การติดตั้งหลังคาโซลาร์เซลล์ เป็นอีกหนึ่งวิธีประหยัดค่าไฟที่เจ้าของบ้านหลายสนใจ แต่ก็ต้องใช้งบประมาณในการลงทุนติดตั้งระบบ ดังนั้น เราจึงควรทำความเข้าใจรายละเอียดเพื่อประกอบการพิจารณา ตั้งแต่ส่วนประกอบและประเภทของหลังคาโซลาร์เซลล์ ค่าไฟที่ประหยัดได้และการคืนทุน โดยประมาณ รวมถึงปัจจัยในการเลือกผู้ให้บริการที่มีคุณภาพมาตรฐาน ทั้งงานติดตั้งและอุปกรณ์ที่ใช้ ไปจนถึงการดูแลรักษา สารบัญบทความ >เรื่องที่ 1: หลังคาโซลาร์เซลล์คืออะไร? ทำความรู้จักระบบ Solar Rooftop และส่วนประกอบสำคัญ >เรื่องที่ 2: หลังคาโซล่าเซลล์มีกี่แบบ เลือกแบบไหนดี? >เรื่องที่ 3: ติดแผงโซล่าเซลล์บนหลังคา คุ้มไหม ราคาเท่าไหร่ กี่ปีคืนทุน (อัปเดต พ.ศ. 2569) >เรื่องที่ 4: แผงโซลาร์เซลล์บนหลังคา ใช้ไฟฟ้าได้ขนาดไหน ประหยัดค่าไฟได้เท่าไหร่ >เรื่องที่ 5: 4 เช็กลิสต์ก่อนติดตั้งโซล่าเซลล์บนหลังคาบ้าน >เรื่องที่ 6: ทำไมถึงต้องขออนุญาตติดตั้งโซลาร์รูฟ (Solar Roof) >เรื่องที่ 7: ไขข้อข้องใจ ติดตั้งหลังคาโซลาร์เซลล์แล้ว หลังคารั่วไหม? เสี่ยงไฟไหม้หรือเปล่า? >เรื่องที่ 8: เลือกบริษัทติดตั้ง Solar Roof ให้ได้คุณภาพ มาตรฐาน ปลอดภัย >เรื่องที่ 9: ติดหลังคาโซล่าเซลล์ไปแล้ว ต้องดูแลรักษาอย่างไร เรื่องที่ 1: หลังคาโซลาร์เซลล์คืออะไร? ทำความรู้จักระบบ Solar Rooftop และส่วนประกอบสำคัญ หลังคาโซลาร์เซลล์ (Solar Rooftop) คือ หลังคาโซลาร์เซลล์ หรือ หลังคา Solar Roof หรือที่หลายคนคุ้นหูกันในชื่อ “โซลาร์รูฟท็อป” (Solar Rooftop) คือการเปลี่ยนพื้นที่บนหลังคาบ้านให้กลายเป็นแหล่งผลิตพลังงาน โดยใช้แผงโซลาร์เซลล์ทำหน้าที่รับแสงอาทิตย์แล้วเปลี่ยนเป็นกระแสไฟฟ้าเพื่อใช้ในครัวเรือน การทำงานของระบบเริ่มจากแผงโซลาร์เซลล์ดูดซับแสงแดดและผลิตเป็นไฟฟ้ากระแสตรง (DC) ออกมา จากนั้นจะส่งกระแสไฟผ่านไปยังอินเวอร์เตอร์ เพื่อแปลงให้เป็นกระแสสลับ (AC) ก่อนจะจ่ายเข้าสู่ตู้เบรกเกอร์ เพื่อกระจายกระแสไฟไปหล่อเลี้ยงเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ ภายในบ้านต่อไป อ่านเพิ่มเติม: ศัพท์เรื่องบ้าน: หลังคาโซลาร์เซลล์ (Solar Roof)\ หลังคาโซลาร์เซลล์ SCG Solar Roof Solutions พร้อมบริการติดตั้งครบวงจร คลิก\ ส่วนประกอบสำคัญของระบบโซลาร์เซลล์บนหลังคา (Solar Roof) โดยหลักแล้วการติดตั้งหลังคาโซลาร์เซลล์ จะต้องมีส่วนประกอบสำคัญ ได้แก่ 1) แผงโซลาร์เซลล์ 2) อินเวอร์เตอร์ 3) กล่องควบคุมระบบไฟฟ้า และ 4) ระบบโครงสร้างติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์และสายไฟ 1) แผงโซลาร์เซลล์ ทำหน้าที่รับแสงอาทิตย์และแปลงเป็นพลังงานไฟฟ้ากระแสตรง (DC) มี 3 ประเภทหลักที่นิยมใช้กัน ได้แก่ โมโนคริสตัลไลน์ (Monocrystalline): ทำจากผลึกซิลิคอนบริสุทธิ์สูง แต่ละเซลล์มีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยมตัดทั้ง 4 มุม แผ่นมักมีสีดำคือสีจะเข้มกว่าแผงโซลาร์ประเภทอื่นๆ มีประสิทธิภาพการผลิตไฟสูงสุด ทนความร้อนได้ดี เป็นที่นิยม เพราะใช้พื้นที่ติดตั้งน้อยสุด และอายุการใช้งานนานที่สุด โพลีคริสตัลไลน์ (Polycrystalline): ทำจากผลึกซิลิคอนที่นำมาหลอมรวมกัน แต่ละเซลล์เป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสไม่ตัดมุม แผ่นมักมีสีน้ำเงิน ประสิทธิภาพจะรองลงมาจากแบบ Monocrystalline เล็กน้อย แต่ราคาย่อมเยากว่า ทินฟิล์ม (Thin Film): เป็นการใช้สารที่มีคุณสมบัติแปลงพลังงานจากแสงให้เป็นกระแสไฟฟ้าได้ มาเคลือบบนแผ่นฟิล์ม แผงประเภทนี้มีประสิทธิภาพการผลิตไฟต่ำที่สุด จึงใช้พื้นที่ติดตั้งมากกว่าแบบอื่น ไม่นิยมใช้กับบ้านทั่วไป แต่ด้วยคุณสมบัติที่น้ำหนักเบาและโค้งงอได้ จึงเหมาะสำหรับติดตั้งบนพื้นผิวโค้งมน ไม่เรียบ เช่น หลังคารถหลังคาหรือผนังอาคารที่โค้ง นอกจากนี้ แผงโซล่าเซลล์ยังมีการจัดอันดับเกรดมาตรฐานของบริษัทผู้ผลิต โดยแบรนด์ที่ได้รับการจัดอันดับเป็น Tier 1 จะเป็นผู้ผลิตที่น่าเชื่อถือ มาตรฐานการผลิตครบวงจร การเงินมั่นคง เจ้าของบ้านสามารถวางใจได้กับการรับประกันแผงโซลาร์เซลล์ที่ยาวนานถึง 25 ปี 2) อินเวอร์เตอร์ ทำหน้าที่แปลงไฟฟ้ากระแสตรง (DC) ที่ได้จากแผงโซลาร์เซลล์ ให้เป็นไฟฟ้ากระแสสลับ (AC) เพื่อให้สามารถนำมาใช้กับเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านได้ ซึ่งที่นิยมใช้จะมี 2 แบบ คือ สตริงอินเวอร์เตอร์ และไมโครอินเวอร์เตอร์ สตริงอินเวอร์เตอร์ (String Inverter) เชื่อมต่อแผงโซล่าเซลล์แบบอนุกรม ตัวอินเวอร์เตอร์ติดตั้งไว้ในบ้าน จึงสะดวกทั้งในแง่การติดตั้งและดูแลรักษา แต่มีข้อควรคำนึง คือหากเกิดอุปสรรคในการผลิตไฟฟ้า เช่น โดนบังด้วยเงาเมฆ กิ่งไม้ แม้เพียงแค่แผงเดียว ประสิทธิภาพการผลิตไฟทั้งระบบจะลดลงตาม ดังนั้น สตริงอินเวอร์เตอร์จึงเหมาะกับหลังคาเรียบที่มั่นใจได้ว่าไม่มีเงาบัง ไมโครอินเวอร์เตอร์ (Microinverter) เป็นอินเวอร์เตอร์ขนาดเล็กติดตั้งอยู่ใต้แผงโซล่าเซลล์แต่ละแผง จึงทำงานเป็นอิสระจากกัน หากแผงใดมีปัญหา เช่น โดนเงาบัง แผงอื่นๆ ก็ยังคงทำงานได้ปกติ และยังมีความปลอดภัยสูงเนื่องด้วยระบบแรงดันไฟฟ้าต่ำ (Low Voltage) เพราะแปลงกระแสไฟฟ้าจากกระแสตรงเป็นกระแสสลับตั้งแต่อยู่บนหลังคา และมีระบบ Rapid Shutdown ที่ตัดไฟทันทีเมื่อเกิดเหตุ ตอบโจทย์บ้านที่มีหลังคาซับซ้อน เสี่ยงโดนเงาบังบางส่วนในบางเวลา หรือเน้นความปลอดภัยสูงสุด อย่างไรก็ตาม ไมโครอินเวอร์เตอร์มีราคาสูงกว่าสตริงอินเวอร์เตอร์ และด้วยตำแหน่งติดตั้งที่อยู่บนหลังคาจึงซ่อมบำรุงยากกว่า 3) กล่องควบคุมระบบไฟ (Combiner Box / Control Box) เป็นตู้รวบรวมสายไฟของระบบโซลาร์เซลล์และอุปกรณ์ป้องกันอันตรายทางไฟฟ้า เป็นอีกอุปกรณ์ที่ต้องเน้นเรื่องคุณภาพมาตรฐานเพื่อความปลอดภัย ลดความเสี่ยงจากปัญหาระบบไฟฟ้า ภายในกล่องควรประกอบด้วยอุปกรณ์เกรดคุณภาพได้มาตรฐาน เช่น เบรกเกอร์สำหรับตัดวงจรเมื่อเกิดไฟฟ้าลัดวงจรหรือใช้ไฟเกิน อุปกรณ์กันฟ้าผ่า/กันไฟกระชากคุณภาพสูงเพื่อป้องกันความเสียหายต่ออินเวอร์เตอร์ และหากติดตั้งภายนอกอาคาร ตัวกล่องต้องมีคุณสมบัติกันน้ำกันฝุ่นที่เหมาะสม 4) ระบบโครงสร้างติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์และสายไฟ ประกอบด้วย “ราง” กับ “อุปกรณ์ยึด” โดยวัสดุที่ใช้ทำรางควรทนทานต่อแรงลม ทนสนิมและการกัดกร่อนสูง เช่น อะลูมิเนียมชุบแข็ง หรือเหล็กชุบกัลวาไนซ์ ในขณะที่อุปกรณ์ยึด จะต้องออกแบบให้เหมาะสมกับประเภทของหลังคาแต่ละแบบ เพื่อป้องกันปัญหาน้ำรั่วซึมในอนาคต ส่วน “สายไฟโซลาร์เซลล์” เป็นสายไฟฝั่งกระแสตรง (DC) ที่ต้องรับไฟจากแผงลงมายังอินเวอร์เตอร์ จึงต้องออกแบบมาสำหรับระบบโซล่าเซลล์โดยเฉพาะ ฉนวนหุ้มต้องมีความเหนียว ทนทานต่อความร้อน รังสี UV และสภาพอากาศภายนอกได้ดีเยี่ยม อ่านเพิ่มเติม: Microinverter VS String Inverter: ต่างกันอย่างไร?\ หลังคาโซลาร์เซลล์ SCG Solar Roof Solutions พร้อมบริการติดตั้งครบวงจร คลิก\ นอกจากนี้ ยังมีอุปกรณ์เสริมที่เจ้าของบ้านควรทราบ ไม่ว่าจะเป็น... หมวดระบบเก็บสำรองพลังงาน (Energy Storage System) สำหรับระบบ Hybrid และ Off-Grid แบตเตอรี่สำรองไฟ (Battery Storage) ปัจจุบันนิยมใช้แบตเตอรีลิเธียมไอออน ทำหน้าที่กักเก็บไฟฟ้าส่วนเกินที่ผลิตได้ในช่วงเวลากลางวัน เพื่อนำมาจ่ายไฟให้บ้านในตอนกลางคืน หรือสำรองในกรณีไฟดับ ปัจจุบันนิยมใช้ ชุดโมดูลแบตเตอรีสำหรับประกอบต่อขยาย (Battery Module) เพิ่มความจุของการเก็บไฟได้ในอนาคต ตามความต้องการใช้ไฟฟ้าของบ้านที่อาจเพิ่มขึ้น ระบบเก็บพลังงานไฟฟ้าแบบครบวงจร (All-in-one Energy Storage / Smart Guard): เปรียบเสมือน “ตู้จัดเก็บและบริหารพลังงานไฟฟ้าอัจฉริยะ” รวมเอาทั้งอินเวอร์เตอร์ แบตเตอรี และระบบจัดการไฟสำรองอัตโนมัติ ไว้ในตู้เดียว สามารถสลับแหล่งจ่ายไฟจากแผงโซลาร์ แบตเตอรี และไฟจากการไฟฟ้าได้อย่างไร้รอยต่อ หมวดการจัดการและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต (Optimization & Control) Smart PV Optimizer เป็นอุปกรณ์เสริมติดตั้งใต้แผงโซลาร์เซลล์ที่มักใช้คู่กับสตริงอินเวอร์เตอร์) ช่วยให้แต่ละแผงทำงานเป็นอิสระต่อกัน ช่วยลดปัญหากรณีเกิดเงาบัง โดยจะรักษากำลังการผลิตรวมไม่ให้ตกลงไปตามแผงที่โดนบัง Power Module ที่ทำหน้าที่บริหารจัดการและปรับเสถียรภาพการแปลงกระแสไฟฟ้า ให้เหมาะสมกับการดึงไฟไปใช้งานภายในบ้าน หมวดการวัดผลและตรวจสอบอัจฉริยะ (Smart Monitoring & Sensing) มิเตอร์วัดพลังงานไฟฟ้า และ Smart Power Sensor ติดตั้งไว้ในตู้ไฟ (Consumer Unit) ของบ้าน คอยตรวจจับทิศทาง ว่าตอนไหนกำลังใช้ไฟจากแผงโซลาร์ หรือตอนไหนใช้ไฟจากการไฟฟ้า รวมถึงป้องกันไฟย้อนกลับเข้าสายส่งของการไฟฟ้า (Zero Export) ในกรณีที่ไม่ได้ขออนุญาตขายไฟคืน หน่วยถ่ายโอนข้อมูลโซลาร์ (Data Logger / Dongle) เชื่อมต่อและส่งข้อมูลจากระบบโซล่าเซลล์ ไปยังระบบคลาวด์ แสดงข้อมูลการผลิตไฟ การใช้ไฟ และสถานะการทำงานต่างๆ ผ่านแอปพลิเคชันบนสมาร์ทโฟน โซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้าน พร้อมตัวอย่างระบบโซลาร์เซลล์ On Grid Off Grid และ Hybrid เรื่องที่ 2: หลังคาโซล่าเซลล์มีกี่แบบ เลือกแบบไหนดี? ระบบโซล่าเซลล์สำหรับติดตั้งบนหลังคา แบ่งออกเป็น 3 ระบบหลัก ได้แก่ ระบบ Off-Grid ระบบ On-Grid และระบบ Hybrid 1) หลังคาโซลาร์เซลล์ ระบบออฟกริด (Off-Grid System) เป็นระบบอิสระที่ไม่เชื่อมต่อกับสายไฟของการไฟฟ้า (Stand Alone) จึงไม่ต้องขออนุญาตจากการไฟฟ้า เน้นแปลงไฟจากแสงอาทิตย์มาใช้ในช่วงกลางวันโดยตรง หากต้องการใช้ไฟตอนกลางคืนต้องลงทุนติดตั้ง “แบตเตอรี่สำรองไฟ” ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ระบบนี้จึงเหมาะกับพื้นที่ห่างไกลที่ไฟฟ้าเข้าไม่ถึง เช่น ชุมชนบนภูเขาและดอยสูง พื้นที่ป่าไม้และพื้นที่อนุรักษ์ เกาะขนาดเล็ก พื้นที่ชนบทห่างไกล 2) หลังคาโซลาร์เซลล์ ระบบออนกริด (On-Grid System) ระบบนี้จะเชื่อมต่อกับการไฟฟ้า จึงต้องขออนุญาตจาก 3 หน่วยงานรัฐฯ ก่อนติดตั้ง (เขต/เทศบาล, การไฟฟ้า, และ กกพ.) หลักการทำงานคือดึงไฟจากแผงโซลาร์มาใช้ในบ้านก่อน หากไม่พอก็จะดึงไฟจากการไฟฟ้ามาเสริม และถ้าผลิตไฟเหลืออาจขายคืนการไฟฟ้าได้ (เฉพาะช่วงเวลาและเงื่อนไขที่การไฟฟ้าประกาศ) ระบบนี้จะไม่มีแบตเตอรีสำรองไฟ จึงเหมาะกับบ้านหรืออาคารที่ใช้ไฟเยอะช่วงกลางวัน ปัจจุบันระบบ On-Grid เป็นระบบที่นิยมที่สุด เพราะไม่ต้องแบกรับต้นทุนค่าแบตเตอรี่ จึงคืนทุนได้รวดเร็ว 3) หลังคาโซลาร์เซลล์ ระบบไฮบริด (Hybrid System) เป็นระบบผสมผสานระหว่างออนกริดและออฟกริด (ต้องขออนุญาตจากภาครัฐฯ ด้วย) ไฟฟ้าที่ผลิตได้จะถูกนำมาใช้ในบ้านก่อน ส่วนที่เหลือจะถูกเก็บเข้าแบตเตอรี เพื่อสำรองไว้ใช้ในเวลากลางคืนหรือตอนไฟดับ ถือเป็นระบบที่บริหารจัดการพลังงานที่ครอบคลุมการใช้พลังงานไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์อย่างเต็มที่ แต่เนื่องจากต้นทุนของแบตเตอรียังค่อนข้างสูง ทำให้ระยะเวลาคืนทุนนานกว่า จึงยังได้รับความนิยมน้อยกว่าระบบออนกริด สรุปแล้ว ระบบโซลาร์เซลล์บนหลังคาแบ่งเป็น 3 รูปแบบหลัก คือ 1) Off-Grid ระบบอิสระไม่พึ่งไฟจากการไฟฟ้า เหมาะกับพื้นที่ห่างไกล (ต้องใช้แบตเตอรี่) 2) On-Grid ระบบยอดนิยมที่ต้องเชื่อมต่อกับการไฟฟ้า คืนทุนไวที่สุด เหมาะกับบ้านที่เน้นใช้ไฟช่วงกลางวัน และ 3) Hybrid ระบบผสมที่เชื่อมต่อไฟหลวงและมีแบตเตอรี่สำรองไว้ใช้ตอนกลางคืนหรือยามไฟดับ แต่ปัจจุบันยังมีต้นทุนสูงและคืนทุนช้ากว่าระบบอื่น อ่านเพิ่มเติม: ระบบหลังคาโซลาร์เซลล์ (Solar Roof) มีกี่แบบ? เลือกแบบไหนให้คุ้มค่าและประหยัดไฟ\ อ่านเพิ่มเติม: ระบบหลังคาโซลาร์เซลล์ “มีแบตเตอรีด้วยดีมั้ย??”\ หลังคาโซลาร์เซลล์ SCG Solar Roof Solutions พร้อมบริการติดตั้งครบวงจร คลิก\ คำนวณความคุ้มค่าและราคาของการติดแผงโซล่าเซลล์บนหลังคาบ้าน เพื่อหาจุดคืนทุน เรื่องที่ 3: ติดแผงโซล่าเซลล์บนหลังคา คุ้มไหม ราคาเท่าไหร่ กี่ปีคืนทุน (อัปเดต พ.ศ. 2569) ใช้ไฟแบบไหน ติดหลังคาโซลาร์เซลล์แล้วคุ้ม? การติดแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้านเพื่อมุ่งหวังความคุ้มค่า นั่นหมายถึง “ต้องการลดการใช้ไฟจากการไฟฟ้า” ดังนั้นเราจะเน้นพูดถึงการติดตั้งหลังคาโซลาร์เซลล์ระบบ On-Grid เป็นหลัก คือแปลงแสงแดดเป็นพลังงานไฟฟ้าใช้ ณ เวลานั้นๆ ซึ่งจะเหมาะกับบ้านที่มีการจ่ายค่าไฟตั้งแต่ 3,000 บาท/เดือนขึ้นไป โดยเน้นใช้ไฟกลางวันมากและมีการเปิดแอร์ตอนกลางวันเยอะ ซึ่งสำหรับบ้านพักอาศัยอาจคืนทุนได้ใน 4-6 ปี ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการใช้ไฟ ค่าไฟเกิน 3,000 บาท แต่กลางวันใช้ไฟน้อย เก็บไฟในแบตเตอรีไว้ใช้กลางคืนดีไหม? หากบ้านของเรามีค่าไฟเกิน 3,000 บาท แต่ตอนกลางวันไม่ได้ใช้ไฟเยอะ ไม่มีการเปิดแอร์ อาจไม่คุ้มที่จะติดตั้งหลังคาโซลาร์เซลล์ ส่วนมุมมองที่ว่า อยากหันมาใช้ระบบ Hybrid มีแบตเตอรีสำรองไฟ แม้เวลากลางวันจะใช้ไฟฟ้าน้อยก็ไม่เป็นไร เราสำรองไว้ในแบตเตอรีเอาไว้ใช้ในเวลากลางคืนได้ ตรงนี้ต้องทราบก่อนว่าแม้ในปัจจุบัน (พ.ศ. 2569) ราคาแบตเตอรีจะลดลงมาบ้าง แต่ในภาพรวมก็นับว่าเป็นต้นทุนที่ยังค่อนข้างสูง ทำให้การใช้ไฟจากการไฟฟ้าในตอนกลางคืนดูคุ้มค่ากว่า ดังนั้นต่อให้เป็นบ้านที่เลือกใช้ระบบ Hybrid ก็ควรเน้นการใช้ไฟฟ้าจากแผงโซลาร์เซลล์ในช่วงกลางวันเยอะ ส่วนไฟฟ้าที่สำรองไว้ในแบตเตอรีควรเก็บไว้ใช้ในกรณีฉุกเฉิน ซึ่งมักจะเหมาะกับบ้านที่ไฟจากการไฟฟ้าจ่ายไฟได้ไม่สม่ำเสมอ เกิดการไฟดับบ่อย ขายไฟคืนภาครัฐ ช่วยให้คุ้มค่ามากขึ้นหรือไม่? หากติดตามข่าวสารจากการไฟฟ้า จะพบว่าบางช่วงเวลารัฐบาลประกาศรับซื้อไฟจากระบบหลังคาโซล่าเซลล์ตามบ้าน อย่างไรก็ตามการขายไฟคืนถือเป็นเพียง “ผลพลอยได้” เท่านั้น เนื่องจากราคารับซื้อคืนจะต่ำกว่าราคาค่าไฟที่เราจ่ายปกติ (และมักรับซื้อเฉพาะระบบ On-Grid) เน้นย้ำว่าความคุ้มค่าที่แท้จริงของการติด Solar Roof คือการดึงพลังงานมาใช้ทดแทนไฟหลวงในช่วงกลางวันให้ได้มากที่สุด ดังนั้นควรเน้นใช้ไฟตอนกลางวันเป็นหลัก ส่วนกลางคืนก็กลับไปใช้ไฟจากการไฟฟ้าตามปกติจะคุ้มค่าที่สุด (ณ ปัจจุบัน เมษายน 2569 ทางรัฐบาลไม่มีนโยบายรับซื้อไฟฟ้าจาก Solar Rooftop ตามบ้านทั่วไป) อ่านเพิ่มเติม: ติดตั้งหลังคาโซลาร์เซลล์ SCG คุ้มไหม...ไฟก็ฟรี ขายคืนภาครัฐก็ได้ ?\ หลังคาโซลาร์เซลล์ SCG Solar Roof Solutions พร้อมบริการติดตั้งครบวงจร คลิก\ อินโฟกราฟิกโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้าน แสดงระบบ 1 เฟส 3 เฟส จำนวนแผง การใช้ไฟฟ้า และการประหยัดค่าไฟรายเดือน เรื่องที่ 4: แผงโซลาร์เซลล์บนหลังคา ใช้ไฟฟ้าได้ขนาดไหน ประหยัดค่าไฟได้เท่าไหร่ ยกตัวอย่างแพ็กเกจ SCG Smart System Solution เทียบขนาดกำลังไฟฟ้าที่ผลิตได้จากแผงโซล่าเซลล์ กับการใช้งานเครื่องใช้ไฟฟ้า (หลอดไฟ, ตู้เย็น, ทีวี และแอร์ขนาด 9,000 BTU ประมาณ 5-6 ชม.) และค่าไฟที่ประหยัดได้ โดยประมาณ (ราคาแพ็กเกจแบบธรรมดา เริ่มต้น 3.72 kW ประมาณ 144,000 บ. แพ็กเกจพรีเมียม เริ่มต้น 3.75 kW ประมาณ 199,000 บ.) ระบบไฟฟ้า 1 เฟส ขนาด 3.72 kWn(มาตรฐาน) หรือ 3.75 kW (พรีเมียม) แผงโซลาร์เซลล์ 6 แผง (ใช้พื้นที่ 12 - 17 ตร.ม.) ประหยัดค่าไฟเดือนละ 1,700 - 2,200 บาท (ไฟฟ้าที่ใช้ได้: หลอดไฟ 10 ดวง, ตู้เย็น 3 ตู้, ทีวี 3 เครื่อง, แอร์ 2 เครื่อง) ขนาด 4.96 kW (มาตรฐาน) หรือ 5.00 kW (พรีเมียม) แผงโซลาร์เซลล์ 8 แผง (ใช้พื้นที่ 16 - 22 ตร.ม.) ประหยัดค่าไฟเดือนละ 2,300 - 2,900 บาท ไฟฟ้าที่ใช้ได้: หลอดไฟ 10 ดวง, ตู้เย็น 3 ตู้, ทีวี 3 เครื่อง, แอร์ 3 เครื่อง ระบบไฟฟ้า 3 เฟส แพ็กเกจพรีเมียม ขนาด 5.62 kW แผงโซลาร์เซลล์ 9 แผง (ใช้พื้นที่ 18 - 25 ตร.ม.) ประหยัดค่าไฟเดือนละ 2,800 - 3,300 บาท(ไฟฟ้าที่ใช้ได้: หลอดไฟ 10 ดวง, ตู้เย็น 2 ตู้, ทีวี 3 เครื่อง, แอร์ 4 เครื่อง) ขนาด 10.00 kW แผงโซลาร์เซลล์ 16 แผง (ใช้พื้นที่ 32 - 45 ตร.ม.) ประหยัดค่าไฟเดือนละ 4,600 - 5,900 บาท (ไฟฟ้าที่ใช้ได้: หลอดไฟ 25 ดวง, ตู้เย็น 4 ตู้, ทีวี 4 เครื่อง, แอร์ 8 เครื่อง) ขนาด 15.63 kW แผงโซลาร์เซลล์ 25 แผง (ใช้พื้นที่ 50 - 70 ตร.ม.) ประหยัดค่าไฟเดือนละ 7,200 - 9,300 บาท ฟฟ้าที่ใช้ได้: หลอดไฟ 30 ดวง, ตู้เย็น 5 ตู้, ทีวี 6 เครื่อง, แอร์ 12 เครื่อง ขนาด 25.00 kW แผงโซลาร์เซลล์ 40 แผง (ใช้พื้นที่ 80 - 112 ตร.ม.) ประหยัดค่าไฟเดือนละ 11,600 - 14,900 บาท ไฟฟ้าที่ใช้ได้: หลอดไฟ 35 ดวง, ตู้เย็น 7 ตู้, ทีวี 8 เครื่อง, แอร์ 19 เครื่อง หลังคาโซลาร์เซลล์ SCG Solar Roof Solutions พร้อมบริการติดตั้งครบวงจร คลิก\ โซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้าน พร้อมภาพสื่อถึงเช็กลิสต์ก่อนติดตั้ง เช่น พฤติกรรมการใช้ไฟ ทิศทางหลังคา และระบบไฟ 1 เฟส 3 เฟส เรื่องที่ 5: 4 เช็กลิสต์ก่อนติดตั้งโซล่าเซลล์บนหลังคาบ้าน หากกำลังมองหาเช็กลิสต์เพื่อประเมินว่าบ้านของเราเหมาะกับการติดตั้งหลังคาโซลาร์เซลล์ (Solar Rooftop) หรือไม่นั้น เบื้องต้นเจ้าของบ้านสามารถพิจารณาได้จากพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าของเรา ลักษณะบ้าน อาคาร หลังคาที่ผู้ให้บริการติดตั้งแต่ละเจ้ากำหนดไว้ 1) พฤติกรรมการใช้ไฟฟ้า ควรเป็นบ้านที่มีค่าไฟขั้นต่ำ 3,000 บาทต่อเดือน และมีการใช้ไฟในช่วงกลางวันอย่างสม่ำเสมอ เช่น มีการเปิดแอร์อย่างน้อย 1 ตัว 2) ลักษณะบ้าน อาคารและทิศทางของหลังคา ยกตัวอย่างสำหรับหลังคาโซลาร์ SCG Solar Roof มีข้อกำหนดดังนี้ เป็นบ้านเดี่ยว ทาวน์เฮาส์ หรืออาคารที่มีความสูงไม่เกิน 3 ชั้น โครงสร้างหลังคาต้องแข็งแรงสมบูรณ์ หลังคาไม่อยู่ตำแหน่งที่มีเงาของตึกหรือต้นไม้บัง หลังคามีความชันไม่เกิน 35 องศา (โดยองศาที่รับแสงได้ดีที่สุดคือ 15 องศา) หันไปทางทิศใต้หรือทิศตะวันตกเพื่อประสิทธิภาพสูงสุด 3) รายละเอียดของหลังคา ยกตัวอย่างสำหรับหลังคาโซลาร์ SCG มีข้อกำหนดดังนี้ หลังคาที่สามารถติดตั้งได้ พื้นดาดฟ้าคอนกรีต หลังคามุงกระเบื้องหลังคาคอนกรีต เซรามิก เมทัลชีท หลังคาที่ไม่สามารถติดตั้งได้ หลังคามุง Shingle Roof หลังคามุงกระเบื้องไฟเบอร์ซีเมนต์ ยกเว้นกรณีเป็นหลังคามุงหลังคากระเบื้องลอนคู่ จะสามารถติดตั้งได้ก็ต่อเมื่อมีการปรับปรุงหลังคาด้วยวิธี Top Up Roof เท่านั้น 4) ไฟฟ้าในบ้านเราเป็นกี่เฟส และจะผลิตไฟจาก Solar Roof ได้สูงสุดกี่ kW ? ไม่ว่าเราจะใช้ไฟฟ้า 1 เฟส หรือ 3 เฟส ก็ติดตั้ง Solar Roof ได้ ซึ่งจะผลิตไฟฟ้าได้เท่าไหร่นั้น ขึ้นอยู่กับแพ็กเกจของผู้ให้บริการแต่ละเจ้า ยกตัวอย่างบริการติดตั้งหลังคาโซลาร์เซลล์ SCG Solar Roof ไฟฟ้า 1 เฟส แผงโซลาร์ 7 แผง ผลิตไฟได้ 3.15 kW แผงโซลาร์สูงสุด 11 แผง ผลิตไฟได้ 4.95 kW ไฟฟ้า 3 เฟส ใช้แผงโซลาร์ 12 แผง ผลิตไฟได้ 5.4 kW แผงโซลาร์สูงสุด 52 แผง ผลิตไฟได้ 23.4 kW เมื่อเราพิจารณาปัจจัยเหล่านี้ครบถ้วนจนพอมองเห็นภาพ ก็สามารถติดต่อทีมติดตั้งเข้ามาสำรวจหน้างาน เพื่อตรวจสอบเชิงลึก เช่น ความแข็งแรงของโครงหลังคา ความเป็นไปได้ในการติดตั้ง รายละเอียดการใช้ไฟฟ้าและระบบไฟฟ้าในบ้าน รวมถึงและเสนอราคาแพ็กเกจที่เหมาะกับบ้านของเราอีกครั้ง อ่านเพิ่มเติม: อยากติดหลังคาโซลาร์เซลล์ (Solar Roof) เริ่มต้นยังไงดี...\ หลังคาโซลาร์เซลล์ SCG Solar Roof Solutions พร้อมบริการติดตั้งครบวงจร คลิก\ ภาพบ้านติดโซลาร์เซลล์บนหลังคา พร้อมสื่อถึงขั้นตอนการขออนุญาตติดตั้งกับหน่วยงานราชการ เช่น การไฟฟ้า เขต และ กกพ เพื่อความปลอดภัยและถูกต้องตามกฎหมาย เรื่องที่ 6: ทำไมถึงต้องขออนุญาตติดตั้งโซลาร์รูฟ (Solar Roof) การติดตั้งหลังคาโซลาร์เซลล์ หรือ Solar Roof เป็นการนำอุปกรณ์ชิ้นใหญ่ไปติดตั้งบนหลังคา และที่สำคัญคือสำหรับระบบ On-Grid และ Hybrid จะมีการเชื่อมต่อกับไฟหลวง จึงนับว่ามีความเกี่ยวข้องกับโครงสร้างบ้านและระบบไฟฟ้าสาธารณะ ทำให้ต้องมีการควบคุมด้วยเหตุผลสำคัญ ดังนี้ 1) ความปลอดภัยของโครงสร้างอาคาร แผงโซลาร์เซลล์และอุปกรณ์มีน้ำหนักพอสมควร ทางภาครัฯฐจึงต้องให้มีการรับรองจากวิศวกรว่า โครงสร้างหลังคาเดิมแข็งแรงพอที่จะรับน้ำหนักได้โดยไม่เสี่ยงต่อการทรุดตัวหรือถล่ม 2) ความปลอดภัยของระบบไฟฟ้า การเชื่อมต่อระบบไฟบ้านเข้ากับสายส่งของการไฟฟ้า ต้องได้มาตรฐานเพื่อป้องกันเหตุไฟฟ้าลัดวงจร หรือป้องกันกระแสไฟฟ้าย้อนกลับเข้าไปในสายไฟหลวง ซึ่งอาจทำอันตรายต่อเจ้าหน้าที่การไฟฟ้าที่กำลังซ่อมบำรุงสายไฟอยู่ได้ 3) การบริหารจัดการโครงข่ายไฟฟ้า การไฟฟ้าจำเป็นต้องทราบข้อมูลว่ามีบ้านหลังไหนผลิตกระแสไฟฟ้าเข้า-ออกระบบบ้าง เพื่อรักษาสมดุลและเสถียรภาพของกระแสไฟฟ้าในภาพรวมไม่ให้เกิดปัญหาไฟตกหรือไฟกระชาก รวมไปถึงความถูกต้องตามกฎหมายเพื่อให้เป็นไปตาม พ.ร.บ. ควบคุมอาคาร และ พ.ร.บ. การประกอบกิจการพลังงาน ดังนั้นจึงเป็นที่มาว่า การติดตั้งหลังคาโซลาร์เซลล์ จะต้องยื่นเรื่องขออนุญาตกับหน่วยงานราชการ 3 แห่ง ได้แก่ 1) การไฟฟ้า (ภาคนครหลวง หรือ ส่วนภูมิภาค) 2) ที่ทำการเขต และ 3) คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ซึ่งโดยทั่วไปมักใช้เวลา 3-6 เดือน โดยประมาณ ทั้งนี้แพ็กเกจติดตั้งของผู้ให้บริการบางราย อาจรวมขั้นตอนการขออนุญาตไว้ในแพ็กเกจด้วย ซึ่งเจ้าของบ้านสามารถสอบถามรายละเอียดการขออนุญาตอีกครั้งว่าครอบคลุมหน่วยงานทั้ง 3 นี้ครบถ้วนหรือไม่ หลังคาโซลาร์เซลล์ SCG Solar Roof Solutions พร้อมบริการติดตั้งครบวงจร คลิก\ ข้อควรระวังในการติดตั้งแผงโซล่าเซลล์บนหลังคาบ้าน ที่ต้องตรวจสอบมาตรฐานให้ดีเพื่อป้องกันปัญหาหลังคารั่วและลดความเสี่ยงการเกิดไฟไหม้ เรื่องที่ 7: ไขข้อข้องใจ ติดตั้งหลังคาโซลาร์เซลล์แล้ว หลังคารั่วไหม? เสี่ยงไฟไหม้หรือเปล่า? หากเจ้าของบ้านกังวลว่า ติดหลังคาโซล่าเซลล์แล้ว วันดีคืนดีจะเกิดปัญหาหลังคารั่วซึม หรือเลวร้ายกว่านั้นคือเกิดไฟไหม้อย่างที่ได้ยินตามข่าว ก่อนอื่นควรทำความเข้าใจในรายละเอียดและการลดความเสี่ยงของปัญหาดังกล่าว 1) ติดตั้งไปแล้วแล้วจะเสี่ยงหลังคารั่วซึมหรือไม่ ในการยึดติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์เข้ากับหลังคาบ้าน หากทำผิดวิธีหลังคาอาจรั่วซึมได้ซึ่งการแก้ปัญหาจะยุ่งยากมาก ดังนั้นควรลดความเสี่ยงตั้งแต่ขั้นตอนแรก คือการตรวจเช็กสภาพหลังคาก่อนติดตั้ง ต้องมั่นใจว่าหลังคาเดิมไม่มีรอยร้าวหรือจุดรั่ว หากพบปัญหาต้องมีการซ่อมแซมปรับปรุงหลังคาให้เรียบร้อยก่อน นอกจากนี้ทีมช่างผู้ให้บริการควรมีมาตรฐานการติดตั้งที่ดี ไม่เจาะยึดผิดวิธีจนทำให้เกิดการรั่วซึม โดยอาจเลี่ยงการเจาะหลังคาด้วยอุปกรณ์อื่นไม่ว่าจะเป็นการ ใช้ตะขอยึดพิเศษ ที่ออกแบบมาให้ติดตั้งได้แนบสนิทเพื่อป้องกันการเผยอของกระเบื้องจนเกิดเป็นช่องทางให้น้ำเข้าได้ หรือใช้ชุดกระเบื้องหลังคาที่ผลิตมายึดกับแผงโซลาร์เซลล์ สำหรับกระเบื้องหลังคาแต่ละรุ่นโดยเฉพาะ 2) ติดตั้งไปแล้วจะเสี่ยงไฟไหม้หรือไม่ นอกจากจะต้องเลือกใช้แผงโซลาร์เซลล์และอินเวอร์เตอร์ คุณภาพสูง ผ่านการรับรองจากการไฟฟ้า ตามรายชื่อในลิสต์มาตรฐานของการไฟฟ้านครหลวง (MEA) หรือการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) แล้ว กล่องควบคุมระบบไฟฟ้าของหลังคาโซลาร์เซลล์รวมถึงอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องจะต้องได้มาตรฐาน จะให้ดีควรเป็นแบรนด์ที่มีคุณภาพน่าเชื่อถือ ประกอบอย่างถูกต้องตามหลักการหรือได้รับการประกอบสำเร็จจากโรงงานที่มีการควบคุมคุณภาพอย่างดี และนำมาติดตั้งหน้างานโดยช่างที่มีความรู้ความชำนาญด้านไฟฟ้าโดยตรง รวมถึงมีการออกแบบระบบการต่อแผงโซล่าเซลล์บนหลังคาอย่างเหมาะสมปลอดภัย เพื่อให้กระแสไฟฟ้าไหลได้สะดวก กระจายแรงดันเหมาะสม ไม่ไหลไปรวมกันที่แผงใดแผงหนึ่งจนเกิดความร้อนสะสมมากเกินไป หลังคาโซลาร์เซลล์ SCG Solar Roof Solutions พร้อมบริการติดตั้งครบวงจร คลิก\ ทีมช่างมืออาชีพ SCG ลงพื้นที่ติดตั้งระบบหลังคาโซล่าเซลล์ (Solar Roof) สื่อถึงการเลือกบริษัทติดตั้ง Solar Roof ที่ได้มาตรฐาน ปลอดภัย และมีคุณภาพ เรื่องที่ 8: เลือกบริษัทติดตั้ง Solar Roof ให้ได้คุณภาพ มาตรฐาน ปลอดภัย เพื่อให้การลงทุนติดตั้งหลังคาโซลาร์เซลล์ เป็นไปอย่างคุ้มค่า ปลอดภัย และใช้งานได้ราบรื่นในระยะยาว เจ้าของบ้านควรเลือกผู้ให้บริการจากทีมงานและบริษัทที่น่าเชื่อถือ ได้มาตรฐาน โดยพิจารณารายละเอียดดังต่อไปนี้ 1) มีการประเมินความเหมาะสมก่อนติดตั้ง ควรมีทีมงานลงพื้นที่สำรวจหน้างาน และวิเคราะห์พฤติกรรมการใช้ไฟในบ้าน เพื่อแนะนำขนาดแพ็กเกจที่เหมาะสมและคุ้มค่าที่สุดสำหรับการลงทุน มีการคำนวณโครงสร้างหลังคาโดยวิศวกร เพื่อให้มั่นใจว่าจะสามารถรับน้ำหนักแผงโซล่าเซลล์และอุปกรณ์ได้ตลอดอายุการใช้งาน 2) เชี่ยวชาญด้านงานหลังคา มีวิศวกรที่ดูแลทั้งเรื่องโครงสร้างหลังคาและระบบไฟฟ้าของโซลาร์เซลล์ให้ปลอดภัย ได้มาตรฐาน มีเทคนิคการติดตั้งยึดแผงโซลาร์เข้ากับหลังคาอย่างเหมาะสม เพื่อป้องกันปัญหาน้ำรั่วซึมในระยะยาว 3) ใช้วัสดุอุปกรณ์ที่มีคุณภาพ ประกอบติดตั้งโดยช่างผู้ชำนาญ อุปกรณ์ทุกชิ้นต้องได้มาตรฐาน ทั้งแผงโซลาร์เซลล์ อินเวอร์เตอร์ รวมถึงอุปกรณ์สำคัญที่มองข้ามไม่ได้ คือ "กล่องควบคุมไฟ" ต้องประกอบโดยช่างผู้ชำนาญที่มีใบรับรอง มีการออกแบบระบบไฟฟ้าสำหรับหลังคาโซล่าเซลล์ทั้งระบบอย่างถูกต้องเหมาะสมและปลอดภัย 4) ในแพ็กเกจรวมบริการขออนุญาตติดตั้งโซลาร์เซลล์แบบครบวงจร เพื่อความสะดวก แนะนำให้เจ้าของบ้านเลือกบริษัทที่รับจบเรื่องเอกสาร รวบรวมแบบไฟฟ้า แบบวิศวกรรมโยธา ที่มีวิศวกรเซนต์รับรอง รวมถึงเอกสารอื่นๆ ที่ต้องใช้ และดำเนินการขออนุญาตติดตั้งกับหน่วยงานรัฐให้ครบทั้ง 3 แห่ง (สำนักงานเขต/อบต., กกพ., และการไฟฟ้าฯ) 5) บริการหลังการขายและการรับประกัน สามารถติดต่อได้ง่ายเมื่อเกิดปัญหาหรือข้อสงสัยในการใช้งาน และมีเงื่อนไขการรับประกันที่ชัดเจนเหมาะสม ทั้งตัวอุปกรณ์และงานติดตั้ง มีบริการดูแลรักษา ล้างแผง ตรวจสอบระบบรายปีตามความเหมาะสม หลังคาโซลาร์เซลล์ SCG Solar Roof Solutions พร้อมบริการติดตั้งครบวงจร คลิก\ การดูแลรักษาแผงโซล่าเซลล์บนหลังคา ด้วยการทำความสะอาดและตรวจสอบระบบเป็นประจำทุกปี เรื่องที่ 9: ติดหลังคาโซล่าเซลล์ไปแล้ว ต้องดูแลรักษาอย่างไร การดูแลระบบหลังคาโซลาร์เซลล์ไม่ใช่เรื่องยุ่งยาก เพียงแค่ทำการ “ล้างแผงและตรวจสอบระบบเป็นประจำทุกปี” ซึ่งโดยทั่วไปจะเป็นการบริการหลังการขายจากผู้ติดตั้ง ยกตัวอย่าง SCG Solar Roof จะมีบริการดูแลตรวจสอบระบบและล้างทำความสะอาดแผงโซล่าเซลล์ให้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ปีละ 1 ครั้ง ต่อเนื่องสูงสุด 5 ปี ขึ้นอยู่กับแพ็กเกจ โดยจะมีการเช็กระบบตามมาตรฐานกว่า 30 รายการ เช่น การตรวจสอบจุดขันแน่นของสายไฟ และสภาพความพร้อมของแผงโซลาร์เซลล์ เพื่อความปลอดภัยในการใช้งาน ในส่วนการทำงานของระบบ เจ้าของบ้านสามารถเช็กผ่าน แอปพลิเคชัน โดยทีมงานส่วนกลางของ SCG จะช่วยมอนิเตอร์การผลิตไฟ หากพบความผิดปกติ จะแจ้งลูกค้าและดำเนินการแก้ไขเพื่อให้ระบบใช้งานได้อย่างต่อเนื่อง อ่านเพิ่มเติม: 13 ถามบ่อย ระบบหลังคาโซลาร์ เอสซีจี (SCG Solar Roof)\ อ่านเพิ่มเติม: รีวิวติดตั้ง SCG Solar Roof: เปิดแอร์กลางวัน ไม่หวั่นค่าไฟ ลดค่าใช้จ่ายได้จริงฟ\ สนใจ ระบบหลังคาโซลาร์ เอสซีจี พร้อมบริการครบวงจร คลิก\ คลิกดู VDO\ หลังคาโซลาร์ เอสซีจี (SCG Solar Roof) พร้อมบริการครบวงจร | SCG Solar Roof Solutions คลิกดู VDO\ 10 คำถามถามบ่อย | หลังคาโซลาร์เซลล์ SCG Solar Roof Solutions พร้อมบริการครบวงจร คลิกดู VDO\ รีวิว ระบบหลังคาโซลาร์ เอสซีจี พร้อมบริการครบวงจร | SCG Solar Roof Solutions เลือกซื้ออุปกรณ์ระบบหลังคาโซลาร์เซลล์ และบริการติดตั้งหลังคาโซลาร์เซลล์แบบครบวงจร ด้วยทีมงานมืออาชีพจาก SCG ที่ดูแลทั้งเรื่องการติดตั้ง การขออนุญาต และบริการหลังติดตั้ง แบบครบวงจรพร้อมรับข้อเสนอ โปรโมชันพิเศษสำหรับสินค้าและบริการได้ที่ SCGHOME.COM หรือ SCGHOME APP วิธีสั่งซื้อกับเราง่ายๆ เพียง 3 ขั้นตอน กดเลือกสินค้าและจำนวนที่ต้องการสั่งซื้อสินค้าผ่านเว็บไซต์ SCGHOME.COM ชำระเงินตามยอดในรายการสั่งซื้อ เพื่อยืนยันการจัดส่งสินค้า ติดตามสถานะการจัดส่ง สอบถามข้อมูลสินค้าหรือต้องการความช่วยเหลือสั่งสินค้าได้ผ่านทาง: SCGHOME Contact Center: 02-586-1222 หรือ แอดไลน์ @scghome บทความโดย: > ทีม Content Creator จบการศึกษาด้านสถาปัตยกรรมสาขาต่าง ๆ มีประสบการณ์ทำงานในวงการออกแบบและก่อสร้าง มีผลงานสร้างสรรค์คอนเทนต์มามากกว่า 10 ปี ในด้านความรู้เกี่ยวกับการก่อสร้าง วัสดุก่อสร้าง สินค้าและบริการเพื่อบ้าน ผลิตคอนเทนต์หลากหลายรูปแบบทั้งบทความ ภาพพร้อมคำบรรยาย อินโฟกราฟิก และวีดีโอ ผ่านสื่อต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบหนังสือ แผ่นพับ นิทรรศการ จอมอนิเตอร์ ตลอดจนช่องทางออนไลน์ทั้งเว็บไซต์และสื่อโซเชียล
ข้อดีของประตูหน้าต่างไวนิล ที่ทำให้เป็นตัวเลือกสำคัญสำหรับบ้านที่อยู่ท่ามกลางสภาพอากาศร้อนชื้นอย่างไทยเรา ประเด็นสำคัญ ประตูหน้าต่างไวนิล มีคุณสมบัติที่เหมาะสมสำหรับการใช้งานในบ้าน ทนต่อสภาพอากาศร้อนชื้นของประเทศไทยได้ดี อายุการใช้งานยาวนาน ไวนิลไม่อมความร้อน ลดการถ่ายเทความร้อนเข้าสู่ภายในบ้าน รอยต่อวัสดุเชื่อมเป็นเนื้อเดียวกัน ลดเสียงรบกวนจากภายนอกได้ดี มีระบบซีลยางมิดชิด ปิดสนิทแนบแน่น หมดปัญหารั่วซึม นอกจากประตูหน้าต่างอะลูมิเนียมแล้ว ประตูหน้าต่างไวนิล หรือที่เรียกกันอีกชื่อว่า ประตู-หน้าต่าง UPVC ก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจไม่แพ้กัน แม้ว่าราคาจะสูงกว่าประตูหน้าต่างอะลูมิเนียมทั่วไป แต่ด้วยคุณสมบัติในด้านต่าง ๆ ที่เหมาะสมกับสภาพภูมิอากาศร้อนชื้นของประเทศไทย จึงทำให้ประตูหน้าต่างไวนิลน่าใช้และเป็นที่นิยมมากขึ้นในปัจจุบัน 1) เพราะวัสดุไวนิลทนทานต่อสภาพอากาศบ้านเรา ประตูหน้าต่างไวนิลผลิตจากวัสดุ UPVC (Unplasticized Polyvinyl Chloride) ซึ่งเป็นพอลิเมอร์ที่มีความคงตัวสูง ไม่เปราะแตกง่าย และไม่บิดงอเมื่อใช้งานในระยะยาว สามารถทนต่อรังสี UV ความชื้น และฝนได้ดี ไม่เกิดปัญหาสนิมหรือการผุกร่อนเหมือนวัสดุในกลุ่มโลหะ อีกทั้งยังไม่ต้องทาสีหรือเคลือบผิวซ้ำบ่อย ๆ เพราะในเนื้อวัสดุมีสีในตัวเป็นเนื้อเดียวกันทั้งหมด นอกจากคุณสมบัติพื้นฐานของวัสดุแล้ว ประตูหน้าต่างไวนิลในปัจจุบันยังได้รับการพัฒนาให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น โดยมีการเติมสารปรับปรุงคุณภาพเพื่อเสริมความสามารถในการป้องกันความร้อนจากแสงแดด ตัวอย่างเช่น ประตูหน้าต่างไวนิล Windsor\ ที่มี “UV Stabilizer” ช่วยสะท้อนรังสียูวี และ “Heat Stabilizer” ที่ช่วยเพิ่มความทนทานต่ออุณหภูมิสูง พร้อมลดการสะสมความร้อนในกรอบบาน ช่วยยืดอายุการใช้งานให้ยาวนานมากขึ้น ประตูหน้าต่างไวนิล Windsor ภาพ: ประตูหน้าต่างไวนิล Windsor ถูกออกแบบและพัฒนาวัสดุให้ทนต่อสภาพอากาศร้อนชื้นและแสงแดด 2) เพราะมีคุณสมบัติไม่อมความร้อน ไวนิลเป็นวัสดุที่มีค่าการนำความร้อนต่ำ (Low Thermal Conductivity) เมื่อเทียบกับวัสดุอย่างอะลูมิเนียม จึงไม่สะสมและถ่ายเทความร้อนเข้าสู่ภายในอาคารได้ง่าย โครงสร้างของกรอบไวนิลมักออกแบบให้มีช่องอากาศหลายชั้น (Multi-chamber) ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเป็นฉนวนกันความร้อน ผลลัพธ์คือช่วยลดอุณหภูมิภายในบ้าน ลดภาระการทำงานของเครื่องปรับอากาศ และช่วยประหยัดพลังงานในระยะยาว โครงสร้างของกรอบไวนิล *ภาพ: ตัวอย่างโครงสร้างของกรอบไวนิลมักออกแบบให้มีช่องอากาศหลายชั้น (Multi-chamber) สนใจ ประตูหน้าต่างไวนิลวินด์เซอร์ คลิก\ 3) เพราะมีรอยต่อน้อยจึงช่วยกันเสียง โครงสร้างของประตูหน้าต่างไวนิลมักผลิตด้วยระบบเชื่อมความร้อน (Heat Welding) ทำให้รอยต่อที่กรอบบานและรอยต่อวงกบเชื่อมเป็นเนื้อเดียวกัน แตกต่างจากวัสดุที่ใช้การประกอบแบบยึดน็อตหรือยิงสกรู ซึ่งอาจเกิดช่องว่างตามรอยต่อได้ เมื่อโครงสร้างมีความต่อเนื่องและแนบสนิท จึงช่วยลดช่องว่างที่เสียงจากภายนอกจะเล็ดลอดเข้าสู่ภายในบ้าน ทำให้ภายในมีความเงียบสงบ โดยเฉพาะบ้านที่อยู่ในเขตเมืองหรือใกล้ถนน ยกตัวอย่างประตูหน้าต่างไวนิล Windsor\ ที่ออกแบบ Noise Protection ทั้งโครงสร้างประตูหน้าต่างที่มีช่องอากาศหลายชั้น (Multi-chamber) กรอบบานที่เชื่อมเป็นเนื้อเดียวกัน และขอบยาง EDPM 3 ชิ้นที่แนววงกบ กรอบบาน และขอบกระจก ทำให้ปิดแนบสนิท สามารถลดเสียงรบกวนจากภายนอกสู่ภายในได้มากถึง 32 เดซิเบล ดีกว่าบานประตูหน้าต่างที่ผลิตจากอะลูมิเนียมทั่วไปมากถึง 40% (ผลการทดสอบตามมาตรฐานสากล ASTM E90) ประตูหน้าต่างไวนิลช่วยลดเสียงรบกวน ภาพ: ประตูหน้าต่างไวนิล Windsor ลดเสียงรบกวนได้ถึง 32 เดซิเบล การออกแบบ Noise Protection 4) เพราะประตูหน้าต่างไวนิลปิดแนบสนิทช่วยลดการรั่วซึม ประตูหน้าต่างไวนิลออกแบบให้มีระบบซีลยาง (Rubber Seal) ติดตั้งตามแนววงกบ กรอบบาน และขอบกระจก โดยซีลยางเหล่านี้ทำหน้าที่ป้องกันการแทรกซึมของน้ำ ลม และฝุ่นจากภายนอกได้อย่างมีประสิทธิภาพ การปิดที่แนบสนิทยังช่วยลดการรั่วไหลของอากาศภายใน ทำให้ระบบปรับอากาศทำงานได้เต็มประสิทธิภาพมากขึ้น พร้อมทั้งช่วยลดปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กอย่าง PM2.5 และเสียงรบกวนจากภายนอกได้เป็นอย่างดี ประตูหน้าต่างไวนิลปิดแนบสนิท ภาพ: ประตูหน้าต่างไวนิลปิดแนบสนิทช่วยลดการรั่วซึม ด้วยข้อดีและคุณสมบัติที่เหมาะกับการใช้งานในไทย ประตูหน้าต่างไวนิลจึงเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์ทั้งด้านความทนทาน การป้องกันความร้อน การกันเสียง และการลดการรั่วซึม เหมาะสำหรับบ้านที่ต้องการยกระดับคุณภาพการอยู่อาศัยให้สบาย เงียบ และประหยัดพลังงานในระยะยาวอย่างแท้จริง สนใจ ประตูหน้าต่างไวนิลวินด์เซอร์ คลิก\ อ่านเพิ่มเติม: เลือกรูปแบบประตูบ้าน หน้าต่างบ้าน ให้ตอบโจทย์\ อ่านเพิ่มเติม: 4 ประเภทกระจกที่นิยมใช้กับประตูหน้าต่างในบ้าน\ วิธีสั่งซื้อกับ SCG Home ง่ายๆ เพียง 3 ขั้นตอน สะดวกและรวดเร็ว กดเลือกสินค้าและจำนวนที่ต้องการสั่งซื้อสินค้าผ่านเว็บไซต์ SCGHOME.COM ชำระเงินตามยอดในรายการสั่งซื้อ เพื่อยืนยันการจัดส่งสินค้า ติดตามสถานะการจัดส่ง สอบถามข้อมูลสินค้าหรือต้องการความช่วยเหลือสั่งสินค้าได้ผ่านทาง: SCGHOME Contact Center: 02-586-1222 หรือ แอดไลน์ @scghome บทความโดย: ทีม Content Creator | SCG HOME ทีม Content Creator จบการศึกษาด้านสถาปัตยกรรมสาขาต่าง ๆ มีประสบการณ์ทำงานในวงการออกแบบและก่อสร้าง มีผลงานสร้างสรรค์คอนเทนต์มามากกว่า 10 ปี ในด้านความรู้เกี่ยวกับการก่อสร้าง วัสดุก่อสร้าง สินค้าและบริการเพื่อบ้าน ผลิตคอนเทนต์หลากหลายรูปแบบทั้งบทความ ภาพพร้อมคำบรรยาย อินโฟกราฟิก และวีดีโอ ผ่านสื่อต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบหนังสือ แผ่นพับ นิทรรศการ จอมอนิเตอร์ ตลอดจนช่องทางออนไลน์ทั้งเว็บไซต์และสื่อโซเชียล
แนะนำวิธีการเปิดแอร์/เครื่องปรับอากาศในหน้าร้อนที่มีอุณหภูมิสูงยิ่งกินไฟให้ใช้งานได้อย่างประหยัดและยังคงเย็นสบาย ประเด็นสำคัญ 3 วิธีที่ช่วยให้เปิดแอร์ได้อย่างเย็นสบาย และประหยัดค่าไฟ ควรตั้งอุณหภูมิแอร์ที่ 26–28 องศาเซลเซียส เป็นระดับที่อยู่ในสภาวะน่าสบาย และคอมเพรสเซอร์ทำงานไม่หนักจนเกินไป ใช้พัดลมช่วยกระจายความเย็นให้ทั่วถึง ร่างกายจะรับรู้ความเย็นได้เร็วขึ้นโดยไม่จำเป็นต้องลดอุณหภูมิแอร์ลง ล้างแอร์อย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง จะช่วยให้ระบบทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ ในช่วงที่อุณหภูมิภายนอกสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลายบ้านมักพบว่าค่าไฟฟ้าพุ่งสูงตามไปด้วย เนื่องจากเครื่องปรับอากาศ\ต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อรักษาอุณหภูมิภายในให้เย็นสบาย กล่าวได้ว่า “อากาศยิ่งร้อน ยิ่งกินไฟ” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ยกตัวอย่างเมื่อเปิดแอร์ในบ้านที่อุณหภูมิ 26°C ในวันที่อากาศภายนอกอยู่ที่ 35°C และ 41°C พบว่าค่าไฟสูงขึ้นถึง 14% (ข้อมูลจากกระทรวงพลังงาน) เปิดแอร์ ภาพ: เปิดแอร์ในวันที่อุณหภูมิภายนอก 35°C และ 41°C ค่าไฟสูงขึ้นถึง 14% (ข้อมูลจากกระทรวงพลังงาน) อย่างไรก็ตาม เจ้าของบ้านสามารถลดภาระการใช้พลังงานของแอร์ได้ ด้วยการปรับพฤติกรรมการใช้งานให้เหมาะสม ลองพิจารณา 3 วิธีสำคัญต่อไปนี้ 1) ตั้งอุณหภูมิแอร์ที่ 26–28 องศาเซลเซียส เปิดแอร์ให้อยู่ในช่วงอุณหภูมิ 26–28 °C ถือเป็นระดับที่เหมาะสมทั้งในแง่ของความสบายและการประหยัดพลังงาน เนื่องจากไม่ทำให้คอมเพรสเซอร์ทำงานหนักจนเกินไป โดยทั่วไป การลดอุณหภูมิลงทุก 1 องศา จะเพิ่มการใช้พลังงานประมาณ 5–10% ดังนั้น การตั้งอุณหภูมิให้พอดีจึงช่วยลดค่าไฟได้อย่างมีนัยสำคัญ เปิดแอร์ให้อยู่ในช่วงอุณหภูมิ 26–28 °C ภาพ: เปิดแอร์ให้อยู่ในช่วงอุณหภูมิ 26–28 °C สนใจ เครื่องปรับอากาศ/ แอร์ คลิก\ 2) ใช้พัดลมช่วยกระจายความเย็น เปิดแอร์ที่อุณหภูมิ 27°C แล้วเปิดพัดลมแบบส่ายเพื่อกระจายลมให้ทั่วห้อง จะช่วยทำให้อุณหภูมิในห้องลดลงมาที่ 25°C การเปิดแอร์ร่วมกับพัดลมจะช่วยให้อากาศเย็นกระจายตัวได้ทั่วถึงมากขึ้น ส่งผลให้ร่างกายรับรู้ความเย็นได้เร็วขึ้นโดยไม่จำเป็นต้องลดอุณหภูมิแอร์ลง วิธีนี้ช่วยลดภาระการทำงานของเครื่องปรับอากาศ และยังเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานโดยรวม เปิดแอร์แล้วใช้พัดลมช่วยกระจายความเย็น ภาพ: เปิดแอร์แล้วใช้พัดลมช่วยกระจายความเย็น สนใจ พัดลมตั้งพื้น คลิก\ 3) ล้างแอร์อย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง การบำรุงรักษาเครื่องปรับอากาศอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะการล้างแอร์ จะช่วยให้ระบบทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ ลดการสะสมของฝุ่นและสิ่งสกปรกที่อาจขัดขวางการไหลเวียนของอากาศ เครื่องที่สะอาดจะใช้พลังงานน้อยลงและให้ความเย็นได้ดีกว่า ทั้งยังช่วยยืดอายุการใช้งานของอุปกรณ์ด้วย ล้างแอร์ ภาพ: ล้างแอร์เพื่อลดการสะสมของฝุ่นและสิ่งสกปรกที่อาจขัดขวางการไหลเวียนของอากาศ การใช้งานเครื่องปรับอากาศอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเปิดให้เย็นที่สุดเพียงอย่างเดียว แต่ควรคำนึงถึงวิธีการใช้งาน และการดูแลรักษาอย่างเหมาะสม ทั้ง 3 วิธีนี้เป็นแนวทางง่ายๆ ที่สามารถนำไปปรับใช้ได้ทันที เพื่อให้บ้านเย็นสบายควบคู่กับการประหยัดพลังงานช่วยลดค่าไฟ สนใจ เครื่องปรับอากาศ/ แอร์ คลิก\ อ่านเพิ่มเติม: วิธีการคำนวณ BTU แอร์ ให้เหมาะกับขนาดห้อง พร้อมวิธีเลือกซื้อแอร์แบบประหยัดไฟเบอร์ 5\ อ่านเพิ่มเติม: เลือกซื้อแอร์อย่างไรให้คุ้มค่าและประหยัดพลังงาน\ วิธีสั่งซื้อกับ SCG Home ง่ายๆ เพียง 3 ขั้นตอน สะดวกและรวดเร็ว กดเลือกสินค้าและจำนวนที่ต้องการสั่งซื้อสินค้าผ่านเว็บไซต์ SCGHOME.COM ชำระเงินตามยอดในรายการสั่งซื้อ เพื่อยืนยันการจัดส่งสินค้า ติดตามสถานะการจัดส่ง สอบถามข้อมูลสินค้าหรือต้องการความช่วยเหลือสั่งสินค้าได้ผ่านทาง: SCGHOME Contact Center: 02-586-1222 หรือ แอดไลน์ @scghome บทความโดย: ทีม Content Creator | SCG HOME ทีม Content Creator จบการศึกษาด้านสถาปัตยกรรมสาขาต่าง ๆ มีประสบการณ์ทำงานในวงการออกแบบและก่อสร้าง มีผลงานสร้างสรรค์คอนเทนต์มามากกว่า 10 ปี ในด้านความรู้เกี่ยวกับการก่อสร้าง วัสดุก่อสร้าง สินค้าและบริการเพื่อบ้าน ผลิตคอนเทนต์หลากหลายรูปแบบทั้งบทความ ภาพพร้อมคำบรรยาย อินโฟกราฟิก และวีดีโอ ผ่านสื่อต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบหนังสือ แผ่นพับ นิทรรศการ จอมอนิเตอร์ ตลอดจนช่องทางออนไลน์ทั้งเว็บไซต์และสื่อโซเชียล
แนวทางการป้องกันเสียงเล็ดลอดไปรบกวนเพื่อนบ้านหากต้องทำห้องซ้อมดนตรีในทาวน์เฮ้าส์ทาวโฮม ประเด็นสำคัญ การทำห้องซ้อมดนตรีในทาวน์โฮมต้องมั่นใจว่าเสียงจะไม่ไปรบกวนบ้านข้างๆ โดยเสียงจะส่งผ่านตัวกลาง 2 อย่าง คือ การส่งผ่านเสียงทางอากาศ กับ การส่งผ่านเสียงทางโครงสร้าง มีสิ่งที่ต้องพิจารณาเพื่อเป็นแนวทางการป้องกันเสียง ดังนี้ ตำแหน่งของห้องซ้อมดนตรีควรอยู่ชั้นล่าง การป้องกันเสียงที่ผนังโดยพิจารณาระดับเสียงในห้อง แล้วติดตั้งระบบผนังที่มีฉนวนกันเสียงให้มีค่า STC มากกว่า 60 การป้องกันเสียงที่ช่องเปิด (ประตู หน้าต่าง) ด้วยการติดเทปกันเสียง เพื่อให้ปิดได้อย่างแนบสนิท การป้องกันเสียงจากแรงสั่นสะเทือนที่พื้น ด้วยการทำ “พื้นลอย (Floating Floor)” การลดเสียงก้องหรือเสียงสะท้อนในห้องด้วยการติดแผ่นซับเสียงที่ผนัง นอกจากการป้องกันเสียงแล้ว อย่าลืมคำนึงถึงคุณภาพเสียงในห้องด้วยการลดเสียงก้องเสียงสะท้อนเพื่อให้ได้ยินเสียงที่ไพเราะมีประสิทธิภาพอย่างการติดตั้งแผ่นซับเสียงที่ผนังด้วย ด้วยทาวน์โฮมเป็นลักษณะของอาคารที่ติดกันหลายคูหา ทำให้เวลาทำกิจกรรมต่างๆ ในบ้านอาจมีเสียงที่ส่งถึงกันได้ ยิ่งหากต้องการปรับเปลี่ยนเป็นห้องซ้อมดนตรีด้วยแล้ว ต้องหาวิธีในการป้องกันเสียงได้เป็นอย่างดี เพื่อไม่ให้รบกวนเพื่อนบ้าน ทั้งนี้โดยหลักการแล้ว เสียงจะส่งผ่านตัวกลาง 2 อย่าง คือ การส่งผ่านเสียงทางอากาศ กับ การส่งผ่านเสียงทางโครงสร้าง ๐ การส่งผ่านเสียงทางอากาศ (Airborne Sound Transmission) โดยเสียงจะเดินทางผ่านอากาศ รวมถึงช่องว่างตามรอยต่อต่างๆ ได้แก่ รอยต่อประตูหน้าต่าง ช่องว่างระหว่างประตูกับพื้น ช่องว่างของปลั๊กไฟ/สวิตช์ไฟที่อยู่ตรงกับห้องอีกฝั่ง ช่องว่างของผนังส่วนเหนือฝ้าที่ก่อไม่ชนถึงท้องคาน ๐ การส่งผ่านเสียงทางโครงสร้าง/ของแข็ง (Structure-Borne Sound Transmission) โดยการสั่นสะเทือนของโครงสร้างหรือส่วนประกอบอาคาร เช่น เวลาปิดประตูแรงๆ จนเกิดแรงสั่นสะเทือนผ่านวงกบต่อเนื่องไปยังผนัง พื้น/คาน/เสา หรือเวลาที่ห้องด้านข้างเปิดเพลงเสียงดังจนเรารู้สึกถึงการสั่นสะเทือนที่กระทบผ่านส่วนต่างๆ ของอาคาร การเดินทางของเสียง ภาพ: การเดินทางของเสียงทางอากาศ และทางโครงสร้าง/ของแข็ง อย่างไรก็ตาม ทาวน์โฮมสามารถทำห้องซ้อมดนตรีได้ หากมั่นใจว่าเสียงจะไม่ไปรบกวนเพื่อนบ้าน โดยอาจปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบห้องซ้อมดนตรี หรือ บริการติดตั้งแผ่นกันเสียง ห้องกันเสียง SCG Cylence Zoundblock\ ในเบื้องต้นอาจพิจารณาเรื่องต่างๆ เพื่อหาแนวทางป้องกันเสียง ดังนี้ 1) ตำแหน่งของห้องซ้อมดนตรี ควรอยู่ชั้นล่าง นอกจากขนย้ายอุปกรณ์เครื่องดนตรีได้สะดวกแล้ว ยังควบคุมเสียงได้ง่ายกว่าชั้นบนจากแรงสั่นสะเทือนที่อาจมาจากพื้นชั้น 2 หรือชั้น 3 รวมถึงห้องชั้นบนของทาวน์เฮ้าส์ทาวน์โฮมหรือตึกแถวมักก่อผนังส่วนเหนือฝ้าไม่ชนถึงท้องคานเกิดเป็นช่องว่างทำให้เสียงผ่านไปได้ หากมีความจำเป็นต้องทำห้องซ้อมดนตรีชั้นบนสุด แนะนำให้ก่ออิฐหรือใช้ผนังเบาปิดช่องว่างระหว่างผนังกับใต้ท้องคานให้เรียบร้อย การก่อผนังเพิ่มให้ชนท้องคาน ภาพ: การก่อผนังเพิ่มให้ชนท้องคาน (ส่วนสีส้ม) เพื่อป้องกันเสียงรบกวน 2) การป้องกันเสียงที่ผนัง ระดับเสียงของ “ห้องซ้อมดนตรี” ขึ้นอยู่กับประเภทเครื่องดนตรีและความดังที่เล่น แต่โดยทั่วไปจะอยู่ในช่วงค่อนข้างสูง อย่างห้องซ้อมดนตรีทั่วไป (กลอง + กีตาร์ + เบส) ประมาณ 90–110 dB หากเป็นกลองชุดใหญ่หรือห้องซ้อมที่มีแอมป์ดังๆ อาจสูงถึง 110–120 dB เมื่อเทียบกับเสียงพูดคุยปกติอยู่ที่ประมาณ 60 dB ดังนั้นหากต้องการป้องกันเสียงทะลุออกไปรบกวนเพื่อนบ้าน จึงต้องทำผนังซ้อนขึ้นมาอีกชั้นแล้วใส่ฉนวนกันเสียงเข้าไปกึ่งกลาง ยกตัวอย่างเช่น ๐ ผนังเดิมเป็นอิฐมอญ : ผนังก่ออิฐมอญครึ่งแผ่น ฉาบปูน 2 ด้าน หนา 10 ซม. โดยมีฉนวนกันเสียง(วัสดุอะคูสติก เอสซีจี รุ่น Cylence Zoundblock S050) ติดตั้งกับโครงคร่าวสำเร็จ C74, U76 ปิดผิวด้านในด้วยผนังสมาร์ทบอร์ด เอสซีจี หนา 8 มม. ทำให้มีค่าการป้องกันเสียง STC62 ๐ ผนังเดิมเป็นอิฐมวลเบา : ผนังก่ออิฐมวลเบา ฉาบปูน 2 ด้าน หนา 10 ซม. โดยมีฉนวนกันเสียง(วัสดุอะคูสติก เอสซีจี รุ่น Cylence Zoundblock S050) ติดตั้งกับโครงคร่าวสำเร็จ C74, U76 ปิดผิวด้านในด้วยผนังสมาร์ทบอร์ด เอสซีจี หนา 8 มม. ทำให้มีค่าการป้องกันเสียง STC63 STC คือค่าที่แสดงสมรรถนะของการยอมให้เสียงจากอากาศผ่านไปได้มากน้อยแค่ไหนที่ระบบผนัง พื้น หรือฝ้าเพดาน ยิ่งมีค่า STC สูงยิ่งสามารถกันเสียงได้ดี ค่า STC ภาพ: (ซ้าย) ผนังเดิมเป็นอิฐมอญกรุฉนวนกันเสียงและปิดผิวด้วยสมาร์ทบอร์ด ค่า STC62, (ขวา) ผนังเดิมเป็นอิฐมวลเบากรุฉนวนกันเสียงและปิดผิวด้วยสมาร์ทบอร์ด ค่า STC63 โครงเบาที่ใส่ฉนวนกันเสียง ภาพ: โครงเบาที่ใส่ฉนวนกันเสียง(วัสดุอะคูสติก เอสซีจี รุ่น Cylence Zoundblock S050) เตรียมปิดด้วยแผ่นสมาร์ทบอร์ด สนใจ วัสดุอะคูสติก เอสซีจี รุ่น Cylence Zoundblock คลิก\ ยกตัวอย่าง หากห้องซ้อมดนตรีในทาวน์โฮมมีระดับเสียง 100 dB (ในห้อง) ต้องการให้เหลือแค่ 40 dB (ข้างบ้าน) แปลว่าต้องลดเสียงให้ได้ 60 dB ดังนั้นควรทำระบบผนังที่มีค่า STC มากกว่า 60 นอกจากนั้นแล้ว สิ่งที่ต้องพึ่งระวังอีกคือเรื่องของช่องเปิดประตูหน้าต่าง รวมถึงแรงสั่นสะเทือนที่พื้นด้วย 3) การป้องกันเสียงที่ช่องเปิด (ประตู/หน้าต่าง) ช่องเปิดอย่างประตูและหน้าต่างเป็นจุดที่เสียงรั่วได้ง่ายที่สุด จึงต้องออกแบบให้ “แน่นและหนัก” เพื่อลดการเล็ดลอดของเสียง หากต้องการประสิทธิภาพสูงสุด การก่ออิฐปิดทึบจะช่วยกันเสียงได้ดีที่สุด รองลงมาคือการทำผนังซ้อนด้านในโดยเว้นช่องอากาศและใส่ฉนวนกันเสียง แต่หากยังต้องการแสงจากภายนอก อาจเปลี่ยนเป็นหน้าต่างกระจกติดตาย ที่เป็นกระจกกันเสียง ได้แก่ กระจก 2 ชั้น (Double Glazing) ลดเสียงได้ประมาณ 25–35 dB หรือ กระจก 3 ชั้น (Double Glazing) ลดเสียงได้ประมาณ 30–40 dB หรือ กระจกลามิเนตกันเสียง (Acoustic Laminated Glass) ช่วยลด “แรงสั่น” ของเสียงโดยเฉพาะ สุดท้าย การซีลรอยต่อทุกจุดเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม เพราะแม้มีช่องเล็กเพียงเล็กน้อยก็ทำให้เสียงหลุดออกมาได้ 4) การป้องกันเสียงจากแรงสั่นสะเทือนที่พื้น สำคัญมากคือแรงสั่นสะเทือนจากกลอง ที่ส่งผลไปที่พื้นและต่อเนื่องไปยังบ้านข้างๆ ได้ แนะนำให้ทำ “พื้นลอย (Floating Floor)” คือพื้นที่ไม่ได้ยึดติดแข็งกับพื้นเดิมของอาคาร แต่จะมี “ชั้นวัสดุยืดหยุ่น” คั่นอยู่ตรงกลาง เพื่อตัดแรงสั่นสะเทือน (Vibration) ไม่ให้วิ่งไปยังผนังหรือบ้านข้างๆ มีโครงสร้างเรียงชั้นกัน ดังนี้ ชั้นที่ 1: พื้นเดิม (คอนกรีต) ชั้นที่ 2: ชั้นกันสั่น (ยางกันสั่น / PU FOAM / ฉนวนใยแก้ว) ชั้นที่ 3: แผ่นพื้นใหม่ (ไม้อัด / สมาร์ทบอร์ด / ซีเมนต์บอร์ด) ชั้นที่ 4: วัสดุปูพื้น (ไม้ SPC / ไม้ลามิเนต / พรม) 5) การลดเสียงก้องหรือเสียงสะท้อนในห้อง เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญ เพราะนอกจากเสียงก้องหรือเสียงสะท้อนจะลดคุณภาพของเสียงดนตรีแล้ว ยังมีแรงสั่นสะเทือนไม่มากก็น้อยที่อาจส่งต่อไปยังบ้านข้างๆ ได้ ดังนั้นจึงมีความจำเป็นมากในการติดตั้งแผ่นซับเสียงที่ผนังเพื่อลดการสะท้อนนี้ ยกตัวอย่าง “วัสดุอะคูสติก เอสซีจี รุ่น Cylence Zandera”“วัสดุอะคูสติก เอสซีจี รุ่น Cylence Zandera”\ เป็นแผ่นซับเสียงที่ภายในเป็นเนื้อฉนวนใยแก้วที่มีรูพรุน (Open Cell) มีค่าการดูดซับเสียง (Noise Reduction Coefficient : NRC) ไม่น้อยกว่า 0.75 ช่วยลดเสียงก้อง-เสียงสะท้อนในห้องได้ดี สำหรับห้องซ้อมดนตรีแนะนำให้ติดตั้งบนผนัง 60% ของพื้นที่ผนัง ติดตั้ง Zandera 60% ของพื้นที่ผนัง ภาพ: ติดตั้งวัสดุอะคูสติก เอสซีจี รุ่น Cylence Zandera บนผนัง 60% ของพื้นที่ผนัง ทั้งนี้ทั้งนั้นการคาดหวังว่าจะป้องกันเสียงได้ 100% เป็นไปได้ยาก เนื่องจากลักษณะบ้านที่ติดกันและใช้ผนังร่วมกัน ดังนั้นหากไม่มั่นใจแนวทางการออกแบบตกแต่งห้องซ้อมดนตรีว่าอาจมีเสียงเล็ดลอดไปรบกวนเพื่อนบ้าน ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ และอย่าลืมว่าห้องซ้อมดนตรีที่ดีนอกจากการป้องกันเสียงแล้ว อย่าลืมคำนึงถึงคุณภาพเสียงในห้องด้วยการลดเสียงก้องเสียงสะท้อนเพื่อให้ได้ยินเสียงที่ไพเราะมีประสิทธิภาพอย่างการติดตั้งแผ่นซับเสียงที่ผนังด้วย สนใจ วัสดุอะคูสติก เอสซีจี รุ่น Cylence Zoundblock คลิก\ สนใจ แผ่นซับเสียง เอสซีจี รุ่น Cylence Zandera คลิก\ อ่านเพิ่มเติม: แก้ปัญหาเสียงก้อง: ต้องติดแผ่นซับเสียงในห้องแค่ไหน? คำนวณอย่างไรให้ได้ผล \ อ่านเพิ่มเติม: FAQ รวมถาม-ตอบ “วัสดุลดเสียงรบกวนในบ้าน”\ วิธีสั่งซื้อกับ SCG Home ง่ายๆ เพียง 3 ขั้นตอน สะดวกและรวดเร็ว กดเลือกสินค้าและจำนวนที่ต้องการสั่งซื้อสินค้าผ่านเว็บไซต์ SCGHOME.COM ชำระเงินตามยอดในรายการสั่งซื้อ เพื่อยืนยันการจัดส่งสินค้า ติดตามสถานะการจัดส่ง สอบถามข้อมูลสินค้าหรือต้องการความช่วยเหลือสั่งสินค้าได้ผ่านทาง: SCGHOME Contact Center: 02-586-1222 หรือ แอดไลน์ @scghome บทความโดย: ทีม Content Creator | SCG HOME ทีม Content Creator จบการศึกษาด้านสถาปัตยกรรมสาขาต่าง ๆ มีประสบการณ์ทำงานในวงการออกแบบและก่อสร้าง มีผลงานสร้างสรรค์คอนเทนต์มามากกว่า 10 ปี ในด้านความรู้เกี่ยวกับการก่อสร้าง วัสดุก่อสร้าง สินค้าและบริการเพื่อบ้าน ผลิตคอนเทนต์หลากหลายรูปแบบทั้งบทความ ภาพพร้อมคำบรรยาย อินโฟกราฟิก และวีดีโอ ผ่านสื่อต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบหนังสือ แผ่นพับ นิทรรศการ จอมอนิเตอร์ ตลอดจนช่องทางออนไลน์ทั้งเว็บไซต์และสื่อโซเชียล
ตอบคำถามคาใจสำหรับผู้ที่ต้องการติดตั้งโซลาร์เซลล์ว่าควรมี “แบตเตอรีสำรองไฟ” ไว้ใช้ในบ้านหรือไม่ ปัจจุบัน “โซลาร์เซลล์”\ กลายเป็นทางเลือกยอดนิยมของเจ้าของบ้านที่ต้องการประหยัดค่าไฟและใช้พลังงานสะอาดมากขึ้น จนเกิดข้อสงสัยตามมาว่า บางวันที่ไม่ได้ใช้ไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์แล้ว หากสามารถเก็บไฟฟ้านั้นไว้ใช้ในตอนกลางคืนได้คงจะดีไม่น้อย ทำให้หลายคนคิดอยากจะติดตั้งแบตเตอรีเพื่อเก็บสำรองไฟไว้ใช้ ซึ่งแบตเตอรีมีราคาค่อนข้างสูง ควรทำความเข้าใจภาพรวมของระบบและพฤติกรรมการใช้งานก่อนการตัดสินใจ โซลาร์เซลล์ที่นิยมใช้กันในปัจจุบัน โดยทั่วไปโซลาร์เซลล์\สำหรับบ้านพักอาศัยที่เห็นติดตั้งกันอยู่บนหลังคาจะเป็นระบบโซลาร์เซลล์แบบออนกริด (On-Grid) มีการเชื่อมต่อกับระบบของการไฟฟ้า ซึ่งต้องขออนุญาตติดตั้งจากภาครัฐก่อน โดยไฟฟ้าที่โซลาร์เซลล์ผลิตได้จากแสงแดดในเวลากลางวันจะถูกนำมาใช้กับอุปกรณ์ไฟฟ้าในบ้าน หากไม่เพียงพอ ระบบจึงจะดึงกระแสไฟฟ้าจากการไฟฟ้ามาใช้ ซึ่งระบบโซลาร์เซลล์แบบออนกริด (On-Grid) นี้ จะไม่สามารถสำรองไฟไว้ใช้ตอนกลางคืนได้ จึงเหมาะกับบ้านพักอาศัยที่ใช้ไฟฟ้าในช่วงกลางวันเป็นหลัก ดังนั้นหลายบ้านจึงมีความต้องการอยากเก็บไฟฟ้าที่ได้จากพลังงานสะอาด (แสงอาทิตย์ในยามกลางวัน) ไว้ใช้ในยามฉุกเฉิน เช่น ไฟดับ หรือใช้ในตอนกลางคืน จึงต้องการเพิ่มแบตเตอรีสำรองไฟเข้าไปในระบบนี้ด้วย กลายเป็นระบบโซลาร์เซลล์ที่สามารถใช้ไฟได้ทั้งกลางวันและกลางคืน หรือที่เรียกว่า ระบบโซลาร์เซลล์แบบไฮบริด (Hybrid) ระบบโซลาร์เซลล์แบบออนกริด ภาพ: ระบบโซลาร์เซลล์แบบออนกริด (On-Grid) ระบบโซลาร์เซลล์แบบไฮบริด ภาพ: ระบบโซลาร์เซลล์แบบไฮบริด (Hybrid) ความจำเป็นของการมีแบตเตอรีในระบบโซลาร์เซลล์ ช่วยเพิ่มความคุ้มค่าให้กับระบบโซลาร์เซลล์\ เมื่อผลิตไฟฟ้าได้ในตอนกลางวันแล้ว หากไม่ได้ใช้งานก็ยังสามารถเก็บไฟฟ้าเพื่อไว้ใช้ได้ในตอนกลางคืนหรือในยามฉุกเฉิน (ไฟดับ) ถึงแม้มีต้นทุนเพิ่มขึ้น แต่ช่วยลดการพึ่งพาไฟฟ้าจากภายนอก และเพิ่มความต่อเนื่องในการใช้พลังงานภายในบ้าน เหมาะสำหรับบ้านในพื้นที่ที่ไฟฟ้าไม่เสถียร (ไฟตก/ไฟดับบ่อย) หรือมีการใช้ไฟช่วงกลางคืนสูง เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าไฟฟ้าในตอนกลางคืน หรือบ้านที่ต้องการสำรองไฟฟ้าไว้ใช้ในยามฉุกเฉิน อย่างบ่อปลา ระบบรักษาความปลอดภัย รวมถึงอุปกรณ์ทางการแพทย์เล็กน้อย หรือบ้านที่ต้องการลดการพึ่งพาไฟจากการไฟฟ้าในช่วงเวลาที่มีการใช้ไฟฟ้าสูงที่สุดของวัน (Peak Time) ซึ่งมักเป็นช่วงที่ค่าไฟ “แพง” อย่างไรก็ตาม แบตเตอรีไม่ได้จำเป็นสำหรับทุกบ้าน แต่เป็นตัวเลือกเสริมตามความต้องการหรือพฤติกรรมการใช้งาน แบตเตอรีสำรองไฟได้นานแค่ไหน ยกตัวอย่าง ระบบหลังคาโซลาร์ เอสซีจี ที่ใช้แบตเตอรี HUAWEI Battery Module LUNA2000 การสำรองไฟของแบตเตอรี ภาพ: ตัวอย่างการสำรองไฟของแบตเตอรี HUAWEI Battery Module LUNA2000 สมมติคำนวณการใช้ไฟ กรณีเปิดแอร์ 10,000 BTU ตอนกลางคืน 7 ชั่วโมง โดยเฉลี่ยแอร์ 10,000 BTU ใช้ไฟประมาณ 700 – 1,000 วัตต์ (0.7 – 1.0 kW) ใช้ไฟกี่หน่วย/คืน? 0.7 kW × 7 ชม. = 4.9 หน่วย (kWh) 1.0 kW × 7 ชม. = 7 หน่วย (kWh) ดังนั้น ใช้ไฟประมาณ 5 – 7 หน่วย/คืน คิดเป็นค่าไฟกี่บาท? สมมติค่าไฟเฉลี่ย 4 บาท/หน่วย 5 หน่วย × 4 บาท = 20 บาท/คืน 7 หน่วย × 4 บาท = 28 บาท/คืน ดังนั้น เปิดแอร์ 10,000 BTU นาน 7 ชั่วโมง เสียค่าไฟประมาณ 20 – 28 บาท/คืน หรือ 600 – 840 บาท/เดือน แสดงว่า หากเราติดตั้งแบตเตอรีสำรองไฟก็จะช่วยลดค่าไฟได้ถึง 600 – 840 บาท/เดือน สนใจ ระบบหลังคาโซลาร์ เอสซีจี พร้อมขออนุญาตครบวงจร คลิก\ ระบบหลังคาโซลาร์เซลล์ที่มีแบตเตอรี ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นและความมั่นคงในการใช้ไฟฟ้า แต่ไม่จำเป็นสำหรับทุกบ้าน หากเป้าหมายคือ “ประหยัดค่าไฟ” ซึ่งเน้นใช้ไฟฟ้าในตอนกลางวัน การติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์แบบออนกริด (On-Grid) ก็เพียงพอ แต่หากต้องการ “ใช้ไฟอย่างต่อเนื่องแม้ไฟจะดับ” ระบบที่มีแบตเตอรีจะตอบโจทย์มากกว่า การเลือกติดตั้งจึงควรพิจารณาจาก พฤติกรรมการใช้ไฟ งบประมาณ และความจำเป็นในการสำรองไฟเป็นหลัก เพื่อให้คุ้มค่าและเหมาะสมกับการใช้งานในระยะยาว อ่านเพิ่มเติม: ระบบหลังคาโซลาร์เซลล์ (Solar Roof) มีกี่แบบ? เลือกแบบไหนให้คุ้มค่าและประหยัดไฟ\ อ่านเพิ่มเติม: 13 ถามบ่อย ระบบหลังคาโซลาร์ เอสซีจี (SCG Solar Roof)\ สั่งซื้อบริการติดตั้งโซลาร์เซลล์ครบวงจร กับ SCG Home Online เชื่อถือได้ สินค้ามีคุณภาพ SCG Home Online เป็น E-Commerce Online Shopping จาก SCG (บริษัทปูนซิเมนต์ไทยจำกัด มหาชน) ซึ่งเป็นแบรนด์ผู้ผลิตสินค้าวัสดุก่อสร้างชั้นนำของประเทศไทย โดย SCG Home Online เป็นแพลตฟอร์มช้อปปิ้งออนไลน์เพื่อคนรักบ้าน ที่ดำเนินการโดยบริษัท SCG Distribution จำกัด จัดทำขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในปัจจุบันที่ต้องการความสะดวกสบายในการสั่งซื้อสินค้าและบริการ วิธีสั่งซื้อกับ SCG Home ง่ายๆ เพียง 3 ขั้นตอน สะดวกและรวดเร็ว กดเลือกสินค้าและจำนวนที่ต้องการสั่งซื้อสินค้าผ่านเว็บไซต์ SCGHOME.COM ชำระเงินตามยอดในรายการสั่งซื้อ เพื่อยืนยันการจัดส่งสินค้า ติดตามสถานะการจัดส่ง สอบถามข้อมูลสินค้าหรือต้องการความช่วยเหลือสั่งสินค้าได้ผ่านทาง: SCGHOME Contact Center: 02-586-1222 หรือ แอดไลน์ @scghome บทความโดย: ทีม Content Creator | SCG HOME ทีม Content Creator จบการศึกษาด้านสถาปัตยกรรมสาขาต่าง ๆ มีประสบการณ์ทำงานในวงการออกแบบและก่อสร้าง มีผลงานสร้างสรรค์คอนเทนต์มามากกว่า 10 ปี ในด้านความรู้เกี่ยวกับการก่อสร้าง วัสดุก่อสร้าง สินค้าและบริการเพื่อบ้าน ผลิตคอนเทนต์หลากหลายรูปแบบทั้งบทความ ภาพพร้อมคำบรรยาย อินโฟกราฟิก และวีดีโอ ผ่านสื่อต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบหนังสือ แผ่นพับ นิทรรศการ จอมอนิเตอร์ ตลอดจนช่องทางออนไลน์ทั้งเว็บไซต์และสื่อโซเชียล
วิธีแก้ปัญหาดินรอบบ้านทรุดตัวจนต่ำกว่าระดับคานบ้าน เกิดเป็นโพรงใต้บ้านสร้างที่ดูไม่สวยงาม ทั้งยังต้องคอยระแวดระวังว่าจะมีสัตว์อะไรเข้าไปอยู่หรือไม่ แล้วเราจะมีวิธีปิดโพรงใต้บ้านอย่างไรได้บ้าง ปัญหาโพรงใต้บ้านหรือพื้นดินรอบบ้านทรุดนั้น เป็นปัญหาที่หลายบ้านมักประสบพบเจอ เมื่อเทียบกับตัวบ้านเองซึ่งมีเสาเข็มรองรับ จะเห็นว่าพื้นดินจะทรุดตัวเร็วกว่า เพราะโดยธรรมชาติพื้นดินจะมีการทรุดตัวอยู่เสมอ ซึ่งหากทรุดตัวเร็วมากจนระดับพื้นดินรอบบ้านต่ำกว่าระดับคานบ้าน จะทำให้เกิดโพรงหรือช่องโหว่ใต้บ้าน ถึงแม้จะไม่เป็นอันตรายต่อโครงสร้างบ้านแต่อย่างใด แต่ก็ดูไม่สวยงาม อีกทั้งยังน่าระแวดระวังว่าอาจเป็นช่องทางให้สัตว์ต่างๆ มุดเข้าไปหลบซ่อนตัว และบางครั้งอาจโผล่มาสร้างความตกใจหรือทำอันตรายสมาชิกในบ้านได้ จึงควรหาวิธีแก้ไขปิดโพรงให้เรียบร้อยจะดีกว่า สนใจ บริการปิดโพรงใต้บ้านด้วยแผ่น Smartboard คลิกที่นี่\ กรณีดินรอบบ้านทรุดตัวไม่มาก มีแนวโน้มจะทรุดตัวต่อ แนะนำให้ปิดโพรงแบบชั่วคราวก่อน กรณีที่พื้นดินรอบบ้านทรุดตัวไม่มากหรือทรุดประมาณ 10-20 ซม. โดยพื้นที่โดยรอบบ้านเป็นสนามหญ้าหรือเป็นพื้นดิน แนะนำให้ปิดโพรงใต้บ้านแบบชั่วคราวไปก่อน เช่น วางกระถางต้นไม้ทรงเหลี่ยมมาเรียงเพื่อบังโพรง ก่ออิฐปิดทับโดยใช้แผ่นโฟมคั่นระหว่างก้อนอิฐกับตัวบ้าน วางอิฐบล็อกหรือเลือกใช้ขอบคันหินเพื่อปิดโพรงใต้บ้าน ซึ่งการเลือกใช้ขอบคันหิน สามารถสร้างลูกเล่นได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น การทาสีตามที่เราชอบ หรือหากมีพื้นที่มากพอก็สามารถวางขอบคันหิน 2 แถวล้อมเป็นกระบะใส่ดินปลูกต้นไม้เล็กๆ เพิ่มความสวยงามสดชื่นรอบบ้านอีกด้วย สำหรับบ้านที่ดินทรุดไม่เกิน 13 ซม. แนะนำให้ใช้ขอบคันหินขนาดที่สูง 20 ซม. ส่วนพื้นดินรอบบ้านที่ทรุดไม่เกิน 23 ซม. แนะนำให้ใช้ขอบคันหินที่มีความสูง 30 ซม. พื้นดินรอบบ้านทรุด พื้นบ้านทรุด ปิดโพรงใต้บ้าน ซ่อมบ้านทรุด แก้บ้านทรุด แก้ไขบ้านทรุด ซ่อมแซมบ้านทรุด ซ่อมพื้นทรุด ภาพ: ตัวอย่างอาการพื้นดินรอบบ้านทรุดตัวไม่มาก ก่ออิฐปิดโพรงใต้บ้าน บ้านทรุด พื้นบ้านทรุด ซ่อมบ้านทรุด แก้บ้านทรุด แก้ไขบ้านทรุด ซ่อมแซมบ้านทรุด ซ่อมพื้นทรุด ภาพ: ก่ออิฐปิดโพรงใต้บ้าน กรณีดินยังทรุดไม่มาก และมีแนวโน้มทรุดต่อไปเรื่อยๆ วางขอบคันหินปิดโพรงใต้บ้าน บ้านทรุด พื้นบ้านทรุด ซ่อมบ้านทรุด แก้บ้านทรุด แก้ไขบ้านทรุด ซ่อมแซมบ้านทรุด ซ่อมพื้นทรุด ภาพ: การวางขอบคันหินปิดโพรงใต้บ้าน และปลูกต้นไม้ประดับ กรณีดินรอบบ้านทรุดมาก เกิดโพรงขนาดใหญ่แต่แทบไม่ทรุดต่อแล้ว แนะนำปิดโพรงใต้บ้านแบบถาวร การปิดโพรงใต้บ้าน กรณีดินรอบบ้านทรุดตัวมาก ทรุดมานานจนเริ่มคงตัวแทบไม่ทรุดต่อแล้ว (ไม่เกิน 10 ซม. ใน 1 ปี) หรือบ้านที่มีอายุตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไป สามารถแก้ไขแบบถาวรได้หลายวิธี ไม่ว่าจะเป็น “การถมทรายและดิน” เพื่อปิดโพรงและปรับระดับพื้นดินตามต้องการ หรือ “การปิดโพรงใต้บ้าน ด้วยวัสดุแผ่น” และเก็บพื้นที่หน้างานโดยรอบบ้านให้เรียบร้อย “การถมทรายและดิน” ทำได้โดยเททรายเป็นกองรอบบ้านแล้วฉีดทรายด้วยน้ำ เพื่อให้ทรายไหลเข้าใต้บ้านจนปิดปากโพรงสนิท ทรายจะช่วยกันดินรอบบ้านไม่ให้ไหลเข้าไปใต้บ้านได้ดี (น้ำหนักทรายประมาณ 1,500 กก./ลบ.ม.) จากนั้นก็สามารถถมดินโดยรอบ ตกแต่งพื้นที่หรือจัดสวนได้ตามต้องการ “การปิดโพรงใต้บ้านด้วยวัสดุแผ่น” กรณีรอบตำแหน่งโพรงเป็นพื้นดินซึ่งไม่ได้เทพื้นคอนกรีตทับ มีอีกวิธีที่สามารถปิดช่องโพรงให้มิดชิดได้ คือ การนำวัสดุแผ่นที่มีความคงทนแข็งแรง ยกตัวอย่างเช่น "แผ่นสมาร์ทบอร์ดแบบหนาพิเศษ" ซึ่งเป็นวัสดุไฟเบอร์ซีเมนต์ มาเสียบให้ลึกลงไปในดินตามระดับที่เหมาะสมช่วยป้องกันดินสไลด์ในอนาคต และทำการยึดเข้ากับคานบ้านเพื่อเพิ่มความแข็งแรง ทนทาน โดยแผ่นสมาร์ทบอร์ดนี้ สามารถทาสีให้เข้ากันกับตัวบ้านตามต้องการได้ บ้านทรุด ปิดโพรงใต้บ้าน สมาร์ทบอร์ด Smart Board ดินรอบบ้านทรุด พื้นบ้านทรุด แก้ไขบ้านทรุด ซ่อมพื้นทรุด ภาพ: ตัวอย่างการปิดโพรงใต้บ้าน โดยใช้แผ่นสมาร์ทบอร์ด (Smart Board) สนใจ บริการปิดโพรงใต้บ้านด้วยแผ่น Smartboard คลิกที่นี่\ จะเห็นว่า เมื่อโพรงใต้บ้านเกิดขึ้นได้ก็ย่อมมีวิธีปิดได้เช่นกัน ทั้งนี้ สำหรับบ้านที่ยังไม่ได้สร้างหรืออยู่ในขั้นตอนการก่อสร้างก็สามารถป้องกันปัญหานี้ได้ เช่น ทำครีบ ค.ส.ล. ต่อจากใต้ท้องคานลงมา วิธีนี้ใช้ในกรณีที่ระดับพื้นชั้นล่างต่างจากระดับดินไม่เกิน 1 ม. หากเกินกว่านั้นให้ใช้วิธีก่อผนังกันดินใต้คาน (ผนังก่ออิฐฉาบปูน) โดยจะต้องเสียบเหล็กหนวดกุ้งเพื่อช่วยยึดผนังกับคานและเสาด้วย การป้องกันโดยวิธีเหล่านี้ จะช่วยชะลอเวลาและลดความยุ่งยากในการแก้ปัญหาโพรงใต้บ้านในอนาคตได้มาก (ทั้งนี้สำหรับบ้านที่เจอปัญหาพื้้นโรงจอดรถ ค.ส.ล. ทรุดแตกร้าวด้วย สามารถตามไปอ่านวิธีแก้ไขได้ที่นี่ วิธีแก้ปัญหาพื้นโรงรถทรุด) การทำครีบคอนกรีตเสริมเหล็ก บ้านทรุด ปิดโพรงใต้บ้าน ดินรอบบ้านทรุด พื้นบ้านทรุด แก้ไขบ้านทรุด ซ่อมพื้นทรุด ภาพ: สำหรับบ้านสร้างใหม่ สามารถเลือกทำครีบค.ส.ล. ต่อจากใต้ท้องคานลงมา การก่อผนังกันดินใต้คาน บ้านทรุด ปิดโพรงใต้บ้าน ดินรอบบ้านทรุด พื้นบ้านทรุด แก้ไขบ้านทรุด ซ่อมพื้นทรุด ภาพ: การก่อผนังกันดินใต้คาน สำหรับบ้านสร้างใหม่ Tip1: หากมีวัสดุปูทับหน้าพื้น แต่เป็นวัสดุที่รื้อออกได้ง่ายเช่นบล็อกคอนกรีต สามารถรื้อออก ถมทรายและดินให้ได้ระดับ จากนั้นเตรียมพื้นที่ให้เรียบร้อยก่อนปูบล็อกเดิมกลับไป Tip2: หากพื้นเดิมเป็นคอนกรีตเสริมเหล็ก (ค.ส.ล.) ที่อยู่ในสภาพดี ให้วางตะแกรงเหล็กแล้วเทคอนกรีตทับเพื่อเพิ่มระดับพื้นได้เลย (กรณีเพิ่มระดับเกิน 15 ซม. ให้ถมทรายปรับระดับก่อนเทคอนกรีต) จากนั้นจึงเลือกตกแต่งผิวหน้าตามใจชอบ เช่น คอนกรีตพิมพ์ลาย ปูบล็อกคอนกรีต ปูกระเบื้อง เป็นต้น แต่ถ้าหากพื้น ค.ส.ล. เดิมยุบเสียหายจนแตกร้าว ให้ทุบรื้อออก แล้วถมทรายให้ได้ระดับก่อนเทคอนกรีตอีกครั้ง หรือจะปรับสภาพดินเพื่อเปลี่ยนวิธีตกแต่ง เช่น ปูหญ้า วางบล็อกคอนกรีต เป็นต้น Tip3: กรณีเทพื้น ค.ส.ล. ซึ่งไม่ใช่แค่พื้นทางเดินทั่วไป เช่น พื้นลานซักล้าง พื้นที่นั่งเล่นพักผ่อน อาจลงเสาเข็มสั้นแบบฐานเข็มปูพรมด้วยเพื่อช่วยชะลอการทรุดตัวในอนาคต วิธีนี้มีข้อควรคำนึงคือ ใต้พื้นดินจะต้องไม่มีสิ่งกีดขวาง เช่น อุปกรณ์งานระบบอย่างถังเก็บน้ำ ถังดักไขมัน เป็นต้น ลงเสาเข็มสั้น ฐานเข็มปูพรม บ้านทรุด ปิดโพรงใต้บ้าน ดินรอบบ้านทรุด พื้นบ้านทรุด แก้ไขบ้านทรุด ซ่อมพื้นทรุด ภาพ: การลงเสาเข็มสั้นแบบฐานเข็มปูพรมก่อนเทพื้นคอนกรีตเสริมเหล็ก เพื่อช่วยลดการทรุดตัวของพื้นรอบบ้าน สรุป ปัญหา ดินรอบบ้านทรุด จนเกิดช่องโหว่เป็นโพรงใต้คาน ถือเป็นปัญหาที่หลายบ้านมักพบเจอเนื่องจากธรรมชาติดินจะทรุดตัวเร็วกว่าตัวบ้านที่มีเสาเข็มรองรับ แม้จะไม่กระทบโครงสร้างหลักแต่ก็ทำให้ดูไม่สวยงามและอาจเป็นที่ซ่อนตัวของสัตว์อันตรายได้ ดังนั้นจึงควรหา วิธีปิดโพรงใต้บ้าน ให้เหมาะสมตามสถานการณ์ สำหรับ วิธีแก้ปัญหาดินรอบบ้านทรุด กรณีที่ดินทรุดตัวไม่มาก (ประมาณ 10-20 ซม.) และยังมีแนวโน้มทรุดต่อ แนะนำให้ใช้วิธีชั่วคราว เช่น การวางกระถางต้นไม้ ก่ออิฐ หรือใช้ ขอบคันหิน ปิดโพรงเพื่อตบแต่งความสวยงาม แต่สำหรับกรณีที่ดินรอบบ้านทรุดตัวมากหรือมีอายุบ้าน 5 ปีขึ้นไปจนดินเริ่มคงตัวแล้ว แนะนำให้แก้ปัญหาแบบถาวรเพื่อป้องกันการเกิด บ้านทรุดซ้ำซาก โดยสามารถใช้ การถมทรายและดิน โดยเทและฉีดทรายด้วยน้ำให้ไหลเข้าไปอุดโพรงจนเต็ม หรือเลือกใช้ การปิดโพรงใต้บ้านด้วยวัสดุแผ่น อย่าง แผ่นสมาร์ทบอร์ด ชนิดหนาพิเศษฝังลงดินและยึดกับคานบ้าน ซึ่งจะช่วยป้องกันปัญหาดินสไลด์ได้อย่างมิดชิด แข็งแรง และทนทาน นอกจากนี้ สำหรับบ้านที่กำลังก่อสร้างใหม่ สามารถป้องกันปัญหานี้ล่วงหน้าได้ด้วยการทำครีบ ค.ส.ล. หรือผนังก่ออิฐฉาบปูนกันดินใต้คาน เพื่อเป็นการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนและลดความยุ่งยากในการซ่อมแซมโพรงใต้บ้านในอนาคต วิธีสั่งซื้อกับ SCG Home ง่ายๆ เพียง 3 ขั้นตอน สะดวกและรวดเร็ว กดเลือกสินค้าและจำนวนที่ต้องการสั่งซื้อสินค้าผ่านเว็บไซต์ SCGHOME.COM ชำระเงินตามยอดในรายการสั่งซื้อ เพื่อยืนยันการจัดส่งสินค้า ติดตามสถานะการจัดส่ง สอบถามข้อมูลสินค้าหรือต้องการความช่วยเหลือสั่งสินค้าได้ผ่านทาง: SCGHOME Contact Center: 02-586-1222 หรือ แอดไลน์ @scghome บทความโดย: ทีม Content Creator | SCG HOME > ทีม Content Creator จบการศึกษาด้านสถาปัตยกรรมสาขาต่าง ๆ มีประสบการณ์ทำงานในวงการออกแบบและก่อสร้าง มีผลงานสร้างสรรค์คอนเทนต์มามากกว่า 10 ปี ในด้านความรู้เกี่ยวกับการก่อสร้าง วัสดุก่อสร้าง สินค้าและบริการเพื่อบ้าน ผลิตคอนเทนต์หลากหลายรูปแบบทั้งบทความ ภาพพร้อมคำบรรยาย อินโฟกราฟิก และวีดีโอ ผ่านสื่อต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบหนังสือ แผ่นพับ นิทรรศการ จอมอนิเตอร์ ตลอดจนช่องทางออนไลน์ทั้งเว็บไซต์และสื่อโซเชียล
ทำความเข้าใจกับ “ปูนแดง” ในงานก่อสร้างว่ามีที่มาอย่างไร เป็นปูนซีเมนต์ประเภทใด รวมถึงการใช้งานที่เหมาะสม ปูนแดงมีที่มาอย่างไร ปูนแดง เป็นภาษาชาวบ้านที่ช่างเรียกกันเป็นส่วนใหญ่ตามสีของถุงปูนที่มีสีแดงของปูนซีเมนต์โครงสร้าง หรือปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ ปูนแดงคือปูนซีเมนต์โครงสร้างประเภทใด โดยทั่วไป “ปูนแดง” จะหมายถึง ปูนซีเมนต์โครงสร้าง หรือ ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ประเภท 1 เป็นปูนซีเมนต์ที่ต้องนำมาผสมกับหิน ทราย และน้ำ ตามสัดส่วนที่กำหนด (ไม่ใช่ปูนสำเร็จรูป) เพื่อให้ได้คอนกรีตสำหรับหล่อเทโครงสร้างส่วนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการเทฐานราก หล่อเสา หล่อคาน เทพื้น ปูนแดงคือปูนซีเมนต์โครงสร้าง ภาพ: ปูนแดงคือปูนซีเมนต์โครงสร้างที่ต้องนำมาผสมกับหิน ทราย และน้ำ ได้เป็นคอนกรีตสำหรับหล่อเทฐานราก เสา คาน พื้น นอกเหนือจากปูนแดงที่มักหมายถึงปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ประเภท 1 แล้ว บางครั้งปูนแดงอาจหมายรวมถึงปูนซีเมนต์โครงสร้างประเภทอื่นที่แยกตามการใช้งานด้วย ขึ้นอยู่กับความเข้าใจหรือการตีความของแต่ละคน ปูนแดงที่หมายถึง ปูนซีเมนต์โครงสร้างหรือปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ มีกี่ประเภท มาตรฐานปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ของไทย คือ มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ หรือ มอก.15 เล่ม 1 ข้อกำหนดเกณฑ์คุณภาพ ซึ่งทั้งหมดได้แบ่งปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ออกเป็น 5 ประเภท ดังนี้ ประเภท 1 (Type 1): ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ธรรมดา (Ordinary Portland Cement) หรือปูนแดงที่เรียกกัน ใช้กับงานก่อสร้างทั่วไป งานคอนกรีตเสริมเหล็ก หรืองานอาคารทั่วไปที่ไม่มีสภาพแวดล้อมพิเศษ เช่น งานหล่อเสา คาน พื้น หรือชิ้นส่วนสำเร็จต่าง ๆ อาทิ แผ่นพื้นสำเร็จรูป เสาเข็ม ท่อระบายน้ำ เหตุที่ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ธรรมดามักเป็นที่เข้าใจและถูกเรียกว่า “ปูนแดง” มากกว่าปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ประเภทอื่น เนื่องจากเป็นปูนที่ใช้ในงานก่อสร้างทั่วไป นิยมใช้ และหาซื้อได้ง่าย ประเภท 2 (Type 2) : ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ดัดแปลง (Modified Portland Cement) ใช้กับงานโครงสร้างที่ต้องสัมผัสกับดินหรือน้ำ งานโครงสร้างที่มีความหนามาก งานก่อสร้างขนาดใหญ่ เช่น ตอม่อ ฐานรากขนาดใหญ่ กำแพงกันดิน ประเภท 3 (Type 3) : ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ประเภทให้กำลังอัดสูงเร็ว ( High Early Strength Portland Cement) ใช้กับงานที่ต้องการเร่งงานก่อสร้างหรือซ่อมแซมคอนกรีตโครงสร้างที่ต้องการความแข็งแรงรวดเร็ว แต่ไม่เหมาะกับคอนกรีตขนาดใหญ่เพราะอาจเกิดรอยแตกร้าวได้ เช่น เสาไฟฟ้า ประเภท 4 (Type 4) : ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ประเภทเกิดความร้อนต่ำ (Low Heat Portland Cement) ใช้กับงานโครงสร้างคอนกรีตขนาดใหญ่ เพื่อลดความเสี่ยงการแตกร้าวจากความร้อนในการทำปฏิกิริยาของคอนกรีต เช่น เชื่อนเก็บน้ำ ประเภท 5 (Type 5) : ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ประเภททนซัลเฟตสูง (Sulfate Resistance Portland Cement) ใช้กับงานอาคารใกล้ทะเลหรือพื้นที่ชายฝั่งทะเล และน้ำกร่อยที่โครงสร้างสัมผัสกับไอทะเลหรือน้ำทะเล นอกจากนั้นแล้วยังมีปูนซีเมนต์ที่ถูกออกแบบมาเป็นพิเศษ อย่าง SCG ที่ผลิตปูนงานโครงสร้างทนทานพิเศษ คาร์บอนต่ำ สูตรทนดินเค็ม เพื่อรับมือกับปัญหาดินเค็มในพื้นที่อย่างภาคอีสาน และปูนซีเมนต์คาร์บอนต่ำ ทางเลือกใหม่สำหรับผู้ที่ต้องการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ปูนซีเมนต์โครงสร้าง *ภาพ: ปูนซีเมนต์โครงสร้าง หรือ ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ ของ SCG สรุปได้ว่า “ปูนแดง” คือปูนโครงสร้างที่ช่างใช้เรียกโดยทั่วไป ส่วนใหญ่มักเป็นปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ธรรมดาหรือปูนซีเมนต์ประเภท 1 ทั้งนี้ ปูนซีเมนต์โครงสร้างหรือปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ไม่ได้มีเพียงประเภทเดียว แต่สามารถแบ่งออกเป็นหลายประเภทตามลักษณะการใช้งานตามมาตรฐานอุตสาหกรรม (มอก.) ที่กำหนดไว้ เช่น งานที่ต้องการกำลังอัดสูง งานที่ต้องทนต่อความชื้น หรือสภาพแวดล้อมเฉพาะทาง ซึ่งอาจเข้าข่ายการถูกเรียกว่าเป็น “ปูนแดง” ได้เช่นกัน สิ่งสำคัญคือการเลือกใช้ปูนให้ถูกประเภทและเหมาะสมกับลักษณะงาน เพื่อให้โครงสร้างมีความแข็งแรง ทนทาน และมีอายุการใช้งานที่ยาวนานในระยะยาว สนใจ ปูนแดง หรือ ปูนโครงสร้าง คลิก\ SCGHOME.COM มีมีบริการออกแบบก่อสร้างโดยผู้เชี่ยวชาญ สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่ อ่านเพิ่มเติม: ปูนซีเมนต์มีกี่ประเภท รู้ไว้ก่อนสร้างบ้าน รีโนเวทบ้าน อ่านเพิ่มเติม: ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์คืออะไร วิธีสั่งซื้อกับ SCG Home ง่ายๆ เพียง 3 ขั้นตอน กดเลือกสินค้าและจำนวนที่ต้องการสั่งซื้อสินค้าผ่านเว็บไซต์ SCGHOME.COM ชำระเงินตามยอดในรายการสั่งซื้อ เพื่อยืนยันการจัดส่งสินค้า ติดตามสถานะการจัดส่ง สอบถามข้อมูลสินค้าหรือต้องการความช่วยเหลือสั่งสินค้าได้ผ่านทาง: SCGHOME Contact Center: 02-586-1222 หรือ แอดไลน์ @scghome
รวมพัดลม 11 ประเภทต่างกันอย่างไร? เหมาะกับบ้านแบบไหน? พร้อมวิธีการทำความสะอาดพัดลม ร้อนนี้จะเปิดแอร์ทั้งวันก็เปลืองไฟ พัดลมและพัดลมระบายอากาศ จึงเป็นตัวช่วยดี ๆ ที่ต้องมีติดบ้าน แต่พัดลมก็มีให้เลือกถึง 11 ประเภทด้วยกัน แต่ละประเภทมีวัตถุประสงค์การใช้งานที่เหมือนและแตกต่างกันออกไป ในขณะเดียวกันควรทราบวิธีการทำความสะอาดพัดลมและหมั่นทำความสะอาดเพื่อยืดอายุการใช้งานที่ยาวนานขึ้น 1. พัดลมเพดาน พัดลมเพดาน เหมาะกับบ้านเพดานสูง ช่วยประหยัดพื้นที่ได้เป็นอย่างดี เน้นความสวยงามเรียบง่าย หรือการตกแต่งบ้านสไตล์วินเทจ และมักนิยมขนาด 48-56 นิ้ว พัดลม พัดลมเพดาน พัดลมติดเพดาน พัดลม เพดานmitsubishi ภาพ: ตัวอย่างพัดลมเพดาน สนใจ พัดลมเพดาน คลิก\ 2. พัดลมโคจรติดเพดาน พัดลมโคจรติดเพดาน เหมาะกับบ้านที่เพดานไม่จำเป็นต้องสูงมาก ช่วยประหยัดพื้นที่ในบ้าน และให้ความเย็นสบายทั่วทุกตารางนิ้วของห้องเพราะมาพร้อมระบบส่ายรอบทิศทาง พัดลมโคจร พัดลมเพดาน พัดลมโคจรติดเพดาน ภาพ: ตัวอย่างพัดลมโคจรติดเพดาน สนใจ พัดลมเพดาน คลิก\ 3. พัดลมติดผนัง พัดลมติดผนัง เหมาะกับบ้านที่เพดานไม่สูง หรือไม่ต้องการติดพัดลมที่เพดาน ช่วยประหยัดพื้นที่เช่นกัน และมักนิยมติดตั้งขนาด 16-18 นิ้ว โดยทั่วไปพัดลมจะส่ายซ้าย-ขวาได้ พัดลมติดผนัง พัดลมติดผนัง18นิ้ว พัดลมผนัง ภาพ: ตัวอย่างพัดลมติดผนัง 4.พัดลมเล็กพกพา/ตั้งโต๊ะ พัดลมเล็กพกพา/ตั้งโต๊ะ มีขนาดเล็กกะทัดรัดเหมาะมือ นิยมขนาดไม่เกิน 7 นิ้ว ใช้แบตเตอรี่ ไม่สามารถส่ายได้ บางรุ่นชาร์จไฟผ่าน USB ได้ พกพาสะดวก และสามารถตั้งโต๊ะได้ไม่กินพื้นที่ พัดลมพกพา พัดลมตั้งโต๊ะทำงาน พัดลมถือ ภาพ: ตัวอย่างพัดลมเล็กพกพา/ตั้งโต๊ะ สนใจ พัดลมตั้งพื้น คลิก\ 5. พัดลมขนาดเล็ก พัดลมทรงกลมขนาดเล็ก เคลื่อนย้ายง่าย ลมแรงกว่าพัดลมแบบพกพา นิยมขนาด 8 นิ้ว เหมาะสำหรับตั้งบนโต๊ะทำงาน หรือจะตั้งพื้นก็ได้เช่นกันเนื่องจากตัวพัดลมสามารถปรับองศาก้ม/เงยได้ พัดลมทรงกลม พัดลมขนาดเล็ก พัดลมตั้งโต๊ะ พัดลมตั้งพื้น ภาพ: ตัวอย่างพัดลมขนาดเล็ก สนใจ พัดลมตั้งพื้น คลิก\ 6. พัดลมตั้งโต๊ะ/ตั้งพื้น พัดลมตั้งโต๊ะ/ตั้งพื้น มีขนาดให้เลือกหลากหลาย (ขนาด 12-18 นิ้ว) ส่วนมากนิยมเลือกขนาด 16 นิ้ว และ 18 นิ้ว กำลังแรงกว่าพัดลมทรงกลมขนาดเล็ก และมีขนาดใหญ่กว่า เหมาะสำหรับตั้งบนโต๊ะที่มีพื้นที่กว้างมากหรือตั้งบนพื้น เคลื่อนย้ายได้ โดยทั่วไปจะปรับองศาก้ม/เงยได้ และมีฟังก์ชันส่ายซ้าย/ขวา บางรุ่นสามารถปรับความสูงได้ด้วย พัดลมตั้งโต๊ะ ภาพ: ตัวอย่างพัดลมตั้งโต๊ะ/ตั้งพื้น สนใจ พัดลมตั้งพื้น คลิก\ 7. พัดลมตั้งพื้น พัดลมตั้งพื้น นิยมขนาด 16 นิ้ว และ 18 นิ้ว กำลังลมแรง เหมาะกับตั้งบนพื้นในห้องทั่วไป มีขนาดใหญ่รูปทรงสูง เคลื่อนย้ายได้ โดยทั่วไปจะปรับระดับความสูงของพัดลมและองศาก้ม/เงยได้ นอกจากนี้ยังมีมีฟังก์ชันส่ายซ้าย/ขวา พัดลมตั้งพื้น พัดลมตั้งพื้น18นิ้ว พัดลมตั้งพื้น16นิ้ว ภาพ: ตัวอย่างพัดลมตั้งพื้น สนใจ พัดลมตั้งพื้น คลิก\ 8. พัดลมทาวเวอร์ พัดลมทาวเวอร์รูปลักษณ์สวยงามทันสมัยกว่าพัดลมทั่วไป แต่แรงลมจะเบากว่า สามารถตั้งเวลา ปรับแรงลม เลือกรัศมีการกระจายลมได้ (สำหรับห้องที่เปิดเครื่องปรับอากาศ พัดลมทาวเวอร์เป็นตัวช่วยที่ดีในการกระจายความเย็นให้ทั่วถึง) มีฟังก์ชั่นหลากหลายทันสมัย บางรุ่นมี Thermal fuse ตัดไฟเมื่อความร้อนเกิน เพิ่มความปลอดภัยในการใช้งาน พัดลมทาวเวอร์ พัดลมทาวเวอร์hatari ภาพ: ตัวอย่างพัดลมทาวเวอร์ 9. พัดลมอุตสาหกรรม พัดลมอุตสาหกรรม มักนิยมขนาด 18-25 นิ้ว มีใบพัดตั้งแต่ 3-6 แฉก มีกำลังลมสูงมาก (มักเกิน 100 วัตต์) แบ่งออกเป็น 4 ประเภทใหญ่ ๆ ได้แก่ 1.แบบตั้งโต๊ะ 2.แบบขาตั้งพื้น 3.แบบติดฝังผนัง 4.แบบเคลื่อนที่ มีฟังก์ชันส่ายซ้าย/ขวาได้ เหมาะกับตำแหน่งที่เน้นลมแรงเป็นพิเศษ หรือเหมาะกับใช้งานในโรงงานอุตสาหกรรมทุกประเภท เช่น โกดังเก็บของ, ฟาร์มเลี้ยงสัตว์, โรงยิม, ลานกิจกรรมกลางแจ้ง, ออฟฟิศ, ห้องโถงขนาดใหญ่, ร้านค้าและอาคารต่าง ๆ พัดลมอุตสาหกรรม พัดลมอุตสาหกรรม18นิ้ว พัดลมอุตสาหกรรม24นิ้ว พัดลมโรงงาน ภาพ: ตัวอย่างพัดลมอุตสาหกรรม 4 ประเภท (พัดลมแบบตั้งโต๊ะ/พัดลมแบบขาตั้งพื้น/พัดลมแบบติดฝังผนัง/พัดลมแบบเคลื่อนที่) พัดลมอุตสาหกรรม พัดลมอุตสาหกรรม18นิ้ว พัดลมอุตสาหกรรม24นิ้ว พัดลมโรงงาน ภาพ: สถานที่ที่เหมาะกับการใช้งานของพัดลมอุตสาหกรรม โกดังเก็บของ, ออฟฟิศ, โรงงาน สนใจ พัดลมอุตสาหกรรม คลิก\ 10. พัดลมไอเย็น ในการใช้งานจะต้องเติมน้ำ (อาจเพิ่มน้ำแข็ง/เจลเย็น เพื่อให้ลมเย็นมากขึ้น) หลักการคือ ลมเป่าผ่านน้ำที่แผงทำความเย็น น้ำจะระเหยโดยดึงเอาความร้อนออก ลมที่ได้จึงเย็นกว่าพัดลมทั่วไป มีหลายขนาดพร้อมฟังก์ชันพิเศษต่างกัน เช่น ปรับลมหลายระดับ ไล่ยุงได้ ปล่อยไอออนประจุลบเพื่อดักจับฝุ่นประจุบวกในอากาศ มีระบบตัดกระแสไฟฟ้าเมื่อเกิดไฟรั่ว ห้องที่ใช้พัดลมไอเย็นควรถ่ายเทอากาศดี (เพื่อระบายความชื้น) หรือจะใช้ภายนอกบ้านก็ได้ พัดลมไอเย็น พัดลมไอเย็นhatari ภาพ: ตัวอย่างพัดลมไอเย็น สนใจ พัดลม คลิก\ 11. พัดลมดูด/ระบายอากาศ พัดลมดูดอากาศและระบายอากาศช่วยกำจัดกลิ่นอับ ไล่ความชื้นหรือถ่ายเทอากาศออกนอกบ้านได้อย่าง พัดลมดูดอากาศและระบายอากาศ แบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ ดังนี้ 1) พัดลมดูดอากาศออกนอกบ้าน ช่วยเร่งการระบายอากาศภายในห้องที่เปิดหน้าต่าง เหมาะกับห้องที่ต้องการลดกลิ่น เช่น ห้องน้ำ ห้องครัว ควรติดตั้งฝั่งตรงข้ามกับผนังด้านที่เปิดหน้าต่าง 2) พัดลมดูดเข้าและดูดออกออกนอกบ้าน ช่วยถ่ายเทอากาศภายในห้องปิด เพื่อนำอากาศใหม่เข้ามาทดแทนอากาศเดิม เหมาะกับที่ปิดมิดชิดหรือมีช่องระบายอากาศน้อย ห้องที่เปิดแอร์ เช่น ห้องนอน ควรติดตั้งในจุดที่เชื่อมต่อกับภายนอกบ้าน พัดลมดูด/ระบายอากาศสามารถติดตั้งได้ 4 แบบ ดังนี้ 1.แบบติดผนัง เป็นรูปแบบที่นิยมมากที่สุด มีอายุการใช้งานที่ยาวนานติดตั้งง่าย เพียงเจาะตำแหน่งที่ต้องการให้พอดีกับขนาดของพัดลม และยึดด้วยสกรู 2.แบบติดกระจก ติดตั้งกับกระจกได้ทุกชนิด เหมาะกับบ้านที่ไม่ต้องการเจาะผนังก็มักจะนิยมเลือกติดตั้งที่กระจกแทน 3.แบบฝังฝ้า (ไม่ต่อท่อ) เหมาะกับการติดตั้งบนฝ้า ในกรณีที่ฝ้ามีรูระบายอากาศออกสู่ภายนอกบ้าน 4.แบบต่อท่อฝังฝ้า ต้องเดินท่อลมบน ฝ้าออกสู่นอกบ้านก่อนการปิดฝ้าเพดาน พัดลมดูดอากาศ พัดลมระบายอากาศ พัดลมมิซูบิชิ พัดลมดูดอากาศpanasonic ภาพ: ตัวอย่างพัดลมพัดลมดูดอากาศ/ระบายอากาศเข้า-ออก 4 ประเภท สนใจ พัดลมดูดอากาศ พัดลมระบายอากาศ คลิก\ วิธีการทำความสะอาดพัดลม 1. ทำความสะอาดเดือนละ 1 ครั้ง ถอดตะแกรงและใบพัดออกมาล้างด้วยน้ำอุ่นผสมน้ำยาล้างจาน ขัด/ถู ทุกซอกทุกมุม ล้างออกด้วยน้ำสะอาดและเช็ดให้แห้งก่อนประกอบ 2. หยอดน้ำมันหล่อลื่น ควรหยอดน้ำมันหล่อลื่นตามเกลียวใบพัดและแกนมอเตอร์ โดยเฉพาะเมื่อได้ยินเสียงผิดปกติตอนเปิดใช้งาน 3. เปลี่ยนอะไหล่ที่พังเสมอ หมั่นสังเกตและตรวจสอบการทำงานของพัดลม หากพบสิ่งผิดปกติควรรีบซ่อมแซม หากฝืนใช้ต่ออาจทำให้เกิดความร้อนสูงจนไฟฟ้าลัดวงจรได้ 4. ถอดปลั๊กออกเสมอเมื่อไม่ใช้งาน เมื่อเลิกใช้งานแล้ว ไม่ควรเสียบปลั๊กทิ้งไว้ เพราะจะทำให้สิ้นเปลืองพลังงานไฟฟ้าและหลีกเลี่ยงการเกิดไฟฟ้าลัดวงจรได้ วิธีดูแลรักษาพัดลม ทำความสะอาดพัดลม ภาพ: การทำความสะอาดพัดลม สรุปได้ว่า พัดลมมีทั้งหมด 11 ประเภท แต่ละประเภทมีลักษณะดีไซน์ ขนาด และการใช้งานที่แตกต่างกัน บางประเภทเหมาะกับการใช้งานในบ้าน บางประเภทเหมาะกับการใช้งานในโรงงาน ดังนั้นควรเลือกใช้ให้เหมาะสม และในขณะเดียวกันพัดลมที่เปิดใช้งานทุกวันแน่นอนว่าต้องมีฝุ่นละอองเข้าไปเกาะติดที่ใบพัด หรือตะแกรงพัดลมได้ ส่งผลให้ลมที่พัดให้ความเย็นนั้นมาพร้อมกับเชื้อโรค เมื่อเราหายใจเข้าไปทุกวันเชื้อโรคอาจสะสมในร่างกาย ไม่ดีต่อสุขภาพ ดังนั้นควรหมั่นดูแลรักษาพัดลมตามวิธีดังกล่าวข้างต้นเพื่อยืดอายุการใช้งานและลดการเกิดภูมิแพ้จากฝุ่น สนใจ พัดลม คลิก\ วิธีสั่งซื้อกับ SCG Home ง่ายๆ เพียง 3 ขั้นตอน กดเลือกสินค้าและจำนวนที่ต้องการสั่งซื้อสินค้าผ่านเว็บไซต์ SCGHOME.COM ชำระเงินตามยอดในรายการสั่งซื้อ เพื่อยืนยันการจัดส่งสินค้า ติดตามสถานะการจัดส่ง สอบถามข้อมูลสินค้าหรือต้องการความช่วยเหลือสั่งสินค้าได้ผ่านทาง: SCGHOME Contact Center: 02-586-1222 หรือ แอดไลน์ @scghome
แนะนำปั๊มน้ำประปาแบบต่างๆ ที่เหมาะกับการใช้งานในบ้าน และวิธีการเลือกปั๊มน้ำแรงดันโดยใช้หลักเกณฑ์อย่างง่ายเป็นแนวทางสำหรับเจ้าของบ้านในการเลือกปั๊มน้ำบ้าน ปั๊มน้ำในบ้านเป็นอุปกรณ์สำคัญที่ใช้ควบคู่กับถังเก็บน้ำในบ้าน โดยเฉพาะบ้าน 2 ชั้น ขึ้นไปจะนิยมใช้กันมาก เพื่อเพิ่มแรงดันน้ำให้สม่ำเสมอ ทั้งนี้เจ้าของบ้านบางท่านอาจสงสัยว่า เราจำเป็นต้องมีปั๊มน้ำหรือไม่ และถ้าจำเป็นต้องมี เราจะมีวิธีเลือกอย่างไร วันนี้ SCG HOME จะพามาหาคำตอบกัน คำนวณขนาดปั๊มน้ำแรงดันให้เหมาะสมกับระบบน้ำประปาสำหรับบ้าน หมายเหตุ: เป็นเพียงการคำนวณขนาดปั้มน้ำประปาเบื้องต้นเท่านั้น ความสำคัญของเครื่องสูบน้ำหรือปั้มน้ำประปาในบ้าน ตามปกติต่อให้ไม่มีปั๊มน้ำในบ้าน ในท่อประปาก็พอจะมีแรงดันจ่ายน้ำในบ้านพักอาศัยไปถึง 2 ชั้นได้บ้าง แต่ถ้าในบ้านมีการเปิดน้ำพร้อมๆ กันหลายจุด ความดันอาจไม่คงที่จนทำให้น้ำบางจุดไหลอ่อนแรง ดังนั้น ปั๊มน้ำในบ้านจึงมีบทบาทสำคัญต่อการลำเลียงน้ำจากถังเก็บน้ำ โดยเพิ่มแรงดันจ่ายน้ำไปยังก๊อกหรือฝักบัวจุดต่างๆ ทำให้เราสามารถใช้น้ำในบ้านพร้อมกันได้สบาย ไม่ไหลอ่อนจนหงุดหงิดรำคาญใจ โดยปั๊มน้ำสำหรับน้ำใช้ในบ้านทั่วไปที่เราจะยกมาพูดถึงกันในครั้งนี้ มีอยู่ 4 ชนิด คือ ปั๊มน้ำแบบถังแรงดัน ปั๊มน้ำแบบแรงดันคงที่ ปั๊มน้ำแบบอินเวอร์เตอร์ และปั๊มน้ำแบบเทอร์ไบน์ ปั๊มน้ำประปาในบ้าน ปั๊มน้ำขนาดเล็กใช้ในบ้าน ปั๊มน้ำบ้าน 2 ชั้น ภาพ: ตำแหน่งปั๊มน้ำของระบบจ่ายน้ำประปาในบ้าน ปั๊มน้ำในบ้าน ปั๊มน้ำขนาดเล็กใช้ในบ้าน เครื่องปั๊มน้ำบ้าน 2 ชั้น ภาพ: ปั๊มน้ำในบ้านที่ต่อเข้ากับถังเก็บน้ำ ปั๊มน้ำในบ้านชนิดที่ 1 : ปั๊มน้ำแบบถังแรงดัน หรือที่เรียกกันว่า “ปั๊มน้ำถังกลม” มีลักษณะเป็นทรงกระบอก ทำงานโดยให้น้ำไปแทนที่อากาศในถังแรงดัน เพื่อใช้แรงดันของอากาศดันน้ำออกไป เป็นปั๊มยอดนิยมที่มีมานานก่อนแบบอื่นๆ โครงสร้างไม่ซับซ้อน ติดตั้งดูแลรักษาง่าย ใช้งานได้นาน ให้แรงดันได้มากกว่าปั๊มน้ำแบบแรงดันคงที่ แต่มีข้อคำนึงคือ แรงดันน้ำที่ได้อาจไม่สม่ำเสมอ มีเสียงดัง และเมื่อใช้ไปได้สักระยะ ปริมาตรอากาศจะค่อย ๆ น้อยลง น้ำจะเข้าแทนที่ในถังแรงดัน ปั๊มจะทำงานตัดแบบถี่ ๆ (แต่ก็สามารถแก้ไขเองได้โดยทำการไล่อากาศใหม่ อ่านเพิ่มเติมที่นี่) นอกจากนี้หากตัวถังเป็นเหล็กเมื่อใช้ไปนานๆ อาจเกิดสนิม แต่สามารถเปลี่ยนถังใหม่ได้ และในปัจจุบันก็มีแบบที่ตัวถังผลิตจากสเตนเลสแท้ ขึ้นรูปแบบไร้รอยต่อเชื่อมทำให้หมดปัญหาเรื่องสนิมและรั่วซึม ซึ่งทนทานกว่า แต่ราคาก็จะสูงกว่าปั๊มน้ำถังกลมธรรมดาด้วย ปั๊มน้ำในบ้าน ปั๊มน้ำขนาดเล็กใช้ในบ้าน ปั๊มน้ำถังกลม สเตนเลส ปั๊มน้ำบ้าน 2 ชั้น ภาพ: ตัวอย่างปั๊มน้ำแบบถังแรงดัน หรือปั๊มน้ำถังกลม ที่ตัวถังผลิตจากสเตนเลส (ขอบคุณภาพจาก www.toyobothailand.com) สนใจสั่งซื้อ ปั๊มน้ำ hitachi คลิก\ ปั๊มน้ำในบ้านชนิดที่ 2 : ปั๊มน้ำแบบแรงดันคงที่ หรือที่เรียกกันว่า “ปั๊มน้ำถังเหลี่ยม” มีลักษณะเป็นทรงสี่เหลี่ยม ทำงานโดยใช้ก๊าซไนโตรเจนอัดในกระบอกกลมเพื่อเพิ่มแรงดัน โดยมีถุงลมยางไดอะแฟรมคั่นระหว่างน้ำกับก๊าซไนโตรเจน ซึ่งจะให้แรงดันสม่ำเสมอคงที่มากกว่าถังแรงดันลมธรรมดา จึงทำให้น้ำจากก๊อก/ฝักบัวไหลเฉลี่ยเท่าๆ กันทุกจุดในบ้าน ช่วยแก้ปัญหาเปิดน้ำชั้นล่างแล้วน้ำชั้นบนไหลอ่อน รวมถึงช่วยรักษาอุณหภูมิเครื่องทำน้ำอุ่นให้คงที่ด้วย ตอบโจทย์บ้านที่ใช้น้ำพร้อมกันหลายจุด อุปกรณ์และชิ้นส่วนต่างๆ ส่วนใหญ่เป็นพลาสติกจึงไม่เป็นสนิม (แต่ไม่ควรตากแดด เพราะพลาสติกและยางจะเสื่อมเร็ว) ทั้งนี้ ปั๊มน้ำแบบแรงดันคงที่จะมีราคาสูงกว่าปั๊มน้ำแบบถังแรงดัน และในการใช้งานควรหมั่นตรวจสอบเป็นประจำเพราะลมไนโตรเจนอาจเกิดการรั่วซึมได้ ปั๊มน้ำบ้าน ปั๊มน้ำแรงดัน ปั๊มน้ำในบ้าน ปั๊มน้ำขนาดเล็กใช้ในบ้าน-ปั๊มน้ำบ้าน 2 ชั้น ปั๊มอินเวอร์เตอร์ ภาพ: ตัวอย่างปั๊มน้ำแบบแรงดันคงที่ หรือปั๊มน้ำถังเหลี่ยม สนใจสั่งซื้อ ปั๊มน้ำ mitsubishi คลิก\ ปั๊มน้ำในบ้านชนิดที่ 3 : ปั๊มน้ำแบบอินเวอร์เตอร์ ปั๊มน้ำแบบอินเวอร์เตอร์จะคล้ายกับปั๊มถังเหลี่ยมคือให้แรงดันคงที่ แต่เพิ่มคุณสมบัติระบบอินเวอร์เตอร์ที่สามารถปรับรอบมอเตอร์ให้พอดีกับการใช้งาน โดยอินเวอร์เตอร์จะคอยควบคุมการหมุนของมอเตอร์ตามการใช้น้ำจริง เมื่อใช้น้ำมากหรือใช้น้ำหลายจุด มอเตอร์จะหมุนเร็วขึ้นเพื่อให้ปั๊มน้ำจ่ายน้ำได้มากขึ้น เมื่อใช้น้ำน้อยมอเตอร์ก็จะหมุนช้าลง น้ำที่ได้จะไหลแรงสม่ำเสมอ สามารถปรับแรงดันได้ตามต้องการ เสียงเบาเหมือนปั๊มน้ำแบบแรงดันคงที่ธรรมดา และยังประหยัดไฟกว่าปั๊มน้ำชนิดอื่นด้วย แต่ราคาจะสูงกว่าปั๊มน้ำทั่วไป ประมาณ 2-3 เท่า และหากชำรุดจะต้องส่งศูนย์ซ่อมเท่านั้น ปั๊มน้ำบ้าน ปั๊มน้ำแรงดัน ปั๊มน้ำในบ้าน-ปั๊มน้ำขนาดเล็กใช้ในบ้าน-ปั๊มน้ำบ้าน 2 ชั้น-ปั๊มเทอร์ไบน์-ปั๊ม 2 ใบพัด ภาพ: ตัวอย่างปั๊มน้ำแบบอินเวอร์เตอร์ (ขอบคุณภาพจาก www.mitsubishi-kyw.co.th) สนใจสั่งซื้อ ปั๊มน้ำ mitsubishi คลิก\ ปั๊มน้ำในบ้านชนิดที่ 4 : ปั๊มน้ำแบบเทอร์ไบน์ ปั๊มเทอร์ไบน์ หรือที่เรียกว่า ปั๊มระบบใบพัด พัฒนามาจากปั๊มหอยโข่งที่ใช้ในการเกษตร เป็นระบบที่มีถังอัดอากาศเช่นเดียวกัน แต่จะใช้ใบพัดในการเพิ่มแรงดันน้ำ (แต่ละยี่ห้อจะมีลักษณะและจำนวนใบพัดแตกต่างกันไป) โดยมีเพลสเชอร์สวิตช์เป็นอุปกรณ์ควบคุมแรงดันน้ำให้เหมาะสม จึงให้ปริมาณน้ำที่มากขึ้น พลังน้ำแรง แรงดันน้ำคงที่ เหมาะสำหรับบ้านที่ใช้น้ำพร้อมกันหลายจุดโดยมีอุปกรณ์ต่างๆ ที่ต้องใช้แรงจ่ายน้ำสูงและสม่ำเสมอ เช่น ฝักบัวเรนชาวเวอร์ เครื่องทำน้ำอุ่น อ่าง Jacuzzi ฟลัชวาล์ว เป็นต้น ข้อดีอีกอย่างของปั๊มเทอร์ไบน์คือ เสียงเงียบ ตอบโจทย์บ้านชุมชนเมืองที่มีรั้วติดเพื่อนบ้านซึ่งต้องระวังเรื่องเสียงรบกวน ปั๊มน้ำบ้าน เครื่องปั๊มน้ำบ้าน ปั๊มน้ำในบ้าน-ปั๊มน้ำขนาดเล็กใช้ในบ้าน-ปั๊มน้ำบ้าน 2 ชั้น-ปั๊มเทอร์ไบน์-ปั๊ม 2 ใบพัด ภาพ: ตัวอย่างปั๊มน้ำแบบเทอร์ไบน์ หรือ ปั๊ม 2 ระบบใบพัด ซึ่งพัฒนามาจากปั๊มหอยโข่งที่ใช้ในการเกษตร (ขอบคุณภาพจาก www.toyobothailand.com) สนใจสั่งซื้อ ปั๊มน้ำ hitachi คลิก\ จะเลือกปั๊มน้ำบ้าน ควรดูอะไรบ้าง ให้พิจารณาคุณสมบัติที่เหมาะกับการใช้งาน และขนาดหรือกำลังไฟฟ้าที่เราเรียกกันตามหน่วยคือ “วัตต์” ปั๊มน้ำแต่ละรุ่นจะมีให้เลือกหลายขนาดตามกำลังวัตต์ ซึ่งมีผลต่อระยะส่งและปริมาณน้ำ (ลิตร/นาที) ปั๊มกำลังวัตต์สูงย่อมให้แรงดันและปริมาณน้ำมาก จำนวนก็อกที่เปิดใช้น้ำพร้อมกันได้ก็จะมากตาม สำหรับบ้านทั่วไป (ที่ไม่ได้มีอุปกรณ์ซึ่งต้องใช้แรงจ่ายน้ำสูงเป็นพิเศษ) อาจดูคร่าวๆ ได้จากจำนวนชั้นและจำนวนจุดที่คาดว่าจะเปิดใช้น้ำพร้อมกัน ยกตัวอย่างเช่น บ้านชั้นเดียวหากเปิดน้ำใช้พร้อมกัน 4 จุด อาจเลือก 150 วัตต์ แต่ถ้าเป็น 5 จุดอาจใช้ที่ 200 วัตต์ เป็นต้น ส่วนบ้านเดี่ยว 2 ชั้น หากเปิดน้ำใช้พร้อมกัน 5-6 จุด อาจเลือกเป็น 200- 250 วัตต์ เป็นต้น ทั้งนี้ ผู้ผลิตปั๊มแต่ละรายมักมีตารางเทียบสำหรับเลือกขนาดปั๊มที่ลงรายละเอียดเฉพาะรุ่นมากขึ้น ปั๊มน้ำในบ้าน-ปั๊มน้ำขนาดเล็กใช้ในบ้าน-ปั๊มน้ำถังกลม-ปั๊มน้ำถังเหลี่ยม-ปั๊มน้ำบ้าน 2 ชั้น-ปั๊มเทอร์ไบน์-ปั๊ม 2 ใบพัด-ปั๊มอินเวอร์เตอร์ ภาพ: ตัวอย่างตารางเทียบขนาดปั๊มน้ำบ้านแบบคร่าวๆ จากจำนวนชั้นและจุดใช้น้ำในบ้าน ปั๊มน้ำบ้าน เครื่องปั๊มน้ำในบ้าน-ปั๊มน้ำขนาดเล็กใช้ในบ้าน-ปั๊มน้ำถังกลม-ปั๊มน้ำถังเหลี่ยม-ปั๊มน้ำบ้าน 2 ชั้น-ปั๊มเทอร์ไบน์-ปั๊ม 2 ใบพัด-ปั๊มอินเวอร์เตอร์ ภาพ: ตัวอย่างตารางเทียบขนาดปั๊มน้ำโดย มิตซูบิชิ อิเล็คทริค อย่างไรก็ตาม หากในบ้านมีการใช้อุปกรณ์ซึ่งต้องใช้แรงจ่ายน้ำสูงกว่าอุปกรณ์ทั่วไป อาจต้องมีการพิจารณาอุปกรณ์เฉพาะเพิ่มเติมเพื่อความแม่นยำ แนะนำให้เจ้าของบ้านปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ หรือช่างที่มีความรู้ก่อนตัดสินใจเลือกซื้อปั๊มน้ำในบ้านที่เหมาะสม เพราะการใช้ปั๊มน้ำที่มีจำนวนวัตต์มากเกินไปอาจทำให้ท่อน้ำในบ้านแตกได้ หรือถ้าใช้ปั๊มน้ำที่มีจำนวนวัตต์น้อยเกินไปนอกจากน้ำจะไหลไม่แรงดังใจแล้ว ยังทำให้ปั๊มน้ำทำงานหนัก และเปลืองค่าไฟมากขึ้นอีกด้วย ขอบคุณข้อมูลจาก www.toyobothailand.com อ่านเพิ่มเติม: 5 ขั้นตอนแก้ปัญหาปั๊มน้ำเดินกระตุก\ อ่านเพิ่มเติม: 5 ข้อพิจารณาก่อนเลือกใช้ปั๊มจุ่ม/ปั๊มแช่\ ช้อปปิ้งออนไลน์ "ปั้มสูบน้ำแรงดันอัตโนมัติ" ที่ SCG Home Online มีให้เลือกมากมายหลายแบรนด์ ปั้มน้ำใช้ภายในบ้าน ปั๊มน้ำ hitachi , ปั๊มน้ำ mitsubishi หรือ ปั๊มน้ำ โซล่าเซลล์ สินค้าและบริการมีมาตรฐาน มั่นใจ เชื่อถือได้ สามารถเลือกช้อปปิ้งออนไลน์ 24 ชั่วโมง พร้อมจัดส่งทั่วประเทศ วิธีสั่งซื้อกับ SCG Home ง่ายๆ เพียง 3 ขั้นตอน กดเลือกสินค้าและจำนวนที่ต้องการสั่งซื้อสินค้าผ่านเว็บไซต์ SCGHOME.COM ชำระเงินตามยอดในรายการสั่งซื้อ เพื่อยืนยันการจัดส่งสินค้า ติดตามสถานะการจัดส่ง สอบถามข้อมูลสินค้าหรือต้องการความช่วยเหลือสั่งสินค้าได้ผ่านทาง: SCGHOME Contact Center: 02-586-1222 หรือ แอดไลน์ @scghome
คลายข้อสงสัยเกี่ยวกับ “ระบบหลังคาโซลาร์ เอสซีจี” หรือ “SCG Solar Roof” สำหรับผู้ที่สนใจอยากติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้าน อาคาร หรือโรงงาน ระบบหลังคาโซลาร์ เอสซีจี เป็นอีกทางเลือกในการประหยัดค่าไฟในบ้าน/อาคาร โดยใช้พลังงานสะอาดที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ ก่อนจะตัดสินใจติดตั้งระบบหลังคาโซลาร์ เอสซีจี ย่อมต้องพิจารณาปัจจัยหลายอย่าง SCG HOME จึงรวบรวมข้อมูลในรูปแบบคำถาม-คำตอบ ที่อ่านเข้าใจได้ง่ายๆ สารบัญบทความ 1) SCG Solar Roof ใช้แผงโซลาร์เซลล์ และ Inverter แบบใด? 2) ระบบ SCG Solar Roof เหมาะกับบ้านที่ใช้ไฟฟ้าอย่างไรจึงคุ้มค่า? 3) หากเกิดไฟดับตอนกลางวัน จะยังมีไฟฟ้าใช้หรือไม่? 4) SCG Solar Roof มีอุปกรณ์และบริการอะไรให้บ้าง? 5) ขั้นตอนติดตั้ง SCG Solar Roof รวมขออนุญาต ใช้เวลากี่วัน? 6) SCG Solar Roof ติดตั้งกับบ้าน/อาคารแบบใดได้บ้าง? 7) SCG Solar Roof สามารถติดตั้งกับหลังคาแบบใดได้บ้าง? 8) SCG Solar Roof มีจุดเด่นอย่างไร? 9) SCG Solar Roof เหมาะกับหลังคาทิศใด องศาเท่าไหร่? 10) SCG Solar Roof ใช้งานกี่ปีจึงจะคืนทุน? 11) พลังงานไฟฟ้าที่ได้จาก SCG Solar Roof สามารถขายคืนการไฟฟ้าได้หรือไม่? 12) หลังจากติดตั้ง SCG Solar Roof ไปแล้ว จะมีค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาอย่างไรบ้าง? 13) SCG Solar Roof ใช้งานได้กี่ปี รับประกันกี่ปี? 1) SCG Solar Roof ใช้แผงโซลาร์เซลล์ และ Inverter แบบใด? A: ระบบหลังคาโซลาร์ เอสซีจี หรือ SCG Solar Roof ใช้อุปกรณ์ดังนี้ Premium Package : แผงโซลาร์ Mono High Efficiency Tier 1 (USA/ EU) และ อินเวอร์เตอร์ Huawei Smart Package : แผงโซลาร์ Mono High Efficiency Tier 1 และ อินเวอร์เตอร์ Huawei Microinverter Package-Enphase : แผงโซลาร์ Mono High Efficiency Tier 1 (USA/ EU) และ ไมโครอินเวอร์เตอร์ Enphase Microinverter Package-Hoymiles : แผงโซลาร์ Mono High Efficiency Tier 1 และ ไมโครอินเวอร์เตอร์ Hoymiles แผงโซล่าเซลล์ แผงโซลาร์เซลล์ Solar rooftop SCG Solar Roof ภาพ: ตัวอย่างแผงโซลาร์เซลล์ และชุดอุปกรณ์ของระบบหลังคาโซลาร์ เอสซีจี หรือ SCG Solar Roof 2) ระบบ SCG Solar Roof เหมาะกับบ้านที่ใช้ไฟฟ้าอย่างไรจึงคุ้มค่า? A: ระบบหลังคาโซลาร์ เอสซีจี หรือ SCG Solar Roof มีทั้งระบบ On Grid (ใช้ไฟจากระบบโซลาร์และการไฟฟ้า) และ ระบบ Hybrid (ใช้ไฟจากระบบโซลาร์ การไฟฟ้า และมีแบตเตอรี่สำหรับกักเก็บไฟ) เหมาะกับบ้านที่ “มีการใช้ไฟในช่วงกลางวันอย่างสม่ำเสมอ” (เปิดเครื่องปรับอากาศอย่างน้อย 1 ตัว) และ “ควรมีค่าไฟขั้นต่ำ 3,000 บาท ต่อเดือน” โดยสามารถเลือกระบบ Hybrid เพิ่มเติมเพื่อกักเก็บไฟไว้ใช้ในช่วงกลางคืน ซึ่งควรเลือกขนาดของระบบและขนาดแบตเตอรี่ให้เหมาะกับการใช้งานเพื่อความคุ้มค่าสูงสุด 3) หากเกิดไฟดับตอนกลางวัน จะยังมีไฟฟ้าใช้หรือไม่? A: กรณีไม่มีแสงอาทิตย์เพียงพอสำหรับผลิตไฟฟ้า จะเป็นการใช้ไฟจากการไฟฟ้าตามปกติ ส่วนกรณีที่เกิดไฟดับในตอนกลางวัน สำหรับระบบ On Grid ระบบจะตัดการทำงานโดยทันทีเมื่อเกิดไฟฟ้าดับ ตามข้อกำหนดด้านความปลอดภัยของการไฟฟ้า แต่ระบบ Hybrid ยังสามารถใช้งานเครื่องใช้ไฟฟ้าบางส่วนได้ในลักษณะของระบบไฟสำรองฉุกเฉิน สนใจ ระบบหลังคาโซลาร์ เอสซีจี พร้อมบริการครบวงจร คลิก\ 4) SCG Solar Roof มีอุปกรณ์และบริการอะไรให้บ้าง? A: ค่าใช้จ่ายในแพ็กเกจของระบบหลังคาโซลาร์ เอสซีจี หรือ SCG Solar Roof จะครอบคลุมถึง ค่าอุปกรณ์ต่างๆในระบบ รวมค่าออกแบบระบบ และค่าติดตั้ง ค่าดำเนินการขออนุญาตทั้งกระบวนการ บริการหลังการขาย (ตาม Package ที่เลือก) ทั้งนี้ ก่อนสั่งซื้อแพ็กเกจ จะมีค่าบริการสำรวจหน้างาน (หักคืนเป็นส่วนลดค่าบริการติดตั้งได้) ซึ่งครอบคลุมการตรวจสอบสภาพหลังคาและโครงสร้างด้วยโดรน การออกแบบวางแผงและจุดติดตั้งที่เหมาะสม การคำนวณและแบ่ง string ให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด ก่อนจะทำการเสนอราคาให้ลูกค้าพร้อมชี้แจงรายละเอียดจากทีมวิศวกร 5) ขั้นตอนติดตั้ง SCG Solar Roof รวมขออนุญาต ใช้เวลากี่วัน? A: งานติดตั้งระบบหลังคาโซลาร์ เอสซีจี หรือ SCG Solar Roof ใช้เวลาประมาณ 3-5 วัน โดยเมื่อรวมขั้นตอนขออนุญาตจะใช้เวลาประมาณ 3-4 เดือน ขึ้นอยู่กับหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง ซึ่งประกอบด้วย การไฟฟ้าภาคนครหลวงหรือส่วนภูมิภาค ที่ทำการเขต และสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ติดตั้ง SCG Solar Roof-แผงโซล่าเซลล์-แผงโซลาร์เซลล์ ภาพ: ตัวอย่างการติดตั้งระบบหลังคาโซลาร์ เอสซีจี หรือ SCG Solar Roof 6) SCG Solar Roof ติดตั้งกับบ้าน/อาคารแบบใดได้บ้าง? A: ระบบหลังคาโซลาร์ เอสซีจี หรือ SCG Solar Roof สามารถติดตั้งกับบ้านเดี่ยว ทาวน์เฮาส์ อาคาร ที่สูงไม่เกิน 3 ชั้น หากมุงหลังคาควรมีความชันไม่เกิน 35 องศา โดยผ่านการตรวจสอบหลังคาและโครงสร้างแล้วว่าอยู่ในสภาพที่แข็งแรงสมบูรณ์ ติดตั้ง SCG Solar Roof-แผงโซล่าเซลล์-แผงโซลาร์เซลล์ ภาพ: เปรียบเทียบก่อนและหลังติดตั้ง ระบบหลังคาโซลาร์ เอสซีจี หรือ SCG Solar Roof สนใจ ระบบหลังคาโซลาร์ เอสซีจี พร้อมบริการครบวงจร คลิก\ 7) SCG Solar Roof สามารถติดตั้งกับหลังคาแบบใดได้บ้าง? A: สามารถติดตั้งได้เกือบทุกประเภทหลังคา ตั้งแต่พื้น Concrete Slab หลังคามุงกระเบื้องประเภทต่างๆ (ทั้งกระเบื้องหลังคา SCG และยี่ห้ออื่นๆ) ไม่ว่าจะเป็นกระเบื้องหลังคาคอนกรีต เซรามิก เมทัลชีท ยกเว้นหลังคาไฟเบอร์ซีเมนต์ และ Shingle Roof สำหรับหลังคามุงกระเบื้องลอนคู่จะติดตั้งได้เฉพาะกรณีทำการปรับปรุงหลังคาด้วยวิธี Top Up Roof เท่านั้น กระเบื้องหลังคา SCG Solar Roof แผงโซล่าเซลล์ แผงโซลาร์เซลล์ ภาพ: กระเบื้องหลังคา เอสซีจี รุ่นต่างๆ ที่เหมาะและไม่เหมาะกับการติดตั้ง ระบบหลังคาโซลาร์ เอสซีจี หรือ SCG Solar Roof 8) SCG Solar Roof มีจุดเด่นอย่างไร? A: นอกจากมาตรฐานการติดตั้ง การบริการ และความชำนาญในเรื่องงานหลังคามายาวนานแล้ว ระบบหลังคาโซลาร์ เอสซีจี หรือ SCG Solar Roof ยังใช้นวัตกรรมการติดตั้ง Solar FIX ที่ยึดแผงโซลาร์ได้โดยไม่ต้องเจาะหลังคา จึงหมดกังวลเรื่องรั่วซึม โดยยังคงความแข็งแรง ทนทานต่อแรงลมได้ (ทั้งนี้ ระบบ Solar Fix เป็นอุปกรณ์เฉพาะที่ใช้ได้กับกระเบื้องหลังคาบางรุ่นของ เอสซีจี เท่านั้น) นอกจากนี้บริการในแพ็กเกจยังครอบคลุมเรื่องการขออนุญาตจากภาครัฐทั้งกระบวนการ รวมถึงบริการดูเลรักษาหลังการขายตามเงื่อนไขในแต่ละแพ็กเกจด้วย ติดตั้ง SCG Solar Roof-แผงโซล่าเซลล์-แผงโซลาร์เซลล์-Solar fix ภาพ: ตัวอย่างอุปกรณ์ Solar FIX ที่ยึดแผงโซลาร์กับผืนหลังคาโดยไม่ต้องเจาะหลังคา 9) SCG Solar Roof เหมาะกับหลังคาทิศใด องศาเท่าไหร่? A: ทิศที่เหมาะที่สุดในการติดตั้งระบบหลังคาโซลาร์ เอสซีจี หรือ SCG Solar Roof คือ ทิศใต้ รองลงมาคือทิศตะวันตก ส่วนองศาหลังที่เหมาะที่สุด คือ 15 องศา สนใจ ระบบหลังคาโซลาร์ เอสซีจี พร้อมบริการครบวงจร คลิก\ 10) SCG Solar Roof ใช้งานกี่ปีจึงจะคืนทุน? A: ระบบหลังคาโซลาร์ เอสซีจี หรือ SCG Solar Roof มักคืนทุนเมื่อใช้งานประมาณ 6-10 ปี ขึ้นอยู่กับขนาดของระบบและพฤติกรรมการใช้งาน 11) พลังงานไฟฟ้าที่ได้จาก SCG Solar Roof สามารถขายคืนการไฟฟ้าได้หรือไม่? A: ณ ปัจจุบัน (เมษายน 2569) ทางการไฟฟ้าฯ ไม่มีนโยบายรับซื้อไฟฟ้าคืน ดังนั้นไฟฟ้าส่วนเกินที่ผลิตได้จากระบบหลังคาโซลาร์เซลล์ เอสซีจี จึงไม่สามารถขายคืนภาครัฐฯ ได้ จนกว่านโยบายจะมีการเปลี่ยนแปลงและประกาศรับซื้อไฟฟ้าคืนอีกครั้ง การทำงาน-SCG Solar Roof-แผงโซล่าเซลล์-แผงโซลาร์เซลล์-ขายไฟคืน ภาพ: การทำงานของระบบหลังคาโซลาร์ เอสซีจี หรือ SCG Solar Roof ที่แสดงให้เห็นการผลิตไฟฟ้าเพื่อใช้ในบ้าน และส่วนที่เหลือซึ่งสามารถขายคืนการไฟฟ้าได้ กรณีมีประกาศนโยลายการรับซื้อไฟฟ้าคืน (ซึ่ง ณ ปัจจุบัน เดือนเมษายน 2569 ยังไม่มีประกาศดังกล่าว) 12) หลังจากติดตั้ง SCG Solar Roof ไปแล้ว จะมีค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาอย่างไรบ้าง? A: หลังจากการติดตั้ง ทาง SCG มีบริการดูแลตรวจสอบระบบและล้างทำความสะอาดแผงโซลาร์ ให้ฟรี 5 ปี (ปีละ 1 ครั้ง) สำหรับรุ่น Premium และ 2 ปี (ปีละ 1 ครั้ง) สำหรับรุ่น Smart ส่วนแพ็กเกจ Microinverter รุ่น Enphase และรุ่น Hoymiles จะให้บริการเป็นระยะ 5 ปี และ 2 ปี ตามลำดับ ทั้งนี้หลังจากระยะเวลาดังกล่าวลูกค้าสามารถซื้อ Package เพิ่มเติม ซึ่งมีค่าใช้จ่ายประมาณครั้งละ 2,000-5,000 บาท ขึ้นอยู่กับขนาดระบบ 13) SCG Solar Roof ใช้งานได้กี่ปี รับประกันกี่ปี? A: ระบบหลังคาโซลาร์ เอสซีจี หรือ SCG Solar Roof ใช้งานได้มากกว่า 25 ปี โดยรับประกันตามเงื่อนไขในแต่ละแพ็กเกจดังนี้ Premium Package: รับประกันแผง 25 ปี และประสิทธิภาพการทำงาน 30 ปี (ปีที่ 30 ปี ประสิทธิภาพไม่ต่ำกว่า 80%) รับประกัน Inverter 15 ปี (Huawei) และรับประกันการติดตั้ง 3 ปี (กรณีใช้ Solar Fix) Smart Package: รับประกันแผง 12 ปี รับประกันประสิทธิภาพการทำงาน 30 ปี (ปีที่ 30 ปี ประสิทธิภาพไม่ต่ำกว่า 80%) รับประกัน Inverter 10 ปี (Huawei) และรับประกันการติดตั้ง 2 ปี Microinverter Package-Enphase: รับประกันแผง 25 ปี และประสิทธิภาพการทำงาน 30 ปี (ปีที่ 30 ปี ประสิทธิภาพไม่ต่ำกว่า 80%) รับประกัน Inverter 15 ปี และรับประกันการติดตั้ง 3 ปี (กรณีใช้ Solar Fix) Microinverter Package-Hoymiles: รับประกันแผง 12 ปี รับประกันประสิทธิภาพการทำงาน 30 ปี (ปีที่ 30 ปี ประสิทธิภาพไม่ต่ำกว่า 80%) รับประกัน Inverter 12 ปี และรับประกันการติดตั้ง 2 ปี สนใจ ระบบหลังคาโซลาร์ เอสซีจี พร้อมบริการครบวงจร คลิก\ วิธีสั่งซื้อกับ SCG Home ง่ายๆ เพียง 3 ขั้นตอน สะดวกและรวดเร็ว กดเลือกสินค้าและจำนวนที่ต้องการสั่งซื้อสินค้าผ่านเว็บไซต์ SCGHOME.COM ชำระเงินตามยอดในรายการสั่งซื้อ เพื่อยืนยันการจัดส่งสินค้า ติดตามสถานะการจัดส่ง สอบถามข้อมูลสินค้าหรือต้องการความช่วยเหลือสั่งสินค้าได้ผ่านทาง: SCGHOME Contact Center: 02-586-1222 หรือ แอดไลน์ @scghome บทความโดย: > ทีม Content Creator จบการศึกษาด้านสถาปัตยกรรมสาขาต่าง ๆ มีประสบการณ์ทำงานในวงการออกแบบและก่อสร้าง มีผลงานสร้างสรรค์คอนเทนต์มามากกว่า 10 ปี ในด้านความรู้เกี่ยวกับการก่อสร้าง วัสดุก่อสร้าง สินค้าและบริการเพื่อบ้าน ผลิตคอนเทนต์หลากหลายรูปแบบทั้งบทความ ภาพพร้อมคำบรรยาย อินโฟกราฟิก และวีดีโอ ผ่านสื่อต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบหนังสือ แผ่นพับ นิทรรศการ จอมอนิเตอร์ ตลอดจนช่องทางออนไลน์ทั้งเว็บไซต์และสื่อโซเชียล