือกแบบไหนให้คุ้มค่าและประหยัดไฟ\ อ่านเพิ่มเติม: ระบบหลังคาโซลาร์เซลล์ “มีแบตเตอรีด้วยดีมั้ย??”\ หลังคาโซลาร์เซลล์ SCG Solar Roof Solutions พร้อมบริการติดตั้งครบวงจร คลิก\ เรื่องที่ 3: ติดแผงโซล่าเซลล์บนหลังคา คุ้มไหม ราคาเท่าไหร่ กี่ปีคืนทุน (อัปเดต พ.ศ. 2569) ใช้ไฟแบบไหน ติดหลังคาโซลาร์เซลล์แล้วคุ้ม? การติดแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้านเพื่อมุ่งหวังความคุ้มค่า นั่นหมายถึง “ต้องการลดการใช้ไฟจากการไฟฟ้า” ดังนั้นเราจะเน้นพูดถึงการติดตั้งหลังคาโซลาร์เซลล์ระบบ On-Grid เป็นหลัก คือแปลงแสงแดดเป็นพลังงานไฟฟ้าใช้ ณ เวลานั้นๆ ซึ่งจะเหมาะกับบ้านที่มีการจ่ายค่าไฟตั้งแต่ 3,000 บาท/เดือนขึ้นไป โดยเน้นใช้ไฟกลางวันมากและมีการเปิดแอร์ตอนกลางวันเยอะ ซึ่งสำหรับบ้านพักอาศัยอาจคืนทุนได้ใน 4-6 ปี ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการใช้ไฟ ค่าไฟเกิน 3,000 บาท แต่กลางวันใช้ไฟน้อย เก็บไฟในแบตเตอรีไว้ใช้กลางคืนดีไหม? หากบ้านของเรามีค่าไฟเกิน 3,000 บาท แต่ตอนกลางวันไม่ได้ใช้ไฟเยอะ ไม่มีการเปิดแอร์ อาจไม่คุ้มที่จะติดตั้งหลังคาโซลาร์เซลล์ ส่วนมุมมองที่ว่า อยากหันมาใช้ระบบ Hybrid มีแบตเตอรีสำรองไฟ แม้เวลากลางวันจะใช้ไฟฟ้าน้อยก็ไม่เป็นไร เราสำรองไว้ในแบตเตอรีเอาไว้ใช้ในเวลากลางคืนได้ ตรงนี้ต้องทราบก่อนว่าแม้ในปัจจุบัน (พ.ศ. 2569) ราคาแบตเตอรีจะลดลงมาบ้าง แต่ในภาพรวมก็นับว่าเป็นต้นทุนที่ยังค่อนข้างสูง ทำให้การใช้ไฟจากการไฟฟ้าในตอนกลางคืนดูคุ้มค่ากว่า ดังนั้นต่อให้เป็นบ้านที่เลือกใช้ระบบ Hybrid ก็ควรเน้นการใช้ไฟฟ้าจากแผงโซลาร์เซลล์ในช่วงกลางวันเยอะ ส่วนไฟฟ้าที่สำรองไว้ในแบตเตอรีควรเก็บไว้ใช้ในกรณีฉุกเฉิน ซึ่งมักจะเหมาะกับบ้านที่ไฟจากการไฟฟ้าจ่ายไฟได้ไม่สม่ำเสมอ เกิดการไฟดับบ่อย ขายไฟคืนภาครัฐ ช่วยให้คุ้มค่ามากขึ้นหรือไม่? หากติดตามข่าวสารจากการไฟฟ้า จะพบว่าบางช่วงเวลารัฐบาลประกาศรับซื้อไฟจากระบบหลังคาโซล่าเซลล์ตามบ้าน อย่างไรก็ตามการขายไฟคืนถือเป็นเพียง “ผลพลอยได้” เท่านั้น เนื่องจากราคารับซื้อคืนจะต่ำกว่าราคาค่าไฟที่เราจ่ายปกติ (และมักรับซื้อเฉพาะระบบ On-Grid) เน้นย้ำว่าความคุ้มค่าที่แท้จริงของการติด Solar Roof คือการดึงพลังงานมาใช้ทดแทนไฟหลวงในช่วงกลางวันให้ได้มากที่สุด ดังนั้นควรเน้นใช้ไฟตอนกลางวันเป็นหลัก ส่วนกลางคืนก็กลับไปใช้ไฟจากการไฟฟ้าตามปกติจะคุ้มค่าที่สุด (ณ ปัจจุบัน เมษายน 2569 ทางรัฐบาลไม่มีนโยบายรับซื้อไฟฟ้าจาก Solar Rooftop ตามบ้านทั่วไป) อ่านเพิ่มเติม: ติดตั้งหลังคาโซลาร์เซลล์ SCG คุ้มไหม...ไฟก็ฟรี ขายคืนภาครัฐก็ได้ ?\ หลังคาโซลาร์เซลล์ SCG Solar Roof Solutions พร้อมบริการติดตั้งครบวงจร คลิก\ เรื่องที่ 4: แผงโซลาร์เซลล์บนหลังคา ใช้ไฟฟ้าได้ขนาดไหน ประหยัดค่าไฟได้เท่าไหร่ ยกตัวอย่างแพ็กเกจ SCG Smart System Solution เทียบขนาดกำลังไฟฟ้าที่ผลิตได้จากแผงโซล่าเซลล์ กับการใช้งานเครื่องใช้ไฟฟ้า (หลอดไฟ, ตู้เย็น, ทีวี และแอร์ขนาด 9,000 BTU ประมาณ 5-6 ชม.) และค่าไฟที่ประหยัดได้ โดยประมาณ (ราคาแพ็กเกจแบบธรรมดา เริ่มต้น 3.72 kW ประมาณ 144,000 บ. แพ็กเกจพรีเมียม เริ่มต้น 3.75 kW ประมาณ 199,000 บ.) ระบบไฟฟ้า 1 เฟส ขนาด 3.72 kWn(มาตรฐาน) หรือ 3.75 kW (พรีเมียม) แผงโซลาร์เซลล์ 6 แผง (ใช้พื้นที่ 12 - 17 ตร.ม.) ประหยัดค่าไฟเดือนละ 1,700 - 2,200 บาท (ไฟฟ้าที่ใช้ได้: หลอดไฟ 10 ดวง, ตู้เย็น 3 ตู้, ทีวี 3 เครื่อง, แอร์ 2 เครื่อง) ขนาด 4.96 kW (มาตรฐาน) หรือ 5.00 kW (พรีเมียม) แผงโซลาร์เซลล์ 8 แผง (ใช้พื้นที่ 16 - 22 ตร.ม.) ประหยัดค่าไฟเดือนละ 2,300 - 2,900 บาท ไฟฟ้าที่ใช้ได้: หลอดไฟ 10 ดวง, ตู้เย็น 3 ตู้, ทีวี 3 เครื่อง, แอร์ 3 เครื่อง ระบบไฟฟ้า 3 เฟส แพ็กเกจพรีเมียม ขนาด 5.62 kW แผงโซลาร์เซลล์ 9 แผง (ใช้พื้นที่ 18 - 25 ตร.ม.) ประหยัดค่าไฟเดือนละ 2,800 - 3,300 บาท(ไฟฟ้าที่ใช้ได้: หลอดไฟ 10 ดวง, ตู้เย็น 2 ตู้, ทีวี 3 เครื่อง, แอร์ 4 เครื่อง) ขนาด 10.00 kW แผงโซลาร์เซลล์ 16 แผง (ใช้พื้นที่ 32 - 45 ตร.ม.) ประหยัดค่าไฟเดือนละ 4,600 - 5,900 บาท (ไฟฟ้าที่ใช้ได้: หลอดไฟ 25 ดวง, ตู้เย็น 4 ตู้, ทีวี 4 เครื่อง, แอร์ 8 เครื่อง) ขนาด 15.63 kW แผงโซลาร์เซลล์ 25 แผง (ใช้พื้นที่ 50 - 70 ตร.ม.) ประหยัดค่าไฟเดือนละ 7,200 - 9,300 บาท ฟฟ้าที่ใช้ได้: หลอดไฟ 30 ดวง, ตู้เย็น 5 ตู้, ทีวี 6 เครื่อง, แอร์ 12 เครื่อง ขนาด 25.00 kW แผงโซลาร์เซลล์ 40 แผง (ใช้พื้นที่ 80 - 112 ตร.ม.) ประหยัดค่าไฟเดือนละ 11,600 - 14,900 บาท ไฟฟ้าที่ใช้ได้: หลอดไฟ 35 ดวง, ตู้เย็น 7 ตู้, ทีวี 8 เครื่อง, แอร์ 19 เครื่อง หลังคาโซลาร์เซลล์ SCG Solar Roof Solutions พร้อมบริการติดตั้งครบวงจร คลิก\ เรื่องที่ 5: 4 เช็กลิสต์ก่อนติดตั้งโซล่าเซลล์บนหลังคาบ้าน หากกำลังมองหาเช็กลิสต์เพื่อประเมินว่าบ้านของเราเหมาะกับการติดตั้งหลังคาโซลาร์เซลล์ (Solar Rooftop) หรือไม่นั้น เบื้องต้นเจ้าของบ้านสามารถพิจารณาได้จากพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าของเรา ลักษณะบ้าน อาคาร หลังคาที่ผู้ให้บริการติดตั้งแต่ละเจ้ากำหนดไว้ 1) พฤติกรรมการใช้ไฟฟ้า ควรเป็นบ้านที่มีค่าไฟขั้นต่ำ 3,000 บาทต่อเดือน และมีการใช้ไฟในช่วงกลางวันอย่างสม่ำเสมอ เช่น มีการเปิดแอร์อย่างน้อย 1 ตัว 2) ลักษณะบ้าน อาคารและทิศทางของหลังคา ยกตัวอย่างสำหรับหลังคาโซลาร์ SCG Solar Roof มีข้อกำหนดดังนี้ เป็นบ้านเดี่ยว ทาวน์เฮาส์ หรืออาคารที่มีความสูงไม่เกิน 3 ชั้น โครงสร้างหลังคาต้องแข็งแรงสมบูรณ์ หลังคาไม่อยู่ตำแหน่งที่มีเงาของตึกหรือต้นไม้บัง หลังคามีความชันไม่เกิน 35 องศา (โดยองศาที่รับแสงได้ดีที่สุดคือ 15 องศา) หันไปทางทิศใต้หรือทิศตะวันตกเพื่อประสิทธิภาพสูงสุด 3) รายละเอียดของหลังคา ยกตัวอย่างสำหรับหลังคาโซลาร์ SCG มีข้อกำหนดดังนี้ หลังคาที่สามารถติดตั้งได้ พื้นดาดฟ้าคอนกรีต หลังคามุงกระเบื้องหลังคาคอนกรีต เซรามิก เมทัลชีท หลังคาที่ไม่สามารถติดตั้งได้ หลังคามุง Shingle Roof หลังคามุงกระเบื้องไฟเบอร์ซีเมนต์ ยกเว้นกรณีเป็นหลังคามุงหลังคากระเบื้องลอนคู่ จะสามารถติดตั้งได้ก็ต่อเมื่อมีการปรับปรุงหลังคาด้วยวิธี Top Up Roof เท่านั้น 4) ไฟฟ้าในบ้านเราเป็นกี่เฟส และจะผลิตไฟจาก Solar Roof ได้สูงสุดกี่ kW ? ไม่ว่าเราจะใช้ไฟฟ้า 1 เฟส หรือ 3 เฟส ก็ติดตั้ง Solar Roof ได้ ซึ่งจะผลิตไฟฟ้าได้เท่าไหร่นั้น ขึ้นอยู่กับแพ็กเกจของผู้ให้บริการแต่ละเจ้า ยกตัวอย่างบริการติดตั้งหลังคาโซลาร์เซลล์ SCG Solar Roof ไฟฟ้า 1 เฟส แผงโซลาร์ 7 แผง ผลิตไฟได้ 3.15 kW แผงโซลาร์สูงสุด 11 แผง ผลิตไฟได้ 4.95 kW ไฟฟ้า 3 เฟส ใช้แผงโซลาร์ 12 แผง ผลิตไฟได้ 5.4 kW แผงโซลาร์สูงสุด 52 แผง ผลิตไฟได้ 23.4 kW เมื่อเราพิจารณาปัจจัยเหล่านี้ครบถ้วนจนพอมองเห็นภาพ ก็สามารถติดต่อทีมติดตั้งเข้ามาสำรวจหน้างาน เพื่อตรวจสอบเชิงลึก เช่น ความแข็งแรงของโครงหลังคา ความเป็นไปได้ในการติดตั้ง รายละเอียดการใช้ไฟฟ้าและระบบไฟฟ้าในบ้าน รวมถึงและเสนอราคาแพ็กเกจที่เหมาะกับบ้านของเราอีกครั้ง อ่านเพิ่มเติม: อยากติดหลังคาโซลาร์เซลล์ (Solar Roof) เริ่มต้นยังไงดี...\ หลังคาโซลาร์เซลล์ SCG Solar Roof Solutions พร้อมบริการติดตั้งครบวงจร คลิก\ เรื่องที่ 6: ทำไมถึงต้องขออนุญาตติดตั้งโซลาร์รูฟ (Solar Roof) การติดตั้งหลังคาโซลาร์เซลล์ หรือ Solar Roof เป็นการนำอุปกรณ์ชิ้นใหญ่ไปติดตั้งบนหลังคา และที่สำคัญคือสำหรับระบบ On-Grid และ Hybrid จะมีการเชื่อมต่อกับไฟหลวง จึงนับว่ามีความเกี่ยวข้องกับโครงสร้างบ้านและระบบไฟฟ้าสาธารณะ ทำให้ต้องมีการควบคุมด้วยเหตุผลสำคัญ ดังนี้ 1) ความปลอดภัยของโครงสร้างอาคาร แผงโซลาร์เซลล์และอุปกรณ์มีน้ำหนักพอสมควร ทางภาครัฯฐจึงต้องให้มีการรับรองจากวิศวกรว่า โครงสร้างหลังคาเดิมแข็งแรงพอที่จะรับน้ำหนักได้โดยไม่เสี่ยงต่อการทรุดตัวหรือถล่ม 2) ความปลอดภัยของระบบไฟฟ้า การเชื่อมต่อระบบไฟบ้านเข้ากับสายส่งของการไฟฟ้า ต้องได้มาตรฐานเพื่อป้องกันเหตุไฟฟ้าลัดวงจร หรือป้องกันกระแสไฟฟ้าย้อนกลับเข้าไปในสายไฟหลวง ซึ่งอาจทำอันตรายต่อเจ้าหน้าที่การไฟฟ้าที่กำลังซ่อมบำรุงสายไฟอยู่ได้ 3) การบริหารจัดการโครงข่ายไฟฟ้า การไฟฟ้าจำเป็นต้องทราบข้อมูลว่ามีบ้านหลังไหนผลิตกระแสไฟฟ้าเข้า-ออกระบบบ้าง เพื่อรักษาสมดุลและเสถียรภาพของกระแสไฟฟ้าในภาพรวมไม่ให้เกิดปัญหาไฟตกหรือไฟกระชาก รวมไปถึงความถูกต้องตามกฎหมายเพื่อให้เป็นไปตาม พ.ร.บ. ควบคุมอาคาร และ พ.ร.บ. การประกอบกิจการพลังงาน ดังนั้นจึงเป็นที่มาว่า การติดตั้งหลังคาโซลาร์เซลล์ จะต้องยื่นเรื่องขออนุญาตกับหน่วยงานราชการ 3 แห่ง ได้แก่ 1) การไฟฟ้า (ภาคนครหลวง หรือ ส่วนภูมิภาค) 2) ที่ทำการเขต และ 3) คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ซึ่งโดยทั่วไปมักใช้เวลา 3-6 เดือน โดยประมาณ ทั้งนี้แพ็กเกจติดตั้งของผู้ให้บริการบางราย อาจรวมขั้นตอนการขออนุญาตไว้ในแพ็กเกจด้วย ซึ่งเจ้าของบ้านสามารถสอบถามรายละเอียดการขออนุญาตอีกครั้งว่าครอบคลุมหน่วยงานทั้ง 3 นี้ครบถ้วนหรือไม่ หลังคาโซลาร์เซลล์ SCG Solar Roof Solutions พร้อมบริการติดตั้งครบวงจร คลิก\ เรื่องที่ 7: ไขข้อข้องใจ ติดตั้งหลังคาโซลาร์เซลล์แล้ว หลังคารั่วไหม? เสี่ยงไฟไหม้หรือเปล่า? หากเจ้าของบ้านกังวลว่า ติดหลังคาโซล่าเซลล์แล้ว วันดีคืนดีจะเกิดปัญหาหลังคารั่วซึม หรือเลวร้ายกว่านั้นคือเกิดไฟไหม้อย่างที่ได้ยินตามข่าว ก่อนอื่นควรทำความเข้าใจในรายละเอียดและการลดความเสี่ยงของปัญหาดังกล่าว 1) ติดตั้งไปแล้วแล้วจะเสี่ยงหลังคารั่วซึมหรือไม่ ในการยึดติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์เข้ากับหลังคาบ้าน หากทำผิดวิธีหลังคาอาจรั่วซึมได้ซึ่งการแก้ปัญหาจะยุ่งยากมาก ดังนั้นควรลดความเสี่ยงตั้งแต่ขั้นตอนแรก คือการตรวจเช็กสภาพหลังคาก่อนติดตั้ง ต้องมั่นใจว่าหลังคาเดิมไม่มีรอยร้าวหรือจุดรั่ว หากพบปัญหาต้องมีการซ่อมแซมปรับปรุงหลังคาให้เรียบร้อยก่อน นอกจากนี้ทีมช่างผู้ให้บริการควรมีมาตรฐานการติดตั้งที่ดี ไม่เจาะยึดผิดวิธีจนทำให้เกิดการรั่วซึม โดยอาจเลี่ยงการเจาะหลังคาด้วยอุปกรณ์อื่นไม่ว่าจะเป็นการ ใช้ตะขอยึดพิเศษ ที่ออกแบบมาให้ติดตั้งได้แนบสนิทเพื่อป้องกันการเผยอของกระเบื้องจนเกิดเป็นช่องทางให้น้ำเข้าได้ หรือใช้ชุดกระเบื้องหลังคาที่ผลิตมายึดกับแผงโซลาร์เซลล์ สำหรับกระเบื้องหลังคาแต่ละรุ่นโดยเฉพาะ 2) ติดตั้งไปแล้วจะเสี่ยงไฟไหม้หรือไม่ นอกจากจะต้องเลือกใช้แผงโซลาร์เซลล์และอินเวอร์เตอร์ คุณภาพสูง ผ่านการรับรองจากการไฟฟ้า ตามรายชื่อในลิสต์มาตรฐานของการไฟฟ้านครหลวง (MEA) หรือการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) แล้ว กล่องควบคุมระบบไฟฟ้าของหลังคาโซลาร์เซลล์รวมถึงอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องจะต้องได้มาตรฐาน จะให้ดีควรเป็นแบรนด์ที่มีคุณภาพน่าเชื่อถือ ประกอบอย่างถูกต้องตามหลักการหรือได้รับการประกอบสำเร็จจากโรงงานที่มีการควบคุมคุณภาพอย่างดี และนำมาติดตั้งหน้างานโดยช่างที่มีความรู้ความชำนาญด้านไฟฟ้าโดยตรง รวมถึงมีการออกแบบระบบการต่อแผงโซล่าเซลล์บนหลังคาอย่างเหมาะสมปลอดภัย เพื่อให้กระแสไฟฟ้าไหลได้สะดวก กระจายแรงดันเหมาะสม ไม่ไหลไปรวมกันที่แผงใดแผงหนึ่งจนเกิดความร้อนสะสมมากเกินไป หลังคาโซลาร์เซลล์ SCG Solar Roof Solutions พร้อมบริการติดตั้งครบวงจร คลิก\ เรื่องที่ 8: เลือกบริษัทติดตั้ง Solar Roof ให้ได้คุณภาพ มาตรฐาน ปลอดภัย เพื่อให้การลงทุนติดตั้งหลังคาโซลาร์เซลล์ เป็นไปอย่างคุ้มค่า ปลอดภัย และใช้งานได้ราบรื่นในระยะยาว เจ้าของบ้านควรเลือกผู้ให้บริการจากทีมงานและบริษัทที่น่าเชื่อถือ ได้มาตรฐาน โดยพิจารณารายละเอียดดังต่อไปนี้ 1) มีการประเมินความเหมาะสมก่อนติดตั้ง ควรมีทีมงานลงพื้นที่สำรวจหน้างาน และวิเคราะห์พฤติกรรมการใช้ไฟในบ้าน เพื่อแนะนำขนาดแพ็กเกจที่เหมาะสมและคุ้มค่าที่สุดสำหรับการลงทุน มีการคำนวณโครงสร้างหลังคาโดยวิศวกร เพื่อให้มั่นใจว่าจะสามารถรับน้ำหนักแผงโซล่าเซลล์และอุปกรณ์ได้ตลอดอายุการใช้งาน 2) เชี่ยวชาญด้านงานหลังคา มีวิศวกรที่ดูแลทั้งเรื่องโครงสร้างหลังคาและระบบไฟฟ้าของโซลาร์เซลล์ให้ปลอดภัย ได้มาตรฐาน มีเทคนิคการติดตั้งยึดแผงโซลาร์เข้ากับหลังคาอย่างเหมาะสม เพื่อป้องกันปัญหาน้ำรั่วซึมในระยะยาว 3) ใช้วัสดุอุปกรณ์ที่มีคุณภาพ ประกอบติดตั้งโดยช่างผู้ชำนาญ อุปกรณ์ทุกชิ้นต้องได้มาตรฐาน ทั้งแผงโซลาร์เซลล์ อินเวอร์เตอร์ รวมถึงอุปกรณ์สำคัญที่มองข้ามไม่ได้ คือ "กล่องควบคุมไฟ" ต้องประกอบโดยช่างผู้ชำนาญที่มีใบรับรอง มีการออกแบบระบบไฟฟ้าสำหรับหลังคาโซล่าเซลล์ทั้งระบบอย่างถูกต้องเหมาะสมและปลอดภัย 4) ในแพ็กเกจรวมบริการขออนุญาตติดตั้งโซลาร์เซลล์แบบครบวงจร เพื่อความสะดวก แนะนำให้เจ้าของบ้านเลือกบริษัทที่รับจบเรื่องเอกสาร รวบรวมแบบไฟฟ้า แบบวิศวกรรมโยธา ที่มีวิศวกรเซนต์รับรอง รวมถึงเอกสารอื่นๆ ที่ต้องใช้ และดำเนินการขออนุญาตติดตั้งกับหน่วยงานรัฐให้ครบทั้ง 3 แห่ง (สำนักงานเขต/อบต., กกพ., และการไฟฟ้าฯ) 5) บริการหลังการขายและการรับประกัน สามารถติดต่อได้ง่ายเมื่อเกิดปัญหาหรือข้อสงสัยในการใช้งาน และมีเงื่อนไขการรับประกันที่ชัดเจนเหมาะสม ทั้งตัวอุปกรณ์และงานติดตั้ง มีบริการดูแลรักษา ล้างแผง ตรวจสอบระบบรายปีตามความเหมาะสม หลังคาโซลาร์เซลล์ SCG Solar Roof Solutions พร้อมบริการติดตั้งครบวงจร คลิก\ เรื่องที่ 9: ติดหลังคาโซล่าเซลล์ไปแล้ว ต้องดูแลรักษาอย่างไร การดูแลระบบหลังคาโซลาร์เซลล์ไม่ใช่เรื่องยุ่งยาก เพียงแค่ทำการ “ล้างแผงและตรวจสอบระบบเป็นประจำทุกปี” ซึ่งโดยทั่วไปจะเป็นการบริการหลังการขายจากผู้ติดตั้ง ยกตัวอย่าง SCG Solar Roof จะมีบริการดูแลตรวจสอบระบบและล้างทำความสะอาดแผงโซล่าเซลล์ให้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ปีละ 1 ครั้ง ต่อเนื่องสูงสุด 5 ปี ขึ้นอยู่กับแพ็กเกจ โดยจะมีการเช็กระบบตามมาตรฐานกว่า 30 รายการ เช่น การตรวจสอบจุดขันแน่นของสายไฟ และสภาพความพร้อมของแผงโซลาร์เซลล์ เพื่อความปลอดภัยในการใช้งาน ในส่วนการทำงานของระบบ เจ้าของบ้านสามารถเช็กผ่าน แอปพลิเคชัน โดยทีมงานส่วนกลางของ SCG จะช่วยมอนิเตอร์การผลิตไฟ หากพบความผิดปกติ จะแจ้งลูกค้าและดำเนินการแก้ไขเพื่อให้ระบบใช้งานได้อย่างต่อเนื่อง อ่านเพิ่มเติม: 13 ถามบ่อย ระบบหลังคาโซลาร์ เอสซีจี (SCG Solar Roof)\ อ่านเพิ่มเติม: รีวิวติดตั้ง SCG Solar Roof: เปิดแอร์กลางวัน ไม่หวั่นค่าไฟ ลดค่าใช้จ่ายได้จริงฟ\ หลังคาโซลาร์เซลล์ SCG Solar Roof Solutions พร้อมบริการติดตั้งครบวงจร คลิก\
ตอบคำถามคาใจสำหรับผู้ที่ต้องการติดตั้งโซลาร์เซลล์ว่าควรมี “แบตเตอรีสำรองไฟ” ไว้ใช้ในบ้านหรือไม่ ปัจจุบัน “โซลาร์เซลล์”\ กลายเป็นทางเลือกยอดนิยมของเจ้าของบ้านที่ต้องการประหยัดค่าไฟและใช้พลังงานสะอาดมากขึ้น จนเกิดข้อสงสัยตามมาว่า บางวันที่ไม่ได้ใช้ไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์แล้ว หากสามารถเก็บไฟฟ้านั้นไว้ใช้ในตอนกลางคืนได้คงจะดีไม่น้อย ทำให้หลายคนคิดอยากจะติดตั้งแบตเตอรีเพื่อเก็บสำรองไฟไว้ใช้ ซึ่งแบตเตอรีมีราคาค่อนข้างสูง ควรทำความเข้าใจภาพรวมของระบบและพฤติกรรมการใช้งานก่อนการตัดสินใจ โซลาร์เซลล์ที่นิยมใช้กันในปัจจุบัน โดยทั่วไปโซลาร์เซลล์\สำหรับบ้านพักอาศัยที่เห็นติดตั้งกันอยู่บนหลังคาจะเป็นระบบโซลาร์เซลล์แบบออนกริด (On-Grid) มีการเชื่อมต่อกับระบบของการไฟฟ้า ซึ่งต้องขออนุญาตติดตั้งจากภาครัฐก่อน โดยไฟฟ้าที่โซลาร์เซลล์ผลิตได้จากแสงแดดในเวลากลางวันจะถูกนำมาใช้กับอุปกรณ์ไฟฟ้าในบ้าน หากไม่เพียงพอ ระบบจึงจะดึงกระแสไฟฟ้าจากการไฟฟ้ามาใช้ ซึ่งระบบโซลาร์เซลล์แบบออนกริด (On-Grid) นี้ จะไม่สามารถสำรองไฟไว้ใช้ตอนกลางคืนได้ จึงเหมาะกับบ้านพักอาศัยที่ใช้ไฟฟ้าในช่วงกลางวันเป็นหลัก ดังนั้นหลายบ้านจึงมีความต้องการอยากเก็บไฟฟ้าที่ได้จากพลังงานสะอาด (แสงอาทิตย์ในยามกลางวัน) ไว้ใช้ในยามฉุกเฉิน เช่น ไฟดับ หรือใช้ในตอนกลางคืน จึงต้องการเพิ่มแบตเตอรีสำรองไฟเข้าไปในระบบนี้ด้วย กลายเป็นระบบโซลาร์เซลล์ที่สามารถใช้ไฟได้ทั้งกลางวันและกลางคืน หรือที่เรียกว่า ระบบโซลาร์เซลล์แบบไฮบริด (Hybrid) ระบบโซลาร์เซลล์แบบออนกริด ภาพ: ระบบโซลาร์เซลล์แบบออนกริด (On-Grid) ระบบโซลาร์เซลล์แบบไฮบริด ภาพ: ระบบโซลาร์เซลล์แบบไฮบริด (Hybrid) ความจำเป็นของการมีแบตเตอรีในระบบโซลาร์เซลล์ ช่วยเพิ่มความคุ้มค่าให้กับระบบโซลาร์เซลล์\ เมื่อผลิตไฟฟ้าได้ในตอนกลางวันแล้ว หากไม่ได้ใช้งานก็ยังสามารถเก็บไฟฟ้าเพื่อไว้ใช้ได้ในตอนกลางคืนหรือในยามฉุกเฉิน (ไฟดับ) ถึงแม้มีต้นทุนเพิ่มขึ้น แต่ช่วยลดการพึ่งพาไฟฟ้าจากภายนอก และเพิ่มความต่อเนื่องในการใช้พลังงานภายในบ้าน เหมาะสำหรับบ้านในพื้นที่ที่ไฟฟ้าไม่เสถียร (ไฟตก/ไฟดับบ่อย) หรือมีการใช้ไฟช่วงกลางคืนสูง เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าไฟฟ้าในตอนกลางคืน หรือบ้านที่ต้องการสำรองไฟฟ้าไว้ใช้ในยามฉุกเฉิน อย่างบ่อปลา ระบบรักษาความปลอดภัย รวมถึงอุปกรณ์ทางการแพทย์เล็กน้อย หรือบ้านที่ต้องการลดการพึ่งพาไฟจากการไฟฟ้าในช่วงเวลาที่มีการใช้ไฟฟ้าสูงที่สุดของวัน (Peak Time) ซึ่งมักเป็นช่วงที่ค่าไฟ “แพง” อย่างไรก็ตาม แบตเตอรีไม่ได้จำเป็นสำหรับทุกบ้าน แต่เป็นตัวเลือกเสริมตามความต้องการหรือพฤติกรรมการใช้งาน แบตเตอรีสำรองไฟได้นานแค่ไหน ยกตัวอย่าง ระบบหลังคาโซลาร์ เอสซีจี ที่ใช้แบตเตอรี HUAWEI Battery Module LUNA2000 การสำรองไฟของแบตเตอรี ภาพ: ตัวอย่างการสำรองไฟของแบตเตอรี HUAWEI Battery Module LUNA2000 สมมติคำนวณการใช้ไฟ กรณีเปิดแอร์ 10,000 BTU ตอนกลางคืน 7 ชั่วโมง โดยเฉลี่ยแอร์ 10,000 BTU ใช้ไฟประมาณ 700 – 1,000 วัตต์ (0.7 – 1.0 kW) ใช้ไฟกี่หน่วย/คืน? 0.7 kW × 7 ชม. = 4.9 หน่วย (kWh) 1.0 kW × 7 ชม. = 7 หน่วย (kWh) ดังนั้น ใช้ไฟประมาณ 5 – 7 หน่วย/คืน คิดเป็นค่าไฟกี่บาท? สมมติค่าไฟเฉลี่ย 4 บาท/หน่วย 5 หน่วย × 4 บาท = 20 บาท/คืน 7 หน่วย × 4 บาท = 28 บาท/คืน ดังนั้น เปิดแอร์ 10,000 BTU นาน 7 ชั่วโมง เสียค่าไฟประมาณ 20 – 28 บาท/คืน หรือ 600 – 840 บาท/เดือน แสดงว่า หากเราติดตั้งแบตเตอรีสำรองไฟก็จะช่วยลดค่าไฟได้ถึง 600 – 840 บาท/เดือน สนใจ ระบบหลังคาโซลาร์ เอสซีจี พร้อมขออนุญาตครบวงจร คลิก\ ระบบหลังคาโซลาร์เซลล์ที่มีแบตเตอรี ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นและความมั่นคงในการใช้ไฟฟ้า แต่ไม่จำเป็นสำหรับทุกบ้าน หากเป้าหมายคือ “ประหยัดค่าไฟ” ซึ่งเน้นใช้ไฟฟ้าในตอนกลางวัน การติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์แบบออนกริด (On-Grid) ก็เพียงพอ แต่หากต้องการ “ใช้ไฟอย่างต่อเนื่องแม้ไฟจะดับ” ระบบที่มีแบตเตอรีจะตอบโจทย์มากกว่า การเลือกติดตั้งจึงควรพิจารณาจาก พฤติกรรมการใช้ไฟ งบประมาณ และความจำเป็นในการสำรองไฟเป็นหลัก เพื่อให้คุ้มค่าและเหมาะสมกับการใช้งานในระยะยาว อ่านเพิ่มเติม: ระบบหลังคาโซลาร์เซลล์ (Solar Roof) มีกี่แบบ? เลือกแบบไหนให้คุ้มค่าและประหยัดไฟ\ อ่านเพิ่มเติม: 13 ถามบ่อย ระบบหลังคาโซลาร์ เอสซีจี (SCG Solar Roof)\ สั่งซื้อบริการติดตั้งโซลาร์เซลล์ครบวงจร กับ SCG Home Online เชื่อถือได้ สินค้ามีคุณภาพ SCG Home Online เป็น E-Commerce Online Shopping จาก SCG (บริษัทปูนซิเมนต์ไทยจำกัด มหาชน) ซึ่งเป็นแบรนด์ผู้ผลิตสินค้าวัสดุก่อสร้างชั้นนำของประเทศไทย โดย SCG Home Online เป็นแพลตฟอร์มช้อปปิ้งออนไลน์เพื่อคนรักบ้าน ที่ดำเนินการโดยบริษัท SCG Distribution จำกัด จัดทำขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในปัจจุบันที่ต้องการความสะดวกสบายในการสั่งซื้อสินค้าและบริการ วิธีสั่งซื้อกับ SCG Home ง่ายๆ เพียง 3 ขั้นตอน สะดวกและรวดเร็ว กดเลือกสินค้าและจำนวนที่ต้องการสั่งซื้อสินค้าผ่านเว็บไซต์ SCGHOME.COM ชำระเงินตามยอดในรายการสั่งซื้อ เพื่อยืนยันการจัดส่งสินค้า ติดตามสถานะการจัดส่ง สอบถามข้อมูลสินค้าหรือต้องการความช่วยเหลือสั่งสินค้าได้ผ่านทาง: SCGHOME Contact Center: 02-586-1222 หรือ แอดไลน์ @scghome บทความโดย: ทีม Content Creator | SCG HOME ทีม Content Creator จบการศึกษาด้านสถาปัตยกรรมสาขาต่าง ๆ มีประสบการณ์ทำงานในวงการออกแบบและก่อสร้าง มีผลงานสร้างสรรค์คอนเทนต์มามากกว่า 10 ปี ในด้านความรู้เกี่ยวกับการก่อสร้าง วัสดุก่อสร้าง สินค้าและบริการเพื่อบ้าน ผลิตคอนเทนต์หลากหลายรูปแบบทั้งบทความ ภาพพร้อมคำบรรยาย อินโฟกราฟิก และวีดีโอ ผ่านสื่อต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบหนังสือ แผ่นพับ นิทรรศการ จอมอนิเตอร์ ตลอดจนช่องทางออนไลน์ทั้งเว็บไซต์และสื่อโซเชียล
แนะนำวิธีการเปิดแอร์/เครื่องปรับอากาศในหน้าร้อนที่มีอุณหภูมิสูงยิ่งกินไฟให้ใช้งานได้อย่างประหยัดและยังคงเย็นสบาย ประเด็นสำคัญ 3 วิธีที่ช่วยให้เปิดแอร์ได้อย่างเย็นสบาย และประหยัดค่าไฟ ควรตั้งอุณหภูมิแอร์ที่ 26–28 องศาเซลเซียส เป็นระดับที่อยู่ในสภาวะน่าสบาย และคอมเพรสเซอร์ทำงานไม่หนักจนเกินไป ใช้พัดลมช่วยกระจายความเย็นให้ทั่วถึง ร่างกายจะรับรู้ความเย็นได้เร็วขึ้นโดยไม่จำเป็นต้องลดอุณหภูมิแอร์ลง ล้างแอร์อย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง จะช่วยให้ระบบทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ ในช่วงที่อุณหภูมิภายนอกสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลายบ้านมักพบว่าค่าไฟฟ้าพุ่งสูงตามไปด้วย เนื่องจากเครื่องปรับอากาศ\ต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อรักษาอุณหภูมิภายในให้เย็นสบาย กล่าวได้ว่า “อากาศยิ่งร้อน ยิ่งกินไฟ” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ยกตัวอย่างเมื่อเปิดแอร์ในบ้านที่อุณหภูมิ 26°C ในวันที่อากาศภายนอกอยู่ที่ 35°C และ 41°C พบว่าค่าไฟสูงขึ้นถึง 14% (ข้อมูลจากกระทรวงพลังงาน) เปิดแอร์ ภาพ: เปิดแอร์ในวันที่อุณหภูมิภายนอก 35°C และ 41°C ค่าไฟสูงขึ้นถึง 14% (ข้อมูลจากกระทรวงพลังงาน) อย่างไรก็ตาม เจ้าของบ้านสามารถลดภาระการใช้พลังงานของแอร์ได้ ด้วยการปรับพฤติกรรมการใช้งานให้เหมาะสม ลองพิจารณา 3 วิธีสำคัญต่อไปนี้ 1) ตั้งอุณหภูมิแอร์ที่ 26–28 องศาเซลเซียส เปิดแอร์ให้อยู่ในช่วงอุณหภูมิ 26–28 °C ถือเป็นระดับที่เหมาะสมทั้งในแง่ของความสบายและการประหยัดพลังงาน เนื่องจากไม่ทำให้คอมเพรสเซอร์ทำงานหนักจนเกินไป โดยทั่วไป การลดอุณหภูมิลงทุก 1 องศา จะเพิ่มการใช้พลังงานประมาณ 5–10% ดังนั้น การตั้งอุณหภูมิให้พอดีจึงช่วยลดค่าไฟได้อย่างมีนัยสำคัญ เปิดแอร์ให้อยู่ในช่วงอุณหภูมิ 26–28 °C ภาพ: เปิดแอร์ให้อยู่ในช่วงอุณหภูมิ 26–28 °C สนใจ เครื่องปรับอากาศ/ แอร์ คลิก\ 2) ใช้พัดลมช่วยกระจายความเย็น เปิดแอร์ที่อุณหภูมิ 27°C แล้วเปิดพัดลมแบบส่ายเพื่อกระจายลมให้ทั่วห้อง จะช่วยทำให้อุณหภูมิในห้องลดลงมาที่ 25°C การเปิดแอร์ร่วมกับพัดลมจะช่วยให้อากาศเย็นกระจายตัวได้ทั่วถึงมากขึ้น ส่งผลให้ร่างกายรับรู้ความเย็นได้เร็วขึ้นโดยไม่จำเป็นต้องลดอุณหภูมิแอร์ลง วิธีนี้ช่วยลดภาระการทำงานของเครื่องปรับอากาศ และยังเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานโดยรวม เปิดแอร์แล้วใช้พัดลมช่วยกระจายความเย็น ภาพ: เปิดแอร์แล้วใช้พัดลมช่วยกระจายความเย็น สนใจ พัดลมตั้งพื้น คลิก\ 3) ล้างแอร์อย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง การบำรุงรักษาเครื่องปรับอากาศอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะการล้างแอร์ จะช่วยให้ระบบทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ ลดการสะสมของฝุ่นและสิ่งสกปรกที่อาจขัดขวางการไหลเวียนของอากาศ เครื่องที่สะอาดจะใช้พลังงานน้อยลงและให้ความเย็นได้ดีกว่า ทั้งยังช่วยยืดอายุการใช้งานของอุปกรณ์ด้วย ล้างแอร์ ภาพ: ล้างแอร์เพื่อลดการสะสมของฝุ่นและสิ่งสกปรกที่อาจขัดขวางการไหลเวียนของอากาศ การใช้งานเครื่องปรับอากาศอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเปิดให้เย็นที่สุดเพียงอย่างเดียว แต่ควรคำนึงถึงวิธีการใช้งาน และการดูแลรักษาอย่างเหมาะสม ทั้ง 3 วิธีนี้เป็นแนวทางง่ายๆ ที่สามารถนำไปปรับใช้ได้ทันที เพื่อให้บ้านเย็นสบายควบคู่กับการประหยัดพลังงานช่วยลดค่าไฟ สนใจ เครื่องปรับอากาศ/ แอร์ คลิก\ อ่านเพิ่มเติม: วิธีการคำนวณ BTU แอร์ ให้เหมาะกับขนาดห้อง พร้อมวิธีเลือกซื้อแอร์แบบประหยัดไฟเบอร์ 5\ อ่านเพิ่มเติม: เลือกซื้อแอร์อย่างไรให้คุ้มค่าและประหยัดพลังงาน\ วิธีสั่งซื้อกับ SCG Home ง่ายๆ เพียง 3 ขั้นตอน สะดวกและรวดเร็ว กดเลือกสินค้าและจำนวนที่ต้องการสั่งซื้อสินค้าผ่านเว็บไซต์ SCGHOME.COM ชำระเงินตามยอดในรายการสั่งซื้อ เพื่อยืนยันการจัดส่งสินค้า ติดตามสถานะการจัดส่ง สอบถามข้อมูลสินค้าหรือต้องการความช่วยเหลือสั่งสินค้าได้ผ่านทาง: SCGHOME Contact Center: 02-586-1222 หรือ แอดไลน์ @scghome บทความโดย: ทีม Content Creator | SCG HOME ทีม Content Creator จบการศึกษาด้านสถาปัตยกรรมสาขาต่าง ๆ มีประสบการณ์ทำงานในวงการออกแบบและก่อสร้าง มีผลงานสร้างสรรค์คอนเทนต์มามากกว่า 10 ปี ในด้านความรู้เกี่ยวกับการก่อสร้าง วัสดุก่อสร้าง สินค้าและบริการเพื่อบ้าน ผลิตคอนเทนต์หลากหลายรูปแบบทั้งบทความ ภาพพร้อมคำบรรยาย อินโฟกราฟิก และวีดีโอ ผ่านสื่อต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบหนังสือ แผ่นพับ นิทรรศการ จอมอนิเตอร์ ตลอดจนช่องทางออนไลน์ทั้งเว็บไซต์และสื่อโซเชียล
ข้อดีของประตูหน้าต่างไวนิล ที่ทำให้เป็นตัวเลือกสำคัญสำหรับบ้านที่อยู่ท่ามกลางสภาพอากาศร้อนชื้นอย่างไทยเรา ประเด็นสำคัญ ประตูหน้าต่างไวนิล มีคุณสมบัติที่เหมาะสมสำหรับการใช้งานในบ้าน ทนต่อสภาพอากาศร้อนชื้นของประเทศไทยได้ดี อายุการใช้งานยาวนาน ไวนิลไม่อมความร้อน ลดการถ่ายเทความร้อนเข้าสู่ภายในบ้าน รอยต่อวัสดุเชื่อมเป็นเนื้อเดียวกัน ลดเสียงรบกวนจากภายนอกได้ดี มีระบบซีลยางมิดชิด ปิดสนิทแนบแน่น หมดปัญหารั่วซึม นอกจากประตูหน้าต่างอะลูมิเนียมแล้ว ประตูหน้าต่างไวนิล หรือที่เรียกกันอีกชื่อว่า ประตู-หน้าต่าง UPVC ก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจไม่แพ้กัน แม้ว่าราคาจะสูงกว่าประตูหน้าต่างอะลูมิเนียมทั่วไป แต่ด้วยคุณสมบัติในด้านต่าง ๆ ที่เหมาะสมกับสภาพภูมิอากาศร้อนชื้นของประเทศไทย จึงทำให้ประตูหน้าต่างไวนิลน่าใช้และเป็นที่นิยมมากขึ้นในปัจจุบัน 1) เพราะวัสดุไวนิลทนทานต่อสภาพอากาศบ้านเรา ประตูหน้าต่างไวนิลผลิตจากวัสดุ UPVC (Unplasticized Polyvinyl Chloride) ซึ่งเป็นพอลิเมอร์ที่มีความคงตัวสูง ไม่เปราะแตกง่าย และไม่บิดงอเมื่อใช้งานในระยะยาว สามารถทนต่อรังสี UV ความชื้น และฝนได้ดี ไม่เกิดปัญหาสนิมหรือการผุกร่อนเหมือนวัสดุในกลุ่มโลหะ อีกทั้งยังไม่ต้องทาสีหรือเคลือบผิวซ้ำบ่อย ๆ เพราะในเนื้อวัสดุมีสีในตัวเป็นเนื้อเดียวกันทั้งหมด นอกจากคุณสมบัติพื้นฐานของวัสดุแล้ว ประตูหน้าต่างไวนิลในปัจจุบันยังได้รับการพัฒนาให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น โดยมีการเติมสารปรับปรุงคุณภาพเพื่อเสริมความสามารถในการป้องกันความร้อนจากแสงแดด ตัวอย่างเช่น ประตูหน้าต่างไวนิล Windsor\ ที่มี “UV Stabilizer” ช่วยสะท้อนรังสียูวี และ “Heat Stabilizer” ที่ช่วยเพิ่มความทนทานต่ออุณหภูมิสูง พร้อมลดการสะสมความร้อนในกรอบบาน ช่วยยืดอายุการใช้งานให้ยาวนานมากขึ้น ประตูหน้าต่างไวนิล Windsor ภาพ: ประตูหน้าต่างไวนิล Windsor ถูกออกแบบและพัฒนาวัสดุให้ทนต่อสภาพอากาศร้อนชื้นและแสงแดด 2) เพราะมีคุณสมบัติไม่อมความร้อน ไวนิลเป็นวัสดุที่มีค่าการนำความร้อนต่ำ (Low Thermal Conductivity) เมื่อเทียบกับวัสดุอย่างอะลูมิเนียม จึงไม่สะสมและถ่ายเทความร้อนเข้าสู่ภายในอาคารได้ง่าย โครงสร้างของกรอบไวนิลมักออกแบบให้มีช่องอากาศหลายชั้น (Multi-chamber) ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเป็นฉนวนกันความร้อน ผลลัพธ์คือช่วยลดอุณหภูมิภายในบ้าน ลดภาระการทำงานของเครื่องปรับอากาศ และช่วยประหยัดพลังงานในระยะยาว โครงสร้างของกรอบไวนิล *ภาพ: ตัวอย่างโครงสร้างของกรอบไวนิลมักออกแบบให้มีช่องอากาศหลายชั้น (Multi-chamber) สนใจ ประตูหน้าต่างไวนิลวินด์เซอร์ คลิก\ 3) เพราะมีรอยต่อน้อยจึงช่วยกันเสียง โครงสร้างของประตูหน้าต่างไวนิลมักผลิตด้วยระบบเชื่อมความร้อน (Heat Welding) ทำให้รอยต่อที่กรอบบานและรอยต่อวงกบเชื่อมเป็นเนื้อเดียวกัน แตกต่างจากวัสดุที่ใช้การประกอบแบบยึดน็อตหรือยิงสกรู ซึ่งอาจเกิดช่องว่างตามรอยต่อได้ เมื่อโครงสร้างมีความต่อเนื่องและแนบสนิท จึงช่วยลดช่องว่างที่เสียงจากภายนอกจะเล็ดลอดเข้าสู่ภายในบ้าน ทำให้ภายในมีความเงียบสงบ โดยเฉพาะบ้านที่อยู่ในเขตเมืองหรือใกล้ถนน ยกตัวอย่างประตูหน้าต่างไวนิล Windsor\ ที่ออกแบบ Noise Protection ทั้งโครงสร้างประตูหน้าต่างที่มีช่องอากาศหลายชั้น (Multi-chamber) กรอบบานที่เชื่อมเป็นเนื้อเดียวกัน และขอบยาง EDPM 3 ชิ้นที่แนววงกบ กรอบบาน และขอบกระจก ทำให้ปิดแนบสนิท สามารถลดเสียงรบกวนจากภายนอกสู่ภายในได้มากถึง 32 เดซิเบล ดีกว่าบานประตูหน้าต่างที่ผลิตจากอะลูมิเนียมทั่วไปมากถึง 40% (ผลการทดสอบตามมาตรฐานสากล ASTM E90) ประตูหน้าต่างไวนิลช่วยลดเสียงรบกวน ภาพ: ประตูหน้าต่างไวนิล Windsor ลดเสียงรบกวนได้ถึง 32 เดซิเบล การออกแบบ Noise Protection 4) เพราะประตูหน้าต่างไวนิลปิดแนบสนิทช่วยลดการรั่วซึม ประตูหน้าต่างไวนิลออกแบบให้มีระบบซีลยาง (Rubber Seal) ติดตั้งตามแนววงกบ กรอบบาน และขอบกระจก โดยซีลยางเหล่านี้ทำหน้าที่ป้องกันการแทรกซึมของน้ำ ลม และฝุ่นจากภายนอกได้อย่างมีประสิทธิภาพ การปิดที่แนบสนิทยังช่วยลดการรั่วไหลของอากาศภายใน ทำให้ระบบปรับอากาศทำงานได้เต็มประสิทธิภาพมากขึ้น พร้อมทั้งช่วยลดปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กอย่าง PM2.5 และเสียงรบกวนจากภายนอกได้เป็นอย่างดี ประตูหน้าต่างไวนิลปิดแนบสนิท ภาพ: ประตูหน้าต่างไวนิลปิดแนบสนิทช่วยลดการรั่วซึม ด้วยข้อดีและคุณสมบัติที่เหมาะกับการใช้งานในไทย ประตูหน้าต่างไวนิลจึงเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์ทั้งด้านความทนทาน การป้องกันความร้อน การกันเสียง และการลดการรั่วซึม เหมาะสำหรับบ้านที่ต้องการยกระดับคุณภาพการอยู่อาศัยให้สบาย เงียบ และประหยัดพลังงานในระยะยาวอย่างแท้จริง สนใจ ประตูหน้าต่างไวนิลวินด์เซอร์ คลิก\ อ่านเพิ่มเติม: เลือกรูปแบบประตูบ้าน หน้าต่างบ้าน ให้ตอบโจทย์\ อ่านเพิ่มเติม: 4 ประเภทกระจกที่นิยมใช้กับประตูหน้าต่างในบ้าน\ วิธีสั่งซื้อกับ SCG Home ง่ายๆ เพียง 3 ขั้นตอน สะดวกและรวดเร็ว กดเลือกสินค้าและจำนวนที่ต้องการสั่งซื้อสินค้าผ่านเว็บไซต์ SCGHOME.COM ชำระเงินตามยอดในรายการสั่งซื้อ เพื่อยืนยันการจัดส่งสินค้า ติดตามสถานะการจัดส่ง สอบถามข้อมูลสินค้าหรือต้องการความช่วยเหลือสั่งสินค้าได้ผ่านทาง: SCGHOME Contact Center: 02-586-1222 หรือ แอดไลน์ @scghome บทความโดย: ทีม Content Creator | SCG HOME ทีม Content Creator จบการศึกษาด้านสถาปัตยกรรมสาขาต่าง ๆ มีประสบการณ์ทำงานในวงการออกแบบและก่อสร้าง มีผลงานสร้างสรรค์คอนเทนต์มามากกว่า 10 ปี ในด้านความรู้เกี่ยวกับการก่อสร้าง วัสดุก่อสร้าง สินค้าและบริการเพื่อบ้าน ผลิตคอนเทนต์หลากหลายรูปแบบทั้งบทความ ภาพพร้อมคำบรรยาย อินโฟกราฟิก และวีดีโอ ผ่านสื่อต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบหนังสือ แผ่นพับ นิทรรศการ จอมอนิเตอร์ ตลอดจนช่องทางออนไลน์ทั้งเว็บไซต์และสื่อโซเชียล
ทำความเข้าใจก่อนซื้อแอร์ให้เหมาะสมกับขนาดห้อง เย็นฉ่ำเต็มประสิทธิภาพ และประหยัดพลังงาน อากาศร้อนแบบบ้านเรา "เครื่องปรับอากาศ" หรือ “แอร์”\ แทบจะเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าประจำบ้านไปแล้ว และหลายคนอาจจะเจอปัญหาเดียวกันคือ เปิดแอร์ฉ่ำแต่ค่าไฟกลับพุ่งแบบไม่ทันตั้งตัว จริง ๆ แล้วหากเลือกแอร์ที่เหมาะกับการใช้งานจะส่งผลดีกับความสบายและค่าใช้จ่ายในระยะยาวได้ไม่น้อย แต่คำถามคือ จะเลือกยังไงให้ “เย็นพอดี ประหยัดไฟ และคุ้มค่าที่สุด” โดยไม่ต้องจ่ายเกินความจำเป็น 1) ฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 เลือกแอร์ที่มีฉลาก “เบอร์ 5” ซึ่งเป็นมาตรฐานจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ที่ใช้บอกระดับการใช้พลังงานของเครื่องใช้ไฟฟ้า โดยยังมีการแบ่งระดับความประหยัดด้วย “จำนวนดาว” ที่แสดงอยู่บนฉลาก ยิ่งดาวเยอะ ยิ่งประหยัดไฟมากขึ้น นอกจากนี้ การพิจารณาค่า EER (Energy Efficiency Ratio) หรือ SEER ควบคู่กันไป จะช่วยให้เจ้าของบ้านเปรียบเทียบความคุ้มค่าของแต่ละรุ่นได้แม่นยำยิ่งขึ้น ฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 ภาพ: ตัวอย่างฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 แบบใหม่ล่าสุด 2) เลือกแอร์ให้เหมาะกับขนาดห้อง การเลือกขนาด BTU ของแอร์ให้เหมาะสมกับพื้นที่ใช้งาน ถือเป็นหัวใจสำคัญของการประหยัดพลังงานและการใช้งานที่มีประสิทธิภาพ หากแอร์มีขนาดเล็กเกินไป เครื่องจะต้องทำงานหนักต่อเนื่องเพื่อเร่งทำความเย็น ทำให้ห้องเย็นช้าและสิ้นเปลืองพลังงาน ส่วนการเลือกใช้แอร์ขนาดใหญ่เกินความจำเป็น แม้จะทำความเย็นได้เร็ว แต่จะเกิดการตัด–ต่อการทำงานบ่อยครั้ง ส่งผลให้กินไฟโดยไม่จำเป็นและอาจลดอายุการใช้งานของเครื่องได้ ตารางแนะนำขนาดแอร์ (BTU) ให้เหมาะกับพื้นที่ห้อง ตารางแนะนำขนาดแอร์ (BTU) อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่หลายคนมองข้ามคือ “ลักษณะของห้อง” อย่างห้องทรงแคบยาว ควรติดตั้งแอร์ที่ผนังด้านแคบเพื่อให้กระจายความเย็นได้ทั่วถึง ห้องทรงตัวแอล (L) ควรติดตั้งแอร์ 2 เครื่อง โดยวางตำแหน่งที่ผนังด้านหัวและท้ายห้อง ให้ลมเป่าหันเข้าหากันบริเวณมุมฉาก ห้องโถงใหญ่มีเพดานสูง ควรใช้ขนาด BTU แอร์มากกว่าปกติ และหากห้องมีผนังปะทะแสงแดดทั้งวันมากกว่า 2 ด้าน หรือเป็นห้องที่มีความร้อนสูง อย่างห้องครัว ห้องทำงาน ห้องออกกำลังกาย ควรเพิ่มขนาด BTU อีก 10–20% 3) แอร์อินเวอร์เตอร์ ประหยัดไฟกว่า แอร์ระบบอินเวอร์เตอร์ถูกออกแบบให้ทำงานแตกต่างจากแอร์แบบทั่วไป โดยสามารถปรับรอบการทำงานของคอมเพรสเซอร์ได้อย่างต่อเนื่องตามอุณหภูมิภายในห้อง แทนที่จะทำงานแบบตัด–ต่อเป็นช่วง ๆ เหมือนแอร์ระบบ On-Off ลักษณะการทำงานแบบนี้ช่วยให้เครื่องไม่ต้องเร่งกำลังซ้ำ ๆ จึงลดการใช้พลังงานโดยรวมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในด้านการใช้งานจริง แอร์อินเวอร์เตอร์มักให้ความประหยัดไฟได้ดีกว่า โดยเฉพาะในกรณีที่เปิดใช้งานต่อเนื่องหลายชั่วโมง อีกทั้งยังช่วยรักษาอุณหภูมิภายในห้องให้คงที่มากขึ้น ทำให้รู้สึกสบายขณะพักผ่อน และยังมีระดับเสียงการทำงานที่เงียบกว่าแอร์ทั่วไป อย่างไรก็ตาม ข้อพิจารณาที่สำคัญคือราคาของเครื่องมักสูงกว่า และลักษณะลมเย็นที่ได้อาจไม่ถูกใจบางคนที่คุ้นเคยกับความเย็นแบบ “ฉ่ำ” หรือแรงปะทะจากแอร์ระบบเดิม 4) แอร์โซลาร์เซลล์ แอร์โซลาร์เซลล์เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ช่วยประหยัดพลังงานในระยะยาว โดยเป็นการนำพลังงานแสงอาทิตย์มาใช้ร่วมกับระบบไฟฟ้าภายในบ้าน ทำให้สามารถลดการพึ่งพาไฟจากการไฟฟ้าได้ โดยเฉพาะในช่วงเวลากลางวันที่มีแสงแดดเพียงพอ ทั้งนี้ การติดตั้งแอร์โซลาร์เซลล์จำเป็นต้องพิจารณาราคาที่ค่อนข้างสูงกว่าแอร์ทั่วไปและแอร์อินเวอร์เตอร์ รวมถึงความพร้อมของพื้นที่สำหรับติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ และการดูแลรักษาระบบเพิ่มเติมในระยะยาว สนใจ แอร์โซลาร์เซลล์ คลิก\ สรุปเลือกแอร์ยังไงไม่ให้เปลืองไฟ การเลือกเครื่องปรับอากาศให้ประหยัดไฟไม่ใช่เรื่องของปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการพิจารณาร่วมกันหลายด้าน เริ่มจากการเลือกแอร์ที่มีฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 และมีระดับดาวสูง เพื่อให้มั่นใจในประสิทธิภาพด้านพลังงาน จากนั้นควรคำนวณขนาด BTU ให้เหมาะสมกับพื้นที่ใช้งานจริง โดยเฉพาะบ้านที่มีลักษณะโถงสูงหรือบันไดเปิดโล่ง ซึ่งอาจทำให้ความเย็นกระจายตัวได้ไม่ดีเท่าที่ควร นอกจากนี้ พฤติกรรมการใช้งานก็มีผลอย่างมาก หากเป็นบ้านที่เปิดแอร์ต่อเนื่องหลายชั่วโมงในแต่ละวัน การเลือกใช้แอร์ระบบอินเวอร์เตอร์จะช่วยลดการใช้พลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และสำหรับผู้ที่เปิดแอร์ช่วงกลางวันเป็นประจำ การติดตั้งแอร์โซลาร์เซลล์ก็เป็นอีกแนวทางที่ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานในอนาคตได้อย่างคุ้มค่า สนใจ เครื่องปรับอากาศ / แอร์ คลิก\ อ่านเพิ่มเติม: วิธีการคำนวณ BTU แอร์ ให้เหมาะกับขนาดห้อง พร้อมวิธีเลือกซื้อแอร์แบบประหยัดไฟเบอร์ 5\ อ่านเพิ่มเติม: มิเตอร์ไฟที่บ้าน ติดแอร์ได้กี่ตัว: วิธีคำนวณเบื้องต้น\ วิธีสั่งซื้อกับ SCG Home ง่ายๆ เพียง 3 ขั้นตอน สะดวกและรวดเร็ว กดเลือกสินค้าและจำนวนที่ต้องการสั่งซื้อสินค้าผ่านเว็บไซต์ SCGHOME.COM ชำระเงินตามยอดในรายการสั่งซื้อ เพื่อยืนยันการจัดส่งสินค้า ติดตามสถานะการจัดส่ง สอบถามข้อมูลสินค้าหรือต้องการความช่วยเหลือสั่งสินค้าได้ผ่านทาง: SCGHOME Contact Center: 02-586-1222 หรือ แอดไลน์ @scghome บทความโดย: ทีม Content Creator | SCG HOME ทีม Content Creator จบการศึกษาด้านสถาปัตยกรรมสาขาต่าง ๆ มีประสบการณ์ทำงานในวงการออกแบบและก่อสร้าง มีผลงานสร้างสรรค์คอนเทนต์มามากกว่า 10 ปี ในด้านความรู้เกี่ยวกับการก่อสร้าง วัสดุก่อสร้าง สินค้าและบริการเพื่อบ้าน ผลิตคอนเทนต์หลากหลายรูปแบบทั้งบทความ ภาพพร้อมคำบรรยาย อินโฟกราฟิก และวีดีโอ ผ่านสื่อต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบหนังสือ แผ่นพับ นิทรรศการ จอมอนิเตอร์ ตลอดจนช่องทางออนไลน์ทั้งเว็บไซต์และสื่อโซเชียล
รู้จักการทำงานของเครื่องเติมอากาศ ที่สร้างระบบเติมอากาศในบ้านแบบแรงดันบวก ฟอกอากาศ ช่วยกรองฝุ่นและเชื้อโรคก่อนเข้าบ้าน พร้อมหลักการเลือกใช้ รวมถึงข้อแตกต่างระหว่างเครื่องเติมอากาศดีกับเครื่องฟอกอากาศ เครื่องเติมอากาศในบ้านทำงานอย่างไร? เครื่องเติมอากาศในบ้านหรือที่เรียกกันว่าเครื่องเติมอากาศดี จะเอาอากาศจากภายนอกบ้านมาทำการ “กรองฝุ่นและเชื้อโรค ก่อนนำเข้าสู่ภายในบ้าน” โดยอากาศดีที่เข้ามาจะสร้างแรงดันบวก หรือที่เรียกว่า Positive Pressure แล้วดันเอาอากาศเดิมในบ้าน (ซึ่งมักเป็นแหล่งสะสมของสารก่อภูมิแพ้ คาร์บอนไดออกไซด์) ออกไปตามรอยต่อประตูหน้าต่าง อากาศในห้องจึงถ่ายเทได้ตลอดแม้บ้านปิดมิดชิด และความที่เป็นแรงดันบวก ซึ่งหมายถึงแรงดันอากาศในห้องจะสูงกว่าภายนอกบ้าน ดังนั้นโดยหลักการแล้ว ฝุ่นและเชื้อโรคจากนอกบ้านจะเข้ามาในบ้านไม่ได้ เครื่องเติมอากาศดี ช่วยสร้างระบบเติมอากาศในบ้านแบบแรงดันบวก ภาพ: ระบบแรงดันบวก Positive Pressure ที่สร้างโดยเครื่องเติมอากาศในบ้าน เครื่องเติมอากาศดี ช่วยสร้างระบบเติมอากาศในบ้านแบบแรงดันบวก ภาพ: ตัวอย่างเครื่องเติมอากาศในบ้าน ซึ่งมีทั้งแบบติดตั้งภายนอกบ้าน (บนซ้ายและล่างขวา) กับแบบติดตั้งภายในบ้าน (บนขวาและล่างซ้าย) ใช้เครื่องฟอกอากาศ แทนเครื่องเติมอากาศในบ้านได้หรือไม่? เครื่องฟอกอากาศจะทำการกำจัด “ฝุ่นและเชื้อโรคที่มีอยู่ในบ้าน” (ต่างกับเครื่องเติมอากาศดีที่จะกรองเอาอากาศบริสุทธิ์เข้าบ้านตั้งแต่แรก) โดยเครื่องฟอกอากาศจะสามารถกำจัดอนุภาค เชื้อโรค สารพิษอะไรในบ้านเราได้บ้างนั้น ขึ้นอยู่กับคุณสมบัติของเครื่องฟอกแต่ละรุ่น เครื่องฟอกอากาศจะไม่ได้ทำการถ่ายเทอากาศในบ้านออกสู่นอกบ้าน และไม่ได้สร้างแรงดันบวก ฝุ่น เชื้อโรคจากนอกบ้านมีโอกาสเข้ามาสู่ภายในบ้านได้ตามรอยต่อต่างๆ ได้ง่าย ดังนั้นการใช้เครื่องฟอกอากาศ จึงได้ผลลัพธ์ที่ต่างไปอย่างเห็นได้ชัด เมื่อเทียบกับเครื่องเติมอากาศ\ซึ่งสามารถสร้างระบบเติมอากาศภายในบ้านได้ต่อเนื่องตลอดเวลาที่เครื่องทำงาน เครื่องเติมอากาศในบ้าน มีกี่แบบ? โดยทั่วไปเครื่องเติมอากาศในบ้าน แต่ละรุ่น แต่ละยี่ห้อ จะมีรายละเอียดคุณสมบัติต่างกันไป แต่เราสามารถแบ่งเป็นประเภทใหญ่ๆ ให้เข้าใจกันได้ง่ายก่อนคือ เครื่องเติมอากาศดีในบ้าน แบบมีมอเตอร์พัดลมดูดอากาศ 1 ตัว ทำหน้าที่ดูดอากาศเข้ามาในบ้าน และอากาศที่เข้ามาภายในบ้านนั้น จะเกิดแรงดันบวก ดันเอาอากาศเสียออกไป เหมาะสำหรับห้องทั่วไปที่ไม่ได้เปิดแอร์ เครื่องเติมอากาศดีในบ้าน แบบมีมอเตอร์พัดลมดูดอากาศ 2 ตัว เหมาะกับห้องที่มีการเปิดแอร์ โดยมอเตอร์ตัวแรก จะทำหน้าที่ดูดอากาศจากภายนอกเข้ามาผ่านอุปกรณ์กรองพร้อมกลไกลดอุณหภูมิของอากาศที่ดูดเข้ามา เพื่อไม่ให้แอร์ทำงานหนัก ส่วนมอเตอร์ตัวที่ 2 จะทำการดูดอากาศในบ้านออกไปในปริมาณที่น้อยกว่ามอเตอร์ตัวที่ 1 ช่วยเพิ่มศักยภาพแรงดันบวกทำให้สามารถกำจัดกลิ่น ฝุ่น และความอับชื้นได้ดียิ่งขึ้น ทั้งนี้ เครื่องเติมอากาศดีที่มีมอเตอร์ 2 ตัว อาจเรียกว่า “เครื่องเติมอากาศระบบ ERV” หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “เครื่องหมุนเวียนอากาศ” เครื่องเติมอากาศดี ช่วยสร้างระบบเติมอากาศในบ้านแบบแรงดันบวก พร้อมมอเตอร์ 2 ตัว ภาพ: ตัวอย่างการทำงานของเครื่องเติมอากาศในบ้าน ที่มีมอเตอร์ 2 ตัว เลือกซื้อเครื่องเติมอากาศดีรุ่นต่างๆ คลิก\ จะเลือกเครื่องเติมอากาศในบ้าน มีปัจจัยอะไรอีกที่ต้องดู? เครื่องเติมอากาศดีในบ้านที่ขายตามท้องตลาด แต่ละรุ่นอาจมีรายละเอียดปลีกย่อย รวมถึงฟังก์ชันพิเศษให้เราพิจารณา เช่น ระบบการกรองฝุ่นและยับยั้งเชื้อโรคของเครื่องเติมอากาศดี ไม่ว่าจะเป็นความละเอียดของแผ่นกรอง ใบรับรองจากสถาบันที่น่าเชื่อถือ การเพิ่มระบบยับยั้งเชื้อโรคด้วย UVC และ พลาสมาไอออน เป็นต้น ขนาดพื้นที่ที่เหมาะกับการใช้งานแต่ละเครื่อง เครื่องเติมอากาศดีแต่ละรุ่น จะเหมาะกับการเติมอากาศภายในขนาดพื้นที่ที่กำหนด ซึ่งเจ้าของบ้านจะต้องเลือกให้เหมาะสม ตำแหน่งติดตั้ง รูปแบบ ขนาดของเครื่องเติมอากาศดี เป็นปัจจัยให้เจ้าของบ้านพิจารณาเรื่องความสวยงามเหมาะสมในภาพรวม เมื่อติดตั้งแล้วไม่ดูเกะกะเกินไป โดยเครื่องเติมอากาศดีในบ้านมีให้เลือกทั้งแบบติดตั้งภายนอกบ้าน ภายในบ้าน และบนฝ้าเพดาน บางรุ่นบางยี่ห้อเน้นออกแบบตัวเครื่องให้ดูสวยงาม มีการซ่อนอุปกรณ์บางอย่างไว้ในท่อ ทำให้ตัวเครื่องดูเล็กลง ติดตั้งแล้วไม่ดูสะดุดตามาก ฟังก์ชันอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นการปรับปริมาณการเติมอากาศได้ตามต้องการ ใช้งานได้ผ่านรีโมต ผ่านแอปพลิเคชัน เลือกโหมดได้หลากหลาย มีจอแสดงค่าต่างๆ เช่น ค่า PM2.5 PM10 คาร์บอนไดออกไซด์ แบบ Real-Time ซึ่งขึ้นอยู่กับจุดขายของแต่ละรุ่น เครื่องเติมอากาศดี ช่วยสร้างระบบเติมอากาศในบ้านแบบแรงดันบวก พร้อมจอแสดงผล ภาพ: ตัวอย่างเครื่องเติมอากาศดีสำหรับติดตั้งกับผนัง (ซ้าย) และแบบติดตั้งบนฝ้าเพดาน (ขวา) ที่มาพร้อมจอแสดงผล เลือกซื้อเครื่องเติมอากาศในบ้านพร้อมบริการติดตั้ง คลิก\ อ่านเพิ่มเติม: หายใจสดชื่นเต็มปอด ไม่กลัวฝุ่น PM 2.5 กับเครื่องเติมอากาศดี SCG Active AIR Quality\ 10 คำถามถามบ่อย: เครื่องเติมอากาศดี SCG Active AIR Quality รับชม VDO 10 คำถามถามบ่อย เครื่องเติมอากาศ คลิก\ สรุป เมื่อได้เข้าใจระบบเติมอากาศในบ้านของเครื่องเติมอากาศดี โดยอาศัยหลักการกรองอากาศจากภายนอกและสร้างแรงดันบวกป้องกันฝุ่นป้องกันเชื้อโรคเข้าสู่บ้านแล้ว ก็ต้องดูว่าเราจะใช้งานกับห้องที่เปิดแอร์หรือไม่เปิดแอร์ พร้อมพิจารณาระบบกรอง ขนาดพื้นที่ รูปลักษณ์ ตำแหน่งติดตั้ง ฟังก์ชันเสริม ของเครื่องเติมอากาศในบ้านให้ตรงกับความต้องการ หากเป็นสร้างบ้านใหม่จะสามารถวางแผนเตรียมตำแหน่งและระบบไฟฟ้ารองรับได้ตั้งแต่ช่วงก่อสร้าง ทำให้ดูเรียบร้อยสวยงามได้ง่ายกว่า ส่วนบ้านที่อยู่อาศัยไปแล้ว ต้องพิจารณารายละเอียดลักษณะพื้นที่ตามที่ผู้ให้บริการกำหนด ซึ่งสามารถปรึกษาผู้ให้บริการได้ นอกจากนี้ควรเลือกเครื่องเติมอากาศในบ้านจากผู้ขาย ผู้ผลิต ที่น่าเชื่อถือ รวมถึงมีการรับประกันทั้งตัวเครื่องและงานติดตั้งในระยะเวลาที่เหมาะสม เลือกซื้อเครื่องเติมอากาศดี ติดตั้งระบบเติมอากาศในบ้าน เครื่องเติมอากาศดีและเครื่องฟอกอากาศรุ่นต่างๆ\ ติดตั้งระบบเติมอากาศในบ้าน\โดยช่างผู้ชำนาญ เครื่องใช้ไฟฟ้า วัสดุก่อสร้าง สินค้าและบริการเพื่อบ้านราคาพิเศษ พร้อมโปรโมชันหลากหลาย วิธีสั่งซื้อกับ SCG Home ง่ายๆ เพียง 3 ขั้นตอน สะดวกและรวดเร็ว กดเลือกสินค้าและจำนวนที่ต้องการสั่งซื้อสินค้าผ่านเว็บไซต์ SCGHOME.COM ชำระเงินตามยอดในรายการสั่งซื้อ เพื่อยืนยันการจัดส่งสินค้า ติดตามสถานะการจัดส่ง สอบถามข้อมูลสินค้าหรือต้องการความช่วยเหลือสั่งสินค้าได้ผ่านทาง: SCGHOME Contact Center: 02-586-1222 หรือ แอดไลน์ @scghome บทความโดย: ทีม Content Creator | SCG HOME ทีม Content Creator จบการศึกษาด้านสถาปัตยกรรมสาขาต่าง ๆ มีประสบการณ์ทำงานในวงการออกแบบและก่อสร้าง มีผลงานสร้างสรรค์คอนเทนต์มามากกว่า 10 ปี ในด้านความรู้เกี่ยวกับการก่อสร้าง วัสดุก่อสร้าง สินค้าและบริการเพื่อบ้าน ผลิตคอนเทนต์หลากหลายรูปแบบทั้งบทความ ภาพพร้อมคำบรรยาย อินโฟกราฟิก และวีดีโอ ผ่านสื่อต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบหนังสือ แผ่นพับ นิทรรศการ จอมอนิเตอร์ ตลอดจนช่องทางออนไลน์ทั้งเว็บไซต์และสื่อโซเชียล
เครื่องกำจัดเศษอาหาร หรือที่เรียกว่า เครื่องย่อยเศษอาหาร (Food Waste Disposer) รักษ์โลกจริงไหม.. ก่อนอื่นต้องมาทำความรู้จักก่อนว่า “เศษอาหาร” ที่เรารับประทานไม่หมดในแต่ละครั้งหรือเศษอาหารเหลือทิ้ง จัดอยู่ในประเภทขยะอินทรีย์ ซึ่งเป็นขยะมูลฝอยที่สามารถย่อยสลายเองได้ ยกตัวอย่างเช่น ขยะเศษอาหาร เศษเนื้อสัตว์ เศษผักและผลไม้ ฯลฯ แต่ถึงแม้จะสามารถย่อยสลายเองได้ กระบวนการย่อยสลายเองนั้นก็ยังต้องใช้เวลาและก่อให้เกิดก๊าซมีเทนเป็นจำนวนมาก และก๊าซมีเทนก็เป็นส่วนหนึ่งของก๊าซเรือนกระจกที่ทำให้โลกร้อนขึ้นนั่นเอง แถมยังมากกว่าคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 25 เท่าเลยทีเดียว หลาย ๆ ประเทศเริ่มมีมาตรการในการจัดการขยะเศษอาหารอย่างจริงจัง โดยเริ่มต้นจากที่บ้าน ไปสู่ร้านอาหารและเข้าสู่กระบวนการของหน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบจัดการขยะ เศษอาหาร เครื่องย่อยเศษอาหาร เครื่องกำจัดเศษอาหาร รักษ์โลก ภาพ: เศษอาหารเหลือทิ้งต่อมื้ออาหารจำนวนมาก ดังนั้น หนึ่งวิธีที่จะช่วยส่งเสริมให้ขยะเศษอาหารถูกจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น คือ การเปลี่ยนขยะเศษอาหารให้กลายเป็นปุ๋ยในชั่วข้ามคืนด้วย “เครื่องย่อยเศษอาหาร” หรือ “เครื่องกำจัดเศษอาหาร” นั่นเอง เครื่องย่อยเศษอาหาร คืออะไร ? เครื่องย่อยเศษอาหาร เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าชนิดหนึ่งที่ออกแบบมาเพื่อกำจัดเศษอาหารหรือย่อยเศษอาหารโดยเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็นเศษอาหาร ผัก ผลไม้ เนื้อสัตว์ ฯลฯ ก็สามารถย่อยสลายให้มีขนาดเล็กลง แห้ง ไม่ส่งกลิ่นเหม็น และกลายเป็นปุ๋ยออร์แกนิกได้โดยใช้เวลาไม่นาน สูงสุดเพียง 24 ชั่วโมง (ระยะเวลาในการทำงานของตัวเครื่องจะขึ้นอยู่กับระบบและคุณสมบัติของเครื่องย่อยเศษอาหารแต่ละประเภท) หลังจากนั้นก็สามารถนำเศษอาหารหรือปุ๋ยออร์แกนิกที่ย่อยเสร็จแล้วไปปรุงดินหรือปลูกต้นไม้ต่อได้ เศษอาหาร เครื่องย่อยเศษอาหาร เครื่องกำจัดเศษอาหาร รักษ์โลก ภาพ: เทเศษอาหารลงในเครื่องกำจัดเศษอาหารให้ได้ปุ๋ยและนำไปปลูกต้นไม้ต่อได้ ประโยชน์ของเครื่องย่อยเศษอาหาร กำจัดเศษอาหารที่เหลือทิ้งในแต่ละมื้ออาหารได้โดยที่เราไม่ต้องเทเศษอาหารทิ้งลงในอ่างล้านจาน ทำให้ช่วยลดปัญหาท่อน้ำอุดตันจากการทิ้งเศษอาหารได้ ลดปัญหาแมลงและสัตว์รบกวนต่าง ๆ ที่เข้ามาในห้องครัวได้ เนื่องจากไม่มีเศษอาหารคงเหลือทั้งในถังขยะหรือในท่อ รวมถึงอ่างล้างจาน ให้แมลงและสัตว์รบกวนต่าง ๆ เข้ามาในห้องครัวเพื่อหาเศษอาหารอีก ประหยัดเวลาในการทำปุ๋ยมากขึ้น หลาย ๆ ครัวเรือนมักจะแยกเศษอาหารเพื่อนำไปทำปุ๋ยหมัก ซึ่งมักมีขั้นตอนและใช้เวลาในการทำค่อนข้างนาน กว่าจะนำไปใช้ได้ ดังนั้นการใช้เครื่องย่อยเศษอาหารสามารถช่วยย่นระยะเวลาในการทำปุ๋ยได้ดีและยังได้ปุ๋ยออร์แกนิกที่มีประสิทธิภาพอีกด้วย ช่วยลดกลิ่นที่เกิดจากการสะสมของเศษอาหาร ไม่ว่าจะเป็น ผัก ผลไม้ เนื้อสัตว์ กระดูกที่ย่อยยากก่อนนำไปย่อยสลาย การทำปุ๋ยหมักเองหรือแยกเพื่อส่งต่อให้หน่วยงานที่รับผิดชอบแน่นอนว่ามักจะส่งกลิ่นรบกวนตามมา แต่เครื่องย่อยเศษอาหารส่วนใหญ่มักจะมาพร้อมกับระบบ dry เพื่อทำให้เศษอาหารแห้ง ไม่มีความชื้น และไม่มีกลิ่นมารบกวน ช่วยลดปริมาณขยะเศษอาหาร ลดขั้นตอนในการกำจัดขยะ และช่วยสิ่งแวดล้อมให้ดีขึ้นด้วยการนำขยะเศษอาหารไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้ สนใจ เครื่องย่อยเศษอาหาร คลิก\ เครื่องย่อยเศษอาหาร มีกี่ประเภท ? เครื่องย่อยเศษอาหารในปัจจุบันแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ ได้แก่ ระบบที่ย่อยด้วยจุลินทรีย์ธรรมชาติ (Composter) ระบบที่ย่อยเศษอาหารโดยการอบแห้งและบดละเอียด โดยไม่ใช้จุลินทรีย์ธรรมชาติ (Dehydrator) เศษอาหาร เครื่องย่อยเศษอาหาร เครื่องกำจัดเศษอาหาร รักษ์โลก เครื่องย่อยเศษอาหารทั้ง 2 ประเภท มีส่วนที่เหมือนและแตกต่างกัน อีกทั้งประเภทเดียวกันแต่คนละยี่ห้อก็ยังมีฟังก์ชันที่ไม่เหมือนกันซะทีเดียว จึงควรศึกษาคู่มือการใช้งานอย่างละเอียดก่อนเริ่มใช้งาน 1. ระบบที่ย่อยด้วยจุลินทรีย์ธรรมชาติ (Composter) เป็นเครื่องย่อยเศษอาหารที่ต้องเติมจุลินทรีย์ซึ่งจะมีมาให้ลงไปในเครื่องก่อนเสมอ จากนั้นเทน้ำเปล่าสะอาดตามลงไป (ตามคู่มือ) และเริ่มกดปุ่มใช้งานหรือใส่เศษอาหาร โดยที่เราจะเติมจุลินทรีย์ในครั้งแรงเพียงครั้งเดียวเท่านั้น และอาศัยหลักการเชื้อต่อเชื้อ ทุกครั้งที่เครื่องย่อยเศษอาหารจนกลายเป็นปุ๋ยเรียบร้อยแล้ว ให้เหลือปุ๋ยไว้อย่างน้อยครึ่งถังเสมอ เพื่อเอาไว้ต่อเชื้อจุลินทรีย์ในการย่อยสลายเศษอาหารครั้งต่อไป ตัวเครื่องจะใช้ระยะเวลาในการย่อย 24 ชม. และเมื่อทำงานเสร็จเรียบร้อยแล้วในแต่ละครั้งจะกลายเป็นปุ๋ยอินทรีย์ 100% ที่มีความเข้มข้นสูง โดยจะมีค่า NPK ครบตามมาตรฐาน แต่สัดส่วนของธาตุแต่ละตัวจะต่างกันไปขึ้นอยู่กับประเภทของอาหารที่ใส่ลงไป ข้อดี สามารถเปิดฝาเครื่องเติมเศษอาหารได้เรื่อย ๆ ตลอดทั้งวัน ไม่ต้องรอเครื่องจบขั้นตอนการทำงานเสร็จในหนึ่งรอบ ซึ่งต่างจากเครื่องย่อยประเภทอบแห้งและบดที่ต้องใช้เวลาในการรอไม่สามารถเปิดฝาระหว่างวันได้ จึงเหมาะกับร้านอาหารและบ้านหรือครอบครัวใหญ่ประมาณ 4-8 คน ปุ๋ยที่ได้สามารถใช้ได้เลยไม่ต้องผสมดินก่อน ไม่จำเป็นต้องตักปุ๋ยออกทุกวัน ปุ๋ยที่ได้สามารถเก็บไว้ในเครื่องได้ยาวนานกว่าและไม่มีกลิ่น ข้อเสีย ราคาสูงกว่าเครื่องย่อยเศษอาหารแบบอบแห้งและบดละเอียด ใช้เวลาในการย่อยเศษอาหารนานกว่า เศษอาหาร เครื่องย่อยเศษอาหาร เครื่องกำจัดเศษอาหาร รักษ์โลก ภาพ: ตัวอย่างเครื่องย่อยเศษอาหารที่ใช้ระบบที่ย่อยด้วยจุลินทรีย์ธรรมชาติ เศษอาหาร เครื่องย่อยเศษอาหาร เครื่องกำจัดเศษอาหาร รักษ์โลก ภาพ: ตัวอย่างการใส่จุลินทรีย์ที่แถมมาให้ก่อนเริ่มใช้งานจากยี่ห้อ HASS ขอบคุณรูปภาพตัวอย่างจากยี่ห้อ HASS สนใจ เครื่องย่อยเศษอาหาร คลิก\ 2. ระบบที่ย่อยเศษอาหารโดยการอบแห้งและบดละเอียด (Dehydrator) หลักการทำงานจะเริ่มจากการอบแห้ง ซึ่งเป็นขั้นตอนที่จะช่วยกำจัดกลิ่นไม่พึงประสงค์ของอาหารก่อน จากนั้นจะเข้าสู่ขั้นตอนการบดเศษอาหารให้เล็กลงเป็นเศษคล้ายผงเมื่อนำไปผสมดินจะทำให้ปล่อยธาตุอาหารได้ง่ายขึ้น เมื่อเครื่องบดเศษอาหารเสร็จเรียบร้อย ตัวเครื่องจะค่อยๆ ระบายความร้อนและลดความชื้นในเศษอาหาร ขั้นตอนสุดท้ายตัวเครื่องจะฆ่าเชื้อต่าง ๆ ที่ปนมาในเศษอาหารด้วยแสง UV เป็นอันเสร็จสิ้นกระบวนการย่อย โดยใช้เวลาประมาณ 6-10 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับประเภทอาหาร ปริมาณอาหาร และความชื้นของอาหาร เหมาะกับบ้านครอบครัวขนาดเล็ก 3-4 คน หรือบ้านที่มีพื้นที่จำกัด เพราะตัวเครื่องมีขนาดเล็กกะทัดรัดกว่าแบบเครื่องย่อยจุลินทรีย์ เศษอาหาร เครื่องย่อยเศษอาหาร เครื่องกำจัดเศษอาหาร รักษ์โลก ภาพ: ตัวอย่างเครื่องย่อยเศษอาหารที่ใช้ระบบการอบแห้งและบดละเอียด ขอบคุณรูปภาพตัวอย่างจากยี่ห้อ Raakdin ข้อดี ใช้งานง่าย กดเพียงปุ่ม power ปุ่มเดียวและรอเวลา ไม่ต้องเติมจุลินทรีย์ในขั้นตอนแรก ใช้เวลาทำงานประมาณ 6-10 ชั่วโมงต่อรอบ ไม่ต้องเสียบปลั๊กไฟตลอดทั้งวัน เสียบเท่าที่ใช้ ไม่เปลืองไฟ ข้อเสีย ไม่สามารถเปิดเครื่องขณะกำลังทำงานได้ เพราะตัวเครื่องจะหยุดทำงานทันทีและกลับไปเริ่มที่ขั้นตอนแรกใหม่ทุกครั้ง (อบบดระบายความร้อนฆ่าเชื้อ) ทำให้เครื่องใช้เวลาทำงานนานขึ้น ประเภทเศษอาหารที่ควรใส่และไม่ควรใส่ ! เครื่องย่อยทั้ง 2 ประเภทจะบอกชนิดของเศษอาหารที่ย่อยได้หรือไม่ได้ไว้ตามคู่มือ ควรทำตามอย่างเคร่งครัดเพื่อให้ตัวเครื่องทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เศษอาหาร เครื่องย่อยเศษอาหาร เครื่องกำจัดเศษอาหาร รักษ์โลก ภาพ: เศษอาหารที่ใส่ได้และไม่ได้จากยี่ห้อ Hass เศษอาหาร เครื่องย่อยเศษอาหาร เครื่องกำจัดเศษอาหาร รักษ์โลก ภาพ: เศษอาหารที่ใส่ได้และไม่ได้จากยี่ห้อ Raakdin ขอบคุณรูปภาพตัวอย่างจากยี่ห้อ Raakdin สรุปการใช้งาน ที่เหมือนกันของเครื่องย่อยเศษอาหารทั้ง 2 ประเภท คือ ใช้งานง่ายไม่ซับซ้อน ไม่ต้องเปลี่ยนไส้กรองทุก 3 เดือน ไม่ต้องซื้ออุปกรณ์เพิ่มเติม ลงทุนครั้งเดียวจบ แต่มีรายละเอียดที่แตกต่างกันเล็กน้อยในขั้นตอนแรก ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความชอบและความสะดวกของแต่ละบ้าน รวมถึงจำนวนสมาชิกคนในบ้านก็เป็นปัจจัยในการตัดสินใจซื้อที่สำคัญเช่นกัน แต่สิ่งหนึ่งที่สำคัญของเครื่องย่อยเศษอาหารทั้ง 2 ประเภทนี้ คือ เป็นไอเทมที่ช่วยลดขยะให้กับโลกได้จริงและยังสามารถนำเศษอาหารที่ไม่ใช้แล้วไปใช้ประโยชน์สูงสุดด้วยการย่อยให้กลายเป็นปุ๋ยเพื่อนำปลูกต้นไม้ต่อได้ อย่างไรก็ดี ควรศึกษาข้อมูลการใช้งานเครื่องย่อยเศษอาหารแต่ละยี่ห้ออย่างละเอียดก่อนใส่เศษอาหารลงไป เพื่อคงประสิทธิภาพของปุ๋ยที่จะได้รับและคงประสิทธิภาพการทำงานของเครื่องย่อยเศษอาหารด้วย อ่านเพิ่มเติม: 12 คำถาม “HASS เครื่องย่อยเศษอาหารให้เป็นปุ๋ยออร์แกนิก” ถามตอบ เครื่องย่อยเศษอาหาร HASS คลิกดู VDO\ รีวิว เครื่องย่อยเศษอาหาร HASS สนใจ เครื่องย่อยเศษอาหาร คลิก\ เครื่องย่อยเศษอาหาร ส่งถึงหน้าบ้านคุณ กับ SCG Home Online เชื่อถือได้ สินค้ามีคุณภาพ SCG Home Online เป็น E-Commerce Online Shopping จาก SCG (บริษัทปูนซิเมนต์ไทยจำกัด มหาชน) ซึ่งเป็นแบรนด์ผู้ผลิตสินค้าวัสดุก่อสร้างชั้นนำของประเทศไทย โดย SCG Home Online เป็นแพลตฟอร์มช้อปปิ้งออนไลน์เพื่อคนรักบ้าน ที่ดำเนินการโดยบริษัท SCG Distribution จำกัด จัดทำขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในปัจจุบันที่ต้องการความสะดวกสบายในการสั่งซื้อสินค้าและบริการ วิธีสั่งซื้อกับ SCG Home ง่ายๆ เพียง 3 ขั้นตอน สะดวกและรวดเร็ว กดเลือกสินค้าและจำนวนที่ต้องการสั่งซื้อสินค้าผ่านเว็บไซต์ SCGHOME.COM ชำระเงินตามยอดในรายการสั่งซื้อ เพื่อยืนยันการจัดส่งสินค้า ติดตามสถานะการจัดส่ง สอบถามข้อมูลสินค้าหรือต้องการความช่วยเหลือสั่งสินค้าได้ผ่านทาง: SCGHOME Contact Center: 02-586-1222 หรือ แอดไลน์ @scghome บทความโดย: ทีม Content Creator | SCG HOME ทีม Content Creator จบการศึกษาด้านสถาปัตยกรรมสาขาต่าง ๆ มีประสบการณ์ทำงานในวงการออกแบบและก่อสร้าง มีผลงานสร้างสรรค์คอนเทนต์มามากกว่า 10 ปี ในด้านความรู้เกี่ยวกับการก่อสร้าง วัสดุก่อสร้าง สินค้าและบริการเพื่อบ้าน ผลิตคอนเทนต์หลากหลายรูปแบบทั้งบทความ ภาพพร้อมคำบรรยาย อินโฟกราฟิก และวีดีโอ ผ่านสื่อต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบหนังสือ แผ่นพับ นิทรรศการ จอมอนิเตอร์ ตลอดจนช่องทางออนไลน์ทั้งเว็บไซต์และสื่อโซเชียล
ฉนวนกันความร้อน STAY COOL สำหรับติดตั้งบนฝ้าเพดาน มีอายุการใช้งานยาวนาน และเมื่อต้องเปลี่ยนใหม่ก็มักจะถึงเวลาที่ควรตรวจสอบสภาพของโครงคร่าวหรือโครงสร้างที่จะรับน้ำหนักฉนวนด้วย สำหรับเจ้าของบ้านที่เพิ่งเข้ามาอ่านเป็นครั้งแรก ขอเกริ่นก่อนว่าฉนวนกันความร้อน STAY COOL คือ ฉนวนกันความร้อนของ เอสซีจี ที่ใช้ติดตั้งเหนือฝ้าเพดาน เป็นฉนวนใยแก้วสีเขียวหนาฟู หุ้มด้วยแผ่นอะลูมิเนียมฟอยล์สีเงิน เนื้อฉนวนใยแก้วจะคอยป้องกันความร้อนจากบริเวณหลังคาไม่ให้ผ่านเข้ามาถึงภายในบ้าน ส่วนแผ่นอะลูมิเนียมฟอยล์ที่หุ้มฉนวนอยู่จะทำหน้าที่สะท้อนรังสีความร้อนออกไป และยังช่วยเสริมแรงให้ฉนวนเพื่อเพิ่มความทนทานอีกด้วย ฉนวนกันความร้อน แผ่นฉนวนกันความร้อน ฉนวนกันความร้อนหลังคา ฉนวนกันความร้อนใต้หลังคา ติดฉนวนกันความร้อน ฉนวนกันความร้อนบนฝ้า ติดตั้งฉนวนกันความร้อน ปูฉนวนกันความร้อนบนฝ้า ภาพ: การทำงานของฉนวนใยแก้วและอลูมิเนียมฟอยล์ สนใจบริการ ติดตั้งฉนวนกันความร้อน STAY COOL คลิก\ เมื่อติดตั้งฉนวนกันความร้อน STAY COOL บนฝ้าเพดานไปแล้ว โดยทั่วไปมักใช้งานได้นานกว่า 10 ปี พอตัวฉนวนใยแก้วเริ่มหมดอายุการใช้งานหรือเสื่อมสภาพตามกาลเวลา ก็อาจเกิดการยุบตัว ความหนาลดลง และกันความร้อนได้ไม่ดีเท่าเดิม ถ้าจะรื้อเปลี่ยนใหม่อาจถือโอกาสรื้อพร้อมๆ กับตอนรีโนเวทบ้าน (เมื่อบ้านมีอายุสักประมาณ 15 ปี) จะได้ไม่ต้องยุ่งยากหลายรอบ ทั้งนี้ ก่อนจะปูฉนวนกันความร้อน ฉนวนกันความร้อน STAY COOL ชุดใหม่บนฝ้า ให้ลองตรวจสภาพโครงคร่าวฝ้าเพดานและฉนวนของเดิมดูก่อน ถ้าทั้งสองอย่างยังมีสภาพดี และโครงคร่าวรับน้ำหนักได้มากพอ อาจปูทับไปของเก่าไปเลยเพื่อความสะดวก ในทางกลับกันถ้าโครงคร่าวรับน้ำหนักฉนวนทั้งสองไม่ไหว หรือฉนวนเดิมอยู่ในสภาพเสียหายมาก เช่น อะลูมิเนียมฟอยล์มีรอยฉีกขาดกระจัดกระจายใหญ่โต ก็ควรรื้อฉนวนเดิมออกก่อนจะดีกว่า ฉนวนกันความร้อน แผ่นฉนวนกันความร้อน ฉนวนกันความร้อนหลังคา ฉนวนกันความร้อนใต้หลังคา ติดฉนวนกันความร้อน ฉนวนกันความร้อนบนฝ้า ติดตั้งฉนวนกันความร้อน ปูฉนวนกันความร้อนบนฝ้า ภาพ: การทำงานของฉนวนใยแก้วและอลูมิเนียมฟอยล์ อ่านเพิ่มเติม: 5 เรื่องน่ารู้ ก่อนติดฉนวนกันความร้อน STAY COOL ให้บ้านเย็น ขอทิ้งท้ายข้อคำนึงก่อนจบ อันดับแรก การรื้อหรือติดตั้งฉนวนกันความร้อน STAY COOL บนฝ้าเพดานนั้น ควรยึดรายละเอียดขั้นตอนตามคู่มือติดตั้งเพื่อการใช้งานที่ดีและคุ้มค่า อีกเรื่องที่มองข้ามไม่ได้ก็คือ การแก้ปัญหาบ้านร้อนโดยใช้ฉนวนกันความร้อน จะต้องหาทางให้อากาศและความร้อนระบายออกไปได้ด้วย เพราะโดยหลักแล้วถ้าฉนวนกันความร้อนไม่ให้เข้าบ้านได้ ก็ย่อมกักความร้อนในบ้านไม่ให้ออกไปได้ด้วยเหมือนกัน หากระบายอากาศได้ไม่ดี ความร้อนจะถูกขังสะสมจนบ้านร้อนอบอ้าว ดังนั้น การใช้ฉนวนกันความร้อนให้ตอบโจทย์อย่างแท้จริง โดยเฉพาะแนวคิดบ้านเย็น บ้านประหยัดพลังงาน จะต้องคำนึงเรื่องการระบายอากาศที่ดี เพื่อให้ความร้อนถ่ายเทออกไปนอกบ้านได้อย่างเพียงพอ อ่านเพิ่มเติม: ทำบ้านให้ระบายอากาศได้ เพื่อสุขภาพที่ดี สนใจบริการ ติดตั้งฉนวนกันความร้อน STAY COOL คลิก\ วิธีสั่งซื้อกับเราง่ายๆ เพียง 3 ขั้นตอน กดเลือกสินค้าและจำนวนที่ต้องการสั่งซื้อสินค้าผ่านเว็บไซต์ SCGHOME.COM ชำระเงินตามยอดในรายการสั่งซื้อ เพื่อยืนยันการจัดส่งสินค้า ติดตามสถานะการจัดส่ง สอบถามข้อมูลสินค้าหรือต้องการความช่วยเหลือสั่งสินค้าได้ผ่านทาง: SCGHOME Contact Center: 02-586-1222 หรือ แอดไลน์ @scghome บทความโดย: ทีม Content Creator | SCG HOME ทีม Content Creator จบการศึกษาด้านสถาปัตยกรรมสาขาต่าง ๆ มีประสบการณ์ทำงานในวงการออกแบบและก่อสร้าง มีผลงานสร้างสรรค์คอนเทนต์มามากกว่า 10 ปี ในด้านความรู้เกี่ยวกับการก่อสร้าง วัสดุก่อสร้าง สินค้าและบริการเพื่อบ้าน ผลิตคอนเทนต์หลากหลายรูปแบบทั้งบทความ ภาพพร้อมคำบรรยาย อินโฟกราฟิก และวีดีโอ ผ่านสื่อต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบหนังสือ แผ่นพับ นิทรรศการ จอมอนิเตอร์ ตลอดจนช่องทางออนไลน์ทั้งเว็บไซต์และสื่อโซเชียล